ข่าว

ญี่ปุ่นพร้อมรบ

ญี่ปุ่นพร้อมรบ

28 ก.ย. 2558

ญี่ปุ่นพร้อมรบ : มองมุมยุทธศาสตร์ เรือรบ เมืองมั่น

             การที่กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของญี่ปุ่นผ่านครบ 2 สภา เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นอีกหนึ่งการสารที่รัฐบาลของชินโซ อาเบะ สื่อไปยังปรปักษ์อย่างจีนและเกาหลีเหนือว่า “ฉันไม่กลัวเธอ” เป็นการตอกย้ำแนวทางที่ญี่ปุ่นขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2555 ว่า ญี่ปุ่นไม่ยอมถอยอีกต่อไปกับการคุกคามข่มขู่ของชาติที่ไม่ยอมเป็นมิตรกับญี่ปุ่นเสียที เมื่อผสมรวมกับเกมทางยุทธศาสตร์ที่ญี่ปุ่นกำลังเล่นกับชาติคู่แข่งอื่นของจีนในเอเชียแล้ว ความตึงเครียดกำลังก่อตัวขึ้นทุกที

             การยินยอมให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นออกไปร่วมใช้กำลังปกป้องชาติอื่นในต่างแดนได้ ด้วยข้ออ้างเพื่อสันตินั้น เป็นประเด็นที่ถกเถียงสาหัสมาก นี่ถ้าไม่ใช่ยุคนี้ที่ญี่ปุ่นโดนคุกคามอย่างหนัก โดยเฉพาะทางโวหารจากฝ่ายปรปักษ์ การผ่านร่างกฎหมายเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย นี่ก็ต้องให้เครดิตแก่ทางรัฐบาลปักกิ่ง ที่คืบหน้าไม่ยอมใครกับกรณีพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้และตะวันออก และกับรัฐบาลเปียงยาง ที่เดี๋ยวก็ขู่จะยึดนั่นยิงโน่นทำศึกนี่ไม่หยุด ถึงวันนี้จะมีเสียงต้านจากทั้งในและนอกประเทศไม่น้อย แต่กฎหมายก็ผ่านจนได้

             กฎหมายฉบับนี้ในทางทฤษฎีเปิดช่องให้ญี่ปุ่นหลายอย่าง แต่ที่น่าจะทำได้ในทางปฏิบัติก่อนใครก็คือ การส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศที่เป็นมิตรคอเดียวกันกับญี่ปุ่นเพื่อเตรียมกำลังให้ประเทศเหล่านั้น เช่น ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม พร้อมในการรับมือกับผู้คุกคามมากขึ้น แต่จะถึงขั้นช่วยกันอย่างไม่ต้องเหนียมแบบรัสเซียส่งทหารเข้าไปประจำการในซีเรีย ควบคุมการยิงจรวดเองหรือไม่นั้น ยังบอกไม่ได้ในอนาคต นอกจากนี้อาจเปิดทางให้การขายอาวุธให้แก่ชาติที่มีกำลังซื้อเพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องของการผูกใจประเทศเหล่านี้ไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย พันธมิตรทางทหารของญี่ปุ่นจะมีมากขึ้นทุกที การเติบโตแบบนี้ในที่สุดก็จะพ้นจากการพึ่งพาสหรัฐในระดับหนึ่ง

             ท่าทีของญี่ปุ่นแบบนี้ มีบางฝ่ายพยายามชี้ช่องให้เห็นว่า อาจจะนำไปสู่ลัทธิทหารแบบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ประเทศพันธมิตรของญี่ปุ่นในเอเชียมิได้คิดเช่นนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือฟิลิปปินส์ที่อยากให้ญี่ปุ่นมาช่วยคานอำนาจกับจีน อินเดีย ซึ่งเป็นมิตรรักเก่าแก่ของญี่ปุ่นก็เวลคัมในเรื่องนี้ เพราะตนเองก็หวังเข้าไปมีบทบาทในแปซิฟิกผ่านทางญี่ปุ่นและเวียดนามอยู่แล้ว สหรัฐดูเหมือนจะแฮปปี้ที่สุด เพราะถึงแม้ตนเองจะอยากวางกำลังไว้ในโอกินาวา แต่ก็อยากให้ญี่ปุ่นพัฒนาร่วมเป็นพันธมิตรในการศึกของตนได้เต็มที่กว่าเดิม สหรัฐที่กระจายกำลังไปทั่วโลกต้องการให้ญี่ปุ่นร่วมแบกรับพันธะเช่นนี้มานานแล้ว มาสู่ยุคของการรีบาลานซ์ กองทัพอเมริกันกลับมาให้ความสนใจแปซิฟิกมากขึ้นก็จริง แต่มิได้ต้องการให้อะไรๆ ก็ต้องใช้แยงกี้ไปตายแบบในสงครามเวียดนามอีกต่อไป การมีพันธมิตรทางทหารที่มีคุณภาพร่วมแบกรับสันติภาพและความมั่นคงในยามที่จีนพัฒนากำลังรบขึ้นมากนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลวอชิงตัน

             สำหรับไทย ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพสงครามเปรียบเทียบไปด้วย ก็น่าจะหวั่นใจในความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นนี้อยู่เหมือนกัน นอกเหนือจากประเด็นที่พูดไปหลายครั้งว่า การพัฒนากำลังรบของประเทศเพื่อนบ้านทำให้เราต้องก้าวตาม เพราะอาวุธนั้นไม่มีตา ความร่วมมือของเครือข่ายทั้งที่คานอำนาจและเสริมอำนาจจีนอาจดึงเราเข้าไปร่วมกลุ่มก็ได้ การดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของเราก็ต้องเนียนตามให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดและเลี่ยงเสียประโยชน์ให้มากที่สุดไปในที