
ทำไมพ.ร.บ.ช่วยแม่วัยรุ่นต้องลงโทษอาญา?
ทำไมพ.ร.บ.ช่วยแม่วัยรุ่น พ.ร.บ.ช่วยแม่วัยรุ่น...ต้องลงโทษอาญา? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
วัยรุ่นไทยคลอดลูกมากสุดติดอันดับโลก หรืออันดับ 1 ในเอเชีย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังเครือข่ายแก้ปัญหาวัยรุ่นท้องไม่พร้อมพยายามผลักดันแก้ไขปัญหาต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ...
ตัวเลขเด็กวัยรุ่นไทยตั้งครรภ์ยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สถิติแม่วัยรุ่นที่กระทรวงสาธารณสุขเก็บข้อมูลจากผู้หญิงฝากครรภ์และทำคลอดพบว่า ในแต่ละปีมีกลุ่มแม่วัยใสมากกว่า 1 แสนคน ข้อมูลปี 2555 ระบุว่า วัยรุ่นอายุ 10-19 ปี คลอดบุตรรวม 1.3 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 17 ของหญิงคลอดทั้งหมด ขณะที่สถิติเฉลี่ยประเทศทั่วโลกร้อยละ 11 เท่านั้น
ตัวเลขข้างต้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเปรียบเทียบกับปี 2546 จำนวน 9.5 หมื่นคนแสดงให้เห็นว่าจาก 10 ปีที่ผ่านมา แม่วัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 40 ทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 มีมติเห็นชอบในหลักการของ “ร่างพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.….” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ร่าง ก.ม. แก้ปัญหาแม่วัยรุ่น” หรือ “พ.ร.บ.ช่วยแม่วัยรุ่น” ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอมา ถือเป็นนิมิตหมายอันดี หลายฝ่ายลุ้นอยากให้เร่งมีกฎหมายแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และไม่ใช่แค่เป็นนโยบายลอยๆ แบบที่ผ่านมา ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษทางอาญาด้วย
“สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แสดงความเห็นว่า ขณะนี้ “แม่วัยรุ่น” มีอายุลดลงเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ จากเดิมพบในวัยมากกว่า 15 ปีขึ้นไป กลายเป็นอายุสิบปีเศษๆ ก็ตั้งท้องแล้ว เนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการดูแลให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา และการเยียวยาวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน
“อย่าลืมว่าถึงพวกเขาจะตั้งท้องมีลูกแล้ว แต่ก็ยังเป็นเด็กอายุไม่ถึง 20 ปีกันทั้งนั้น ปัญหาคือ เด็กตั้งท้องอย่างไม่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พวกเขาไม่มีทางออก ไปปรึกษาใครก็ไม่ได้ ต้องแยกตัวไปแก้ปัญหาตามลำพัง เพราะอะไร ก็เพราะทัศนคติของกลุ่มคนที่จะมาช่วยเยียวยาพวกเขายังไม่ถูกต้อง เช่น พอรู้ว่าตั้งท้องถ้าไปหาครู หาหมอ หาพยาบาลก็จะถูกตีตรา หรือต่อว่าเลยว่า ไม่รักดี ไม่รักนวลสงวนตัว ทั้งที่ไม่มีใครรับรู้ว่าต้นตอของการตั้งท้องมาจากอะไรบ้าง”
ตัวแทนเครือข่ายช่วยเหลือผู้หญิงข้างต้น อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยผลักพวกเขาให้ออกไปอยู่ในมุมมืดที่อ้างว้างไม่มีทางออก ไม่ให้ยุติการตั้งครรภ์ บอกแต่ว่าต้องเก็บเด็กไว้ แต่ก็ไม่ได้เสนอทางช่วยเหลือในการเลี้ยงดู หรือเยียวยาปัญหาที่รุมเร้า แม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ต้องออกจากชุมชนหรือโรงเรียนเพราะกระแสสังคมยังไม่ยอมรับ
“กฎหมายฉบับนี้ผลักดันมานานกว่าสิบปีแล้ว เพราะไม่มีใครสนใจอยากแก้อย่างจริงจัง เราอยากให้มีศูนย์เยียวยาครบรูปแบบ เมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งท้องจะไปคลอดที่ไหน จะเลี้ยงลูกน้อยอย่างไร จะกลับไปเรียนหนังสืออย่างไร อนาคตไปทางไหน ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้เมื่อมีกฎหมายออกมา จะทำให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคสังคมเข้ามาร่วมมือกันอย่างจริงจัง การมีบทลงโทษทางอาญาจะช่วยให้พวกเขาตั้งใจทำจริง ไม่ใช่แค่พูดแล้วจบ” สุเพ็ญศรีกล่าวอย่างมีความหวัง
ตัวเลขวัยรุ่นไทยที่คลอดลูกนั้น มีประมาณวันละ 300 คน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน ทุกๆ ชั่วโมงมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดลูก 1 คน หมายความว่า ปัจจุบันเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทย 1 ใน 6 คนเกิดจากแม่ที่ยังเป็นวัยเรียนหนังสือ ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงแม่วัยรุ่นปีละกว่าแสนคนต้องเผชิญกับภาวะลำบากนี้ แต่ยังมีแฟนหรือสามีที่ส่วนใหญ่เป็นวัยเรียนหนังสือด้วยกัน และครอบครัวที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหานี้ ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนมองว่า เด็กจำนวนหลายหมื่นคนต้องเติบโตมาในครอบครัวหรือพ่อแม่ที่ไม่พร้อมจะมีลูกนั้น กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย หากไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเยียวยาพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่เพียงคำพูดนโยบายสวยหรู !?!
หากความหวังกลายเป็นความจริง “พ.ร.บ.ช่วยแม่วัยรุ่น” สามารถผ่านขั้นตอนกระบวนการออกกฎหมายสำเร็จ จนมีผลบังคับใช้ จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายที่มีอยู่ 5 ประการคือ (*******ฝากจัดหน้าแบบเรียงหัวข้อ แบ่งตามวรรคค่ะ)
1 กำหนดนิยาม “วัยรุ่น” คือบุคคลอายุ 10 ถึง 19 ปี ให้ได้รับการเรียนและการสอนเรื่อง “เพศศึกษารอบด้าน” หรือ “เพศวิถีศึกษา” หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ในเรื่องเพศที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล พฤติกรรมทางเพศสุขภาวะทางเพศ และมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเพศ
2 “สถานศึกษา” “สถานบริการ” “สถานประกอบกิจการ” ต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษารอบด้าน จัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษา การทำงาน รวมทั้งการส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเหมาะสม และต้องจัดหาและพัฒนาผู้สอน ให้มีความรู้เรื่องเพศศึกษารอบด้าน
3 “หน่วยงานรัฐและราชการท้องถิ่น” มีหน้าที่ป้องกัน แก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยออก “ข้อบัญญัติ” “เทศบัญญัติ” “ระเบียบหรือประกาศ” แล้วแต่กรณี
4 ให้มี “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” ประธานกรรมการคือระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมาย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 20 คน รวมถึง “ผู้แทนเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยชาย 1 คน หญิง 1 คน”
5 อำนาจหน้าที่คณะกรรมการฯ ตาม มาตรา 21 ได้แก่ “ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการอาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเชิญบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็นทางวิชาการได้เมื่อเห็นสมควร และอาจขอความร่วมมือจากบุคคลใดเพื่อให้ส่งคำชี้แจง เอกสาร ข้อมูล หลักฐาน หรือวัตถุใดที่เกี่ยวข้องมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาได้”
6 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษ จำคุก 1 เดือน ปรับ 6 พันบาท
เนื้อหาสาระทั้ง 6 ข้อข้างต้น คือหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้
“นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันกฎหมายข้างต้น ยอมรับว่า จุดมุ่งหมายสำคัญคือ การให้เด็กไทยได้เรียนเพศศึกษาแบบรอบด้าน ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย เพราะที่ผ่านมาห้องเรียนเพศศึกษาของไทยล้มเหลว เราไม่สามารถห้ามเด็กมีเพศสัมพันธ์กันได้ แต่เราสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขาได้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ไม่ใช่เฉพาะกับเด็กผู้หญิงเท่านั้นแต่ต้องให้เด็กผู้ชายด้วย
“นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ช่วยให้วัยรุ่นที่คลอดลูกออกมาแล้ว สามารถกลับไปศึกษาต่อได้ ไม่ต้องถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน เพราะมันกระทบต่ออนาคต พวกเขาควรมีโอกาสได้รับการศึกษาเหมือนคนอื่นๆ มีการประสานระหว่างโรงเรียนเก่าหรือโรงเรียนใหม่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่จริงแล้วไม่อยากให้มีบทลงโทษทางอาญา แต่เป็นเรื่องจำเป็น เพราะถ้าจะออกเป็นกฎหมายก็ต้องมีบทลงโทษกำกับไว้ จากนี้ไปคงต้องดูว่า จะมีการปรับแก้หรือแปรญัตติอย่างในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอย่างไรบ้าง คิดว่าคงต้องรออีกหลายเดือนกว่าจะประกาศใช้ได้จริง" นพ.เจตน์ กล่าว
สำหรับการ “กำหนดโทษทางอาญา” นั้น ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องดีและมีความจำเป็น เพราะที่ผ่านมา ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนสนใจเรื่องให้ความรู้เพศศึกษาอย่างถูกต้องรอบด้าน มีเพียงโรงเรียนนำร่องไม่กี่แห่งเท่านั้น
ที่สำคัญคือไม่มีการสนับสนุนหรือสร้าง “ครู” หรือ "อาจารย์” ที่มีทัศนคติที่ถูกต้องและมีความรู้จริงในการสอนเรื่องเหล่านี้ให้เด็กๆ หากวันใดกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ โรงเรียนหรือหน่วยงานใดไม่มีการจัดหาพัฒนาครูผู้สอนหรือมีทัศนคติไม่ดีและเลือกปฏิบัติ ไม่จัดระบบสวัสดิการช่วยเหลือเยียวยา ไม่รักษาความลับ ฯลฯ
เด็กหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถฟ้องร้องมาได้ เพราะถือเป็นคดีอาญามีโทษปรับและจำคุก !



