ข่าว

ปรับตัวสู้ภัยแล้ง

ปรับตัวสู้ภัยแล้ง

28 ก.ย. 2558

ปรับตัวสู้ภัยแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่28ก.ย.2558

             ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับพายุหว่ามก๋อที่มีอิทธิพลทำเอาฝนตกไปทั่วฟ้าทั้งเช้าเย็นติดต่อกันหลายวัน สร้างความตื่นตาและดีใจให้แก่เหล่าเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่จะมีปริมาณน้ำในการทำเกษตรกรรมในช่วงนี้ ทดแทนความเสียหายเมื่อช่วงต้นปีที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกและเกษตรกรรมได้ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งมาเยือนชนิดที่น้ำแห้งขอดทั่วทุกพื้นที่ แต่ก็เป็นเพียงฝัน เมื่อปริมาณจากฝนที่ตกลงมาท้ายเขื่อนทำให้บ่อน้ำขนาดยักษ์ไม่สามารถตักตวงปริมาณน้ำฝนเหล่านี้ได้ แต่กลับก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมสูงและดินถล่ม หลายพื้นที่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติอันเกิดมาจากผลกระทบของพายุหว่ามก๋อลูกนี้ ซึ่งการปรับตัวยังมิทันไรชาวสวนชาวไร่ชาวนาพวกนี้ก็ต้องกลับมาเผชิญกับเรื่องของภัยแล้งในโลกของความเป็นจริง

             รัฐบาลได้หามาตรการในการบรรเทาความเดือดร้อนของการทำการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องการทำนาปรัง เนื่องจากต้นทุนปริมาณน้ำในเขื่อนค่อนข้างมีจำกัด และน้อยมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหามาตรการว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน เช่น มาตรการวางแผนให้เกษตรกรไปปลูกพืชชนิดอื่น หรือกำหนดการปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลจัดทำแผน ทั้งลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่าจะบริหารจัดการน้ำกันอย่างไร อย่างไรก็ตามยังไม่ถึงขั้นให้งดการปลูกข้าวนาปรัง เพราะคนจะตื่นตระหนก แต่จะใช้คำว่า แนะนำให้ไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน และรัฐบาลจะหาตลาดรองรับผลผลิตให้ ซึ่งเมื่อรัฐแนะนำไปแล้วและทำ แต่หากเกิดความเสียหาย รัฐก็พร้อมดูแล แต่ถ้าแนะนำไปแล้วและฝ่าฝืน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร เสียหายเปล่าๆ

             เป็นที่รับรู้กันว่า ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักขณะนี้ยังมีน้อยมาก โดยพบว่า เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 8 มีปริมาณน้ำ 754 ล้านลบ.ม., เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ 21 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,385 ล้านลบ.ม., เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ร้อยละ 26 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 232 ล้านลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ร้อยละ 17 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 158 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สถานการณ์ถือว่าวิฤกติหนักในรอบ 40 ปี โดยในช่วงฤดูแล้งปี 2559 กำลังจะมาถึง ไม่มีน้ำทำการเกษตรเลยก็ว่าได้ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐควรจะย้ำเตือนเกษตรกรรับทราบข้อเท็จจริงแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนปลูกพืชระยะสั้น รณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด รวมไปถึงแผนการแก้ปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

             ฤดูฝนจะหมดใน 3 สัปดาห์นี้ เข้าสู่หน้าหนาว จากการประเมินสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน วางแผนบริหารจัดการน้ำว่า ต้องมีน้ำสำรอง 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ไม่น้อยกว่า 3,500  ล้านลบ.ม. แต่ตรวจสอบพบว่า น้ำใช้การได้จริงรวมเพียง 2,100 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ขณะนี้เข้าสู่วิฤกติแล้งแล้ว แม้ว่ามีฝนตกลงมาแต่ก็ไม่เข้าเขื่อน จึงเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานไม่เพียงมหาดไทยและเกษตรฯ ที่ต้องบูรณาการหาทางช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา เพราะเราคงไม่สามารถห้ามเกษตรกรปลูกพืชได้ หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นได้ในบัดดล จึงต้องหาพื้นที่ทำการเกษตรที่เหมาะสม รวมไปถึงการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือเปลี่ยนไปเลี้ยงสัตว์แทน ซึ่งก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เกษตรกรเองก็จะต้องปรับตัวเองและรับเอาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาอาชีพให้ทันสมัยและรองรับอิริยาบถโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเพื่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนในอนาคต