ข่าว

ร้องสื่อถูกตุ๋นแปลงที่ดิน9ล.

ร้องสื่อถูกตุ๋นแปลงที่ดิน9ล.

27 ก.ย. 2558

เจ้าของร้านค้าอุปกรณ์เคมีการเกษตร บุกร้องสมาคมนักข่าวอาชญากรรม หลังถูกมิจฉาชีพแก๊งซี8 หลอกตุ๋นเงินกว่า 9.1 ล้านบาท ค่าแปลงที่ดิน สค.1 เป็น นส.3

            วันที่ 27 ก.ย. นางธันยวีร์ เอี่ยมสกุล อายุ 42 ปี อาชีพค้าขายอุปกรณ์เคมีการเกษตร อยู่บ้านเลขที่ 182 ม.8 ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วยนายวรชัย ทรงศรีวิทยา อายุ 47 ปี พี่ชาย  ในฐานะผู้เสียหายที่ถูกคนร้าย หลอกลวงว่า สามารถเปลี่ยนที่ดินที่เป็น ส.ค.1  ภ.บ.ท.5 และ น.ส.3 ให้เป็นโฉนดได้ จนชาวบ้านหลงเชื่อยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการให้ ทำให้ต้องสูญเงินไปกว่า 9 ล้านบาท ได้นำหลักฐานเอกสาร หนังสือราชการปลอมเกี่ยวกับการแจ้งทำโฉนดที่ดินในพื้นที่ของตนเองและชาวบ้านอีกกว่า 20 รายที่ตกเป็นเหยื่อใน จ.กาญจนบุรี จ.ร้อยเอ็ด จ.เพชรบุรี และ อ.ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์  สำเนาหนังสือสัญญาว่าจ้างประสานงานออกโฉนดที่ดิน  หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีผู้แอบอ้าง   หลักฐานการเซ็นต์รับเงินสด และรายงานบันทึกประจำวันทางคดี สภ.เมืองกาญจนบุรี    เข้าร้องเรียนกับนายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวน ติดตามตรวจสอบกลุ่มขบวนการฉ้อโกงดังกล่าว และผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
   
           นางธันยวีร์   กล่าวว่า  ตนเองและพี่ชายตกเป็นผู้เสียหาย และมาในฐานะตัวแทนผู้เสียหายรายอื่นกว่า 20 คน  ซึ่งถูกขบวนการข้าราชการซี 8 หลอกลวง โดยมีนางเอ (นามสมมติ) ชักชวนให้ไปรู้จักกับกลุ่มนายหน้าค้าที่ดินในช่วงเดือน ก.ย.2556 ว่า หากสามารถเปลี่ยนที่ดินที่เป็น ภ.บ.ท.5 ที่ดิน ส.ค.1 และที่ดิน น.ส.3  ของตนเองและชาวบ้านที่มีอยู่ในพื้นที่  จ.กาญจนบุรี จ.ร้อยเอ็ด จ.เพชรบุรี และอ.ปราณบุรี ฯ  รวมแล้ว  100 ไร่ จะทำให้ที่ดินมีมูลค่ามหาศาล และขายได้เงินเป็นจำนวนมาก เพราะกำลังมีคนต้องการพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่  ซึ่งผู้ที่อ้างตัวว่า เป็นนายหน้าต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า สามารถขายได้อย่างแน่นอน ทำให้ตนเองและชาวบ้านหลงเชื่อ จากนั้นจึงมีการติดต่อกันเรื่องมา จนกระทั่งทราบเรื่องว่าถูกโกง  
 
           "คนร้ายที่เป็นหญิงสาวรายนี้ อ้างว่า  รู้จักกับผู้ใหญ่ที่เป็นข้าราชการในพื้นที่หลายคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ดินที่สามารถออกโฉนดให้ได้  และเป็นที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย อีกทั้งยังบอกอีกว่า หากต้องการเปลี่ยนที่ดินก็ไม่ยาก โดยคนร้ายบอกว่า จะให้ผู้เป็นสามี ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ข้าราชการซี8 ศูนย์ถ่ายทอดส่งเสริมเทคโนโลยีการสหกรณ์ในพื้นที่แห่งหนึ่ง เป็นผู้ตรวจดูที่ดินให้ แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ  ทำให้ตนเองและเพื่อนบ้านหลงเชื่อ จึงนัดหมายไปตรวจสอบที่ดินกันในอีก 2 เดือนต่อมา" 
 
             นางธันยวีย์ กล่าวอีกว่า  เมื่อดูที่ดินทุกผืนแล้ว  ข้าราชการซี8 รายนี้  ได้แจ้งว่า ที่ดินดังกล่าวสามารถออกเป็นโฉนดได้อย่างแน่นอน พร้อมระบุว่า  มีพี่เป็นเจ้าพนักงานที่ดินเขตดอนเมือง จะช่วยประสานงานให้เรื่องเร็วขึ้น พร้อมเสนอค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แปลงที่ดินให้เป็นโฉนดว่า ถ้าเป็นที่ดิน ภ.บ.ท.5  คิดค่าใช้จ่ายไร่ละ 4,000 บาท  ที่ดิน ส.ค.1 ไร่ล่ะ 3,000 บาท ที่ดิน น.ส.3 ไร่ล่ะ 2,500 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆตามสมควร  ซึ่งมีการคิดค่าดำเนินการตนเอง พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่กว่า 20 ราย เป็นเงินรวมกันกว่า 9.1 ล้านบาท 
 
            อย่างไรก็ตาม หลังจากตนเอง และผู้เสียหายทั้งหมด จ่ายเงินตามสัญญา โดยเวลาผ่านไปกว่า 1 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และยังไม่ได้รับการติดต่อจากกรมที่ดินให้ไปรับโฉนดตามที่คนร้ายได้กล่าวอ้างไว้ เมื่อโทรศัพท์ไปสอบถามก็บอกว่า มีสถานการณ์ทางการเมือง ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้   กระทั่งเดือน ก.พ.58  ที่ผ่านมา  ได้ติดตามสอบถามอีกครั้ง โดยได้รับคำตอบว่า  ศูนย์สำรวจออกโฉนดที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี จะเป็นผู้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ ดังนั้น จึงเดินทางไปตรวจสอบทันที แต่ทาง จ.สุราษฎร์ธานี กลับแจ้งว่า ไม่ทราบเรื่อง และไม่มีการขอออกโฉนดที่ดินใดๆ   เมื่อพยายามโทรศัพท์สอบถามกลุ่มคนร้าย ก็ไม่สามารถติดต่อได้เป็นเวลานานกว่า  7  เดือน  จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก และนำเรื่องเข้าแจ้งความไว้ที่  สภ.เมืองกาญจนบุรี  เมื่อวันที่ 19 เม.ย.58  โดยพนักงานสอบสวนออกได้หมายเรียกบุคคลทั้ง 2  มาสอบสวน 2 ครั้งแล้ว  แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ 
 
             กระทั่งเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ได้ไปทวงถามความคืบหน้ทางคดี  แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และไม่มีการออกหมายจับ   ทราบจากตำรวจพื้นที่ว่า  มีผู้ใหญ่นักการเมืองระดับประเทศ  จ.สุพรรณบุรี  แจ้งมาขอให้พนักงานสอบสวน  ระงับการออกหมายจับเอาไว้ก่อน   ด้วยความที่กลัวว่า เรื่องจะเงียบไป เพราะมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง  ตนเองและชาวบ้านจึงชักชวนกันมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากนายกสมาคมฯ และสื่อมวลชน ให้ช่วยติดตามเรื่องดังกล่าว 
 
             ทางด้านนายไพโรจน์ กล่าวว่า หลังรับเรื่องร้องเรียนและเอกสารต่างๆ  พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตามที่นางธันยวีร์ และผู้เสียหายมาร้องเรียน  เพราะเท่าที่ตรวจสอบพบว่า มีหลักฐานสำเนาสัญญาที่มีการตกลงกันไว้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาว่าจ้างประสานงานออกโฉนดที่ดิน  รวมถึงหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลทั้งสอง และหลักฐานการเซ็นต์รับเงินสด  รวมถึงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี   ขอย้ำว่า จะให้ความช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายอย่างเต็มที่  ซึ่งจะประสานงานไปยัง พล.ต.ต.อัคราเดช  พิมลศรี ผบก.ป. เพื่อพาผู้เสียหายทั้งหมดเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. เวลา 11.00 น. เพื่อเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนต่อไป เพราะการดำเนินคดีของตำรวจท้องที่เป็นไปด้วยความล้าช้า และมีนักการเมืองเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม