ข่าว

ไม่กระทบภาพลักษณ์คนไทยต้าน‘บิ๊กตู่’ที่ยูเอ็น

ไม่กระทบภาพลักษณ์คนไทยต้าน‘บิ๊กตู่’ที่ยูเอ็น

27 ก.ย. 2558

ไม่กระทบภาพลักษณ์คนไทยต้าน‘บิ๊กตู่’ที่ยูเอ็น โฆษกคสช.ชี้ต่างชาติไว้ใจยกนั่งประธานจี77 พร้อมแจงมทบ.11คุม‘ยูซูฟู’มาตราฐานเดียวกันเรือนจำทั่วไป

             27ก.ย.2558 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณี กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า จากการติดตามของคสช. ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มต่อต้านเท่านั้น กลุ่มสนับสนุนเห็นด้วยกับรัฐบาล และ คสช.มีมากเช่นกัน ทั้งนี้การมาเรียกร้องแสดงออกในสหรัฐอเมริกามีหลายประเทศด้วยกัน.ภาพทั่วไปจึงไม่ได้ดูเป็นเรื่องผิดปกติ.หรือจะมีผลกระทบในเชิงภาพลักษณ์ใดๆ เข้าใจว่าต่างประเทศหลายๆ ประเทศมีความเข้าใจ.โดยเฉพาะถ้าได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงครบถ้วน. รวมถึงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศต้องการความสงบสุข และต้องการให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง.สำหรับการบริหารสถานการณ์ทั้งหมดมีเป้าหมายก็เพื่อสังคมและประทศชาติเป็นที่ตั้ง

             “ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกฯ ในสายตาของต่างชาติ เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่ต่างชาติเข้าใจในบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน และล่าสุดประเทศไทยก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกลุ่มจี 77 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่มีต่อประเทศไทย”พ.อ วินธัย กล่าว

 

แจงมทบ.11คุม‘ยูซูฟู’มาตราฐานเดียวกันเรือนจำทั่วไป

             พ.อ.วินธัย กล่าวถึงการควบคุมตัวนายไมไรลี ยูซุฟู และนายอาเดม คาราดัก สองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร กรุงเทพ เหตุลอบวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทรที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี พื้นที่กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 (พันร.มทบ.11)ว่า เป็นไปตามบรรทัดฐานการควบคุมดูแลผู้กระทำความผิดตามปกติ เช่นเดียวกับการคุมขังในเรือนจำทั่วไป ส่วนลักษณะการควบคุมตัวเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนเหตุผลที่ใช้เรือนจำเรือนจำชั่วคราว ในพื้นที่มทบ.11 เป็นที่คุมขังผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์นั้น เพื่อความสะดวกในการเข้าสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการเบิกตัวออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วย 

 

โฆษกรบ.เผยนานาชาติเข้าใจและยอมรับไทย 
 
 
            พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีบทบาทสำคัญในหลายเวที แสดงให้เห็นถึงการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งทุกฝ่ายได้เห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เปิดเผย แสดงให้เห็นถึงการไม่มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ ของผู้นำไทยและคณะ 
 
            ทั้งนี้ การที่ไทยก้าวไปยืนอยู่จุดนี้ได้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียง เฉพาะความตั้งใจจริงของรัฐบาลเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศ รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยมุ่งขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีมายาวนาน สร้างความเป็นธรรมภายใต้หลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยพิจารณาตามเหตุและผล วางรากฐานการพัฒนาประเทศทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล การเตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก เช่น การดูแลค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้ประชาชนในท้องถิ่นได้คิดและวางแผนพัฒนาชุมชนของตน โดยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และการสนับสนุนของรัฐบาลและเอกชน ที่เรียกว่า “ประชารัฐ”
 
             “นายกฯ ฝากขอบพระคุณพี่น้องคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่รวมใจกันสร้างประเทศให้แข็งแรงขึ้น และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ ทุกประเทศมีความเข้าใจแล้วว่า ประเทศไทยมีปัญหาจริงและต้องการการสะสาง พร้อมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถและใช้เวลาที่เหลืออยู่นำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อีกครั้ง”


‘พลังชล’ส่ง‘สันตศักย์’ร่วมสปท.   

             นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ออกมาเรียกร้องให้พรรคการเมืองส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ(สปท.)ว่า พรรคพลังชลเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันตามที่หลายฝ่ายอยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางต่างๆต่อการปฏิรูปประเทศ ยอมรับว่ามีการประสานงานมา เพียงแต่ปัจจุบันติดขัดข้อห้ามคสช.ที่ไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมหรือจัดประชุม แต่ทางพรรคพร้อมจะสนับสนุนโดยการส่งบุคคลากรเข้าไปร่วมเป็นสปท. เท่าที่ทราบบุคคลที่มีความเหมาะสมและน่าจะเป็นตัวแทนของพรรคได้คือ นายสันตศักย์ จรูญงามพิเชษฐ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล ที่มีความรู้ความสามารถ เนื่องจากเป็นอดีตส.ส.ชลบุรีหลายสมัย เป็นอดีตรมช.สาธารณสุข และยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งน่าจะได้ใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปช่วยงานอันเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

 

‘สุชน’ยันไม่รู้มีชื่อติดสปท. ขอบคุณคนวิจารณ์  
 
             นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณถึงกรณีกระแสข่าวการทาบทามเข้าเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า ตั้งแต่ต้น ตนก็ยึดมั่นในระบอบประชาธิไตย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ซึ่งการมี สปท.เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าไปร่วมทำงานกันซึ่งก็เป็นกระบวนการหนึ่ง ส่วนตนก็ยังไม่ทราบและไม่รู้ว่ามีชื่อถูกทาบทามให้เป็นสปท. เพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องของนายกฯ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้มีการสั่งการอะไร ทราบจากแกนนำว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขอเข้าร่วมในสปท. หากใครเข้าร่วมก็ให้ลาออกจากสมาชิกพรรค และใครที่จะเข้าร่วมเป็น สปท.ให้ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค
 
             นายสุชน กล่าวว่า ส่วนที่พรรคเพื่อไทยบางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนนั้น ตนไม่ขอออกความเห็นให้ถือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลทั้งๆที่เรื่องยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามก็ขอขอบคุณที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนไม่ว่าอะไร ไม่โกรธใคร เพราะตนเองก็เป็นบุคคลสาธารณะ ทุกคนมีอิสระที่แสดงความเห็นแต่ความเห็นนั้นก็อย่ามาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วย
 
 
‘นพดล’ชี้ดูเนื้อหารธน. มากกว่าดูที่ตัวประธานกรธ.
 
             นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศกล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจับตาและสนใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯมากกว่าตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธานและคณะกรรมการร่างฯเพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ร่างก็คงต้องร่างตามแนวทางที่มีอยู่ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าผู้ร่างจะทำหน้าที่เหมือนสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้าน หรือจะทำหน้าที่เป็นเพียงวิศวกรที่สร้างบ้านตามแบบที่สถาปนิกได้ออกแบบไว้แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายติดตามเนื้อหาสาระ และกระบวนการร่างกติกาสูงสุดของประเทศ โดยเนื้อหานั้นไม่ควรมีความเป็นประชาธิปไตยด้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญในอดีตหลายฉบับ เช่น ฉบับปี 40 และควรมีมาตรฐานเป็นสากล
 
             ส่วนกระบวนการนั้น รัฐบาลและผู้ร่างควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ถกเถียงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด เนื่องจากการรับฟังความเห็นของประชาชนให้มากขึ้นจะสามารถเยียวยาและแก้ไขข้อจำกัดของกระบวนการร่างที่มีอยู่ได้ในระดับหนึ่ง 
 
             ทั้งนี้ไทยได้พัฒนากฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญาและกฎหมายธุรกิจก้าวหน้าไปมาก และได้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติว่าเรามีกฎหมายที่ทันสมัย ส่วนรัฐธรรมนูญเป็นหัวใจ และเป็นสัญญาประชาคมที่จะใช้บังคับกับทุกฝ่ายทุกคนทั้งประเทศ ดังนั้นยิ่งต้องก้าวหน้าและทันสมัยมากกว่ากฎหมายลำดับรองอื่นๆ ส่วนตัวชี้วัดมาตรฐานของรัฐธรรมนูญก็มีอยู่แล้ว และเมื่อร่างเสร็จประชาชนจะรู้ได้ไม่ยากว่าผ่านมาตรฐานหรือไม่ ถ้าร่างออกมาดีโอกาสที่จะผ่านประชามติก็จะมีมากขึ้นและประเทศก็จะเดินหน้าต่อไปได้