
นายกฯแจงUNย้ำไทยยึดหลักพอเพียง
26 ก.ย. 2558
นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงเวที UN ย้ำไทยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เร่งปฏิรูปครบวงจร ลดเหลื่อมล้ำ ระบุร่างรธน.ใหม่สอดคล้องบริบทประเทศ เปิดโอกาสให้ปชช.มีส่วนร่วม
26 ก.ย.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 1 ตุลาคม 2558 นั้น การประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปีค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 70 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้วโดยปีนี้เป็นปีที่ผู้แทนระดับผู้นำประเทศเข้าร่วมประชุมมากที่สุดถึง193 ประเทศ และเป็นปีแรกที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิก เข้าร่วมประชุมและกล่าวปราศรัย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังการกล่าวปราศรัย ด้วย จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุมเต็มคณะ การประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปีค.ศ. 2015
ทั้งนี้เวลา 12.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 11 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี 2015 และ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมกลุ่มย่อย หัวข้อขจัดความยากจนและหิวโหย เป็นเวลา 3 นาที ว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับการกำหนดวาระการพัฒนาเน้นการแก้ปัญหาอย่างสมดุลและยั่งยืนขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำให้บรรลุผลภายใน 15 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าสัดส่วนของคนจนจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือร้อยละ 10.53 ในปี 2557 แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยจากโครงสร้างที่ไม่สมดุลและปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและทรัพยากรของประเทศที่อยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในสังคมและการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของประเทศอย่างทัดเทียมเพราะไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ต้องการให้สังคมไทยมีการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สร้างความแตกต่าง แบ่งแยก เอารัดเอาเปรียบ จนเกิดความ อยุติธรรม และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นรากเหง้าแห่งปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมไทยขณะนี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการบริหารประเทศว่าช่วงแรกคือการพลิกฟื้นสันติสุข สร้างความสามัคคี และแก้ปัญหาเร่งด่วนทางสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าวางรากฐานการพัฒนา และวางแผนการปฏิรูปประเทศไทยอย่างครบวงจร ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมีความรับผิดชอบ ในการสร้างกรอบ กติกา ที่เอื้อให้คนทุกคนในสังคมได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะด้านการศึกษา บริการทางการแพทย์ และทางสังคม ตลอดจนต้องได้รับการคุ้มครองโดยกระบวนการยุติธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาของประเทศของไทย ได้รับแรงบันดาลใจ จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง บนหลักของ ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อเอาชนะความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนในชาติในทุกระดับ ให้มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน และรอบคอบ การแก้ไขปัญหาความยากจนและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ด้วยการสร้างงาน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่เน้นวัตถุนิยม บริโภคนิยม ด้วยการสร้างรายได้ ที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังให้คนมีความสมดุล ระหว่างการผลิตกับการบริโภค มีจิตสำนึกที่เอื้ออาทร และอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลักการสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือการรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนามาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ ก็ด้วยการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมตลาดชุมชน – ลดกลไกพ่อค้าคนกลาง – สร้างเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม พัฒนาศักยภาพ SMEs เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่ แบบพี่สอนน้อง แล้วเชื่อมโยงกับภูมิภาคและโลก รวมทั้ง การสร้างกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ – ที่ดิน –ป่าไม้ ของประเทศ อย่างบูรณาการและยั่งยืน ไม่เสียดุลยภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น และประเทศ สร้างความเชื่อมโยง โดยการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถขจัดความยากจนได้เร็วขึ้น เพราะการพัฒนาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกคน ทุกประเทศ ก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน ไม่มีคนใด หรือประเทศใดถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ความยากจน ความหิวโหย และความเหลื่อมล้ำ ถูกขจัดหมดไป มีการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความพอดี ทั้งในการผลิตและบริโภค เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของโลกใบนี้ ยั่งยืนสำหรับชนรุ่นหลังต่อไป
จากนั้นเวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีตามเวลาท้องถิ่น ได้เปิดนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดอยู่ภายในสำนักงานสหประชาชาติ และกล่าวระหว่างชมนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง ว่า ระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ แตกต่างจากไทยตรงที่ประเทศเหล่านั้นประชาชนของเขาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ของเรายังมีปัญหาความยากจน ประชาธิปไตยจึงทำให้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสขึ้นมาข้างบน เพราะปกครองโดยคนชั้นกลาง คนมีรายได้มากบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงพยายามที่จะเอาคนข้างล่างขึ้นมา ถ้าภายในประเทศดี การพัฒนาประเทศของโลกใบนี้จะไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่มีประเทศรวย ประเทศจน และประเทศจนก็ต้องเรียกร้องขอประเทศรวยตลอดเวลา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งของเราให้ได้ก่อน แล้วจึงหาใครมาช่วยมาลงทุนต่อยอดเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่จัดประชาธิปไตยให้เหมาะสมมันจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
“ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคืออะไร คือวันนี้ วันนี้เรากำลังทำประวัติศาสตร์อนาคตเราอยู่ ถ้าเราทำไม่ดีก็จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีกับลูกหลานเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ประเทศไปแบบนี้ ท้ายสุดเราต้องเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มั่นคง ถ้าไม่ทำก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความยากจนก็จะเกิดไม่ได้เพราะคนรวย คนจนมันห่างกันเยอะ อยากให้อธิบายให้ทุกคนรู้เรื่องเหล่านี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
‘นายกฯ’ พบนักธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน ลั่นเร่งรัดมาตรฐานธุรกิจใหม่เป็นสากล
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 1 ตุลาคม 2558 ว่า เมื่อเวลา 18.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 11 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบปะและหารือระหว่างอาหารค่ำกับผู้แทนจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา -อาเซียน (USABC) และผู้แทนระดับสูงจากบริษัทต่าง ๆ ประกอบด้วยบริษัทเชฟลอน จีเอสเค และฟิลลิป มอร์ลิส
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ กับผู้แทนจากสภาธุรกิจ สหรัฐอเมริกา - อาเซียน ว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณUSABC ที่เป็นผู้สนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ไทย-สหรัฐฯ และมีส่วนช่วยอธิบายพัฒนาการต่าง ๆ ในไทย ซึ่งช่วยให้หลาย ๆ ฝ่ายในสหรัฐฯ เข้าใจไทยดีขึ้น บริษัทยังเชื่อมั่นและยังคงดำเนินธุรกิจและหลายบริษัทได้เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า“รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเข้ามาสร้างเสถียรภาพท่ามกลางความแตกแยกตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมไปกับการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง รัฐบาลได้ปฏิรูปและแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยมีเป้าหมายเพื่อทุกภาค ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถทำมาหากินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความตั้งใจดีที่จะปูพื้นฐานให้รัฐบาลในอนาคต สามารถเดินหน้าพัฒนาประเทศไปด้วยความสะดวกและไม่มีเจตนาจะครองอำนาจเพื่อตนเอง สำหรับภาคธุรกิจ รัฐบาลได้เร่งรัดทั้งเรื่องปรับปรุงมาตรฐานธุรกิจใหม่ให้มีความเป็นสากลและลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนค้าขายกับประเทศไทย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์ ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้การบริหารประเทศ ต้องหยุดชะงัก ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ อย่างมาก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาสร้างความสงบเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ สร้างความปรองดองในชาติ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และขอยืนยันเดินหน้าตาม Roadmap และการปฏิรูปตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ไปข้างหน้าโดยยึดถือหลักนิติธรรม วางรากฐานความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งใจแก้ไขปัญหาที่สะสมไว้มานาน ซึ่งที่ผ่านมาถูกละเลย อาทิ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และการทำประมงผิดกฎหมาย โดยได้ดำเนินการออกกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมการต่อต้านการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในการจัดการกับผู้กระทำผิด ที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมไปถึงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ใช้แรงงานทาส การค้ามนุษย์ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ สำหรับเรื่องของ IUU รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะจัดการกับการประมงผิดกฎหมาย และจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าประมงจากประเทศไทยปราศจากกระบวนการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหวังว่า USABC และสภาหอการค้าสหรัฐฯ จะช่วยให้ข้อมูลทำความเข้าใจกับบริษัทนำเข้าสินค้าประมงสหรัฐ ฯ เล็งเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทย
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 ตามขั้นตอนของ Roadmap ดังนั้น รัฐบาลจะใช้เวลาที่มีอยู่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศด้วยการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศในทุกด้านให้มีความเป็นสากล พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วางระบบโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็น การปรับกฎระเบียบและข้อตกลงให้มีมาตรฐานสากล การเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทั้งในด้านการผลิตสินค้า การให้บริการ และการส่งเสริมการลงทุน รวมไปถึง การพัฒนาบุคลากร/ แรงงานฝีมือให้มีคุณภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ให้ทันสมัย
ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น จะดำเนินการควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังเร่งด่วน โดยรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และ NGO เข้ามาร่วมดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายโครงการของรัฐ (คตร.) เพื่อดูแลการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นอกจากนี้รัฐบาลได้ริเริ่มนำสัญญาคุณธรรมมาใช้ในการประมูล จัดซื้อจัดจ้างโครงการของภาครัฐ เพื่อเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบความโปร่งใส รวมทั้งการนำระบบการลงทุนการก่อสร้างภาครัฐ (CoST: Construction Sector Transparency) เข้ามาใช้ในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ขอให้มั่นใจได้ว่า หากเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทยแล้ว การลงทุนนั้นจะมีมาตรฐาน เป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
สำหรับการพัฒนาการศึกษา อันจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศที่ก้าวไปข้างหน้า รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษา มาร่วมกันคิด เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกระดับชั้น นับตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงอุดมศึกษา รวมทั้งระดับอาชีวะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานนอกเหนือจากการพัฒนามาตรฐานฝีมือโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพแรงงานในภูมิภาคและในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุน ซึ่งหากบริษัทใด มีการฝึกอบรม และส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดหย่อนทางภาษี หรือการได้รับความอำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งรัฐบาลจะแจ้งให้ทุกท่านรับทราบต่อไป ทั้งนี้ หวังว่าจะมีบริษัทสหรัฐฯ และสถาบันการศึกษาสนใจเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากยิ่งขึ้น เช่น บริษัท Chevron ที่ได้จัดทำโครงการ Thailand Partnership Initiative เพื่อส่งเสริมการศึกษาด้าน สะเต็ม (STEM) และอาชีวศึกษา
สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ภาครัฐจะส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งในทุกภูมิภาค ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) การลงทุนใน Super Cluster และ การลงทุนด้านนวัตกรรม ซึ่งจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเชื่อมโยงกันในแต่ละพื้นที่ การให้สิทธิประโยชน์ในการเข้ามาลงทุนเป็นพิเศษ และการส่งเสริมให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และง่ายต่อการที่ภาคธุรกิจจะเข้ามาลงทุน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ จะควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น ผสมผสานความเข้มแข็งจากภายในด้วยการสนับสนุนและพัฒนาจากภายนอก
ในการส่งเสริมความเข้มแข็งจากภายนอกสู่ภายใน รัฐบาลจะสร้าง Cluster ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและ Super Cluster ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีสูง เพื่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ด้านในของประเทศส่งเสริมการกระจายตัวของเขตอุตสาหกรรมและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยกำหนดพื้นที่ภายในประเทศ 9 แห่ง (กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้) เพื่อเป็นที่ตั้งของ Cluster ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ธุรกิจการแพทย์เครื่องมือแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอยู่เป็นทุนเดิม เช่น เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ทั้งนี้ จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำที่เข้ามาทำงานในประเทศ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร) และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีกับผู้ลงทุน (เช่น พิจารณาให้ถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ) รวมถึงการพิจารณายืดอายุการเช่าที่ดิน และคิดค่าเช่าในพื้นที่ราคาพิเศษ
ขณะเดียวกัน เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กภายในประเทศ (SMEs) สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือในเรื่องของแหล่งเงินทุน โดยมีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SMEs ในวงเงิน 100,000 ล้านบาท และลดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับ SMEs จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 รวมถึงการสนับสนุนการสร้างนักธุรกิจหน้าใหม่ ผ่านกองทุนร่วมทุน และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับธุรกิจที่ตั้งใหม่ที่เป็นธุรกิจที่ใช้นวัตกรรม (มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม) เป็นระยะเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของภาคการผลิตของไทย และเป็นแหล่งสนับสนุนในเรื่องของปัจจัยการผลิตหลักให้แก่ภาคธุรกิจ โดยได้มีการดำเนินมาตรการทั้งในเรื่องการส่งเสริมแหล่งเงินทุนและการจัดทำโครงการขนาดเล็ก ส่งเสริมธุรกิจชุมชนต่าง ๆ ซึ่งหากชุมชนเข้มแข็งแล้ว ก็จะเป็นกำลังสำคัญในเรื่องของ Value Chain ให้แก่ ภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศ
ล่าสุด ธนาคารโลกจัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลกในเรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจเพื่อให้การทำธุรกิจสะดวกยิ่งขึ้นอีก รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางเพื่อลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติต่างๆ ของส่วนราชการให้ใช้ระยะเวลาสั้นลง และเป็นภาระกับผู้ประกอบการน้อยที่สุด ดังเช่น ในเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบการ และการติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ภาครัฐจึงมีมาตรการที่จะปรับ One Stop Service ให้สามารถลดระยะเวลา ลดการใช้ดุลยพินิจและขั้นตอนในการต้องไปติดต่อกับหน่วยราชการหลายแห่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการขณะนี้ ผลพลอยได้ด้านหนึ่งที่สำคัญในนโยบายและมาตรการของการปรับปรุงปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ ให้เป็นสากลยิ่งขึ้น การยกระดับมาตรฐานแรงงาน การเอื้อประโยชน์ต่อการค้าการลงทุน ก็เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมในกรณีที่รัฐบาลในวันข้างหน้าจะมีการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ด้วย
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้ามุ่งสู่การเลือกตั้งและการเป็นประชาธิปไตยตามที่ได้ตั้งใจไว้ ประเทศจะขับเคลื่อนและเป็นประชาธิปไตยได้พร้อมๆ กับบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพ มีการพัฒนาคน สังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
อนึ่ง USABC เป็นองค์กรธุรกิจที่มีสมาชิกเป็นบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจกับประเทศไทยและในอาเซียน มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ให้ความสนใจไทยและอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ สมาชิก USABC ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ กลุ่มยา/เวชภัณฑ์ อาทิ Abbott, GlaxoSmithKline, Merck และ Pfizer กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ / เครื่องดื่มน้ำอัดลมและอื่นๆ ได้แก่ – Brown-Forman, Diageo และ Coca-Cola กลุ่มยาสูบ - Philip Morris กลุ่มอุตสาหกรรม - Caterpillar (ก่อสร้าง), Ford Motor (รถยนต์), Guardian (กระจก) กลุ่มพลังงาน - Chevron, Conoco Phillips, General Electric และ Westinghouse กลุ่มจัดส่งด่วน (Express Delivery Service - EDS) – FedEx และ UPS กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ - Google, IBM, Oracle และ Time Warner กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา - Deloitte and Touche (ด้านภาษี การเงิน และการประกอบธุรกิจ) กลุ่มประกันภัย – Chartise (AIG) และกลุ่มบริษัทบัตรเครดิต อาทิ–Visa และ Mastercard เป็นต้น



