
บทสรุปที่ไม่สรุปโศกนาฏกรรซ้ำซ้อนที่ซาอุฯ
บทสรุปที่ไม่สรุปโศกนาฏกรรซ้ำซ้อนที่ซาอุฯ : บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์รายงาน
"ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก" หรือจะเรียกว่า "ผีซ้ำด้ำพลอย” ก็ไม่ผิดกรณีเกิดโศกนาฏกรรมในพิธีฮัจญ์ถึง 2 ครั้ง 2 คราภายในช่วงเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตราวพันคน ในจำนวนนี้กว่า 700 คน เสียชีวิตจากเหตุผู้แสวงบุญเหยียบกันตายบนสะพานจามารัต สะพานสูง 5 ชั้นที่ทอดสู่ทุ่งมีนา สถานที่ตั้งของเสาหินศักดิ์สิทธิ์ 3 ต้นสำหรับให้ผู้แสวงบุญขว้างหินใส่เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 25 ปีของการประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่นครเมกกะ หลังจากเมื่อวันที่ 11 กันยายน ได้เกิดเหตุเครนขนาดยักษ์ล้มใส่มัสยิดศักดิ์สิทธิ์ในนครเมกกะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 109 คน
แม้ในเบื้องต้นจะยังไม่ทราบสาเหตุแท้จริงของโศกนาฏกรรมทั้ง 2 ครั้ง แต่รัฐบาลซาอุฯ ก็พยายามปัดสวะให้พ้นตัวทันที โดยในโศกนาฏกรรมครั้งแรก รัฐบาลได้รีบลงดาบฟันบริษัท ‘ซาอุดี บิน ลาดิน กรุ๊ป’ บริษัทรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในซาอุฯ และในโลก ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 80 ปีแล้ว โดยมูฮัมหมัด บิน ลาดิน มหาเศรษฐีชาวซาอุฯ ผู้เป็นพ่อของ โอซามา บิน ลาดิน ที่ต่อมาได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็นบิน ลาเดน คราวหันเหชีวิตไปเป็นผู้นำกลุ่มอัล-ไกดาว่าต้องรับผิดชอบในเหตุสุดสลด จากนั้นก็รวบรัดลงโทษบริษัทนี้ด้วยการสั่งยกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงข่ายสาธารณูปโภคกับรัฐบาลทั้งหมด นอกเหนือจากห้ามคณะผู้บริหารของบริษัทซาอุดี บิน ลาดิน เดินทางออกนอกประเทศจนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ
ส่วนเหตุเหยียบกันตายบนสะพานจามารัตครั้งนี้ ยังไม่ทันจะนับศพให้ถ้วนถี่ว่ามีเท่าไหร่กันแน่ รัฐมนตรีสาธารณสุขก็รีบโบ้ยว่าสาเหตุมาจากผู้แสวงบุญที่ขาดวินัย เบียดเสียดกันขึ้นสะพานโดยไม่สนใจมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จัดเตรียมไว้ จนสะพานรับน้ำหนักไม่ไหวเกิดถล่มลงมา ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดแตกตื่นวิ่งหนีเอาตัวรอดจนเกิดเหตุเหยียบกันตายขึ้น
อย่างไรก็ดี อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำศาสนาสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คนโต้ว่าความผิดทั้งปวงมาจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย และรัฐบาล จะต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ความเห็นนี้สอดคล้องกับปากคำของผู้รอดชีวิตหลายคนที่โทษข้าราชการซาอุฯ เป็นเสียงเดียวกันว่าต้องรับผิดชอบในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ผู้รอดชีวิตชาวลิเบียผู้หนึ่งเผยว่าขณะที่ผู้แสวงบุญจำนวนมากจากค่ายพักใหญ่ที่จุผู้แสวงบุญได้กว่า 2 ล้านคนพากันเดินทางไปยังทุ่งมีนา แต่ตำรวจกลับปิดประตูเข้าออกทุกประตู เหลือทางเข้าออกแค่ประตูเดียวเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ยังเห็นได้ชัดว่าตำรวจที่ประจำการก็ไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้แม้กระทั่งถนนหนทางและสถานที่รอบๆ เมกกะจึงไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยซาอุฯ แถลงว่ามีตำรวจประจำการราว 1 แสนคน คอยดูแลความปลอดภัยตลอดช่วงพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่ผู้แสวงบุญอีกคนหนึ่งชี้ว่าตำรวจไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมมากพอโดยเฉพาะในเรื่องภาษาที่จะสื่อสารกับผู้แสวงบุญต่างชาติ
อีร์ฟาน อัล อาลาวี ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการวิจัยมรดกอิสลามในเมกกะเสริมว่า ตำรวจไร้ประสบการณ์ในการควบคุมดูแลฝูงชน แถมยังชอบใช้อารมณ์กับผู้แสวงบุญต่างชาติ สุดท้ายก็ย้ำว่าเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้สนใจในเรื่องการจัดระเบียบการทำพิธีทางศาสนาให้ดี จุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการไม่รู้จักสร้างถนนสำหรับเข้า-ออกคนละทางกัน จะได้ไม่เบียดเสียดกันจนไม่รู้ว่าใครจะเข้าใครจะออก และตรงช่องทางเข้าออกก็ควรจะมีตำรวจประจำการ เพื่อคอยจัดระเบียบการเดิน จากจุดอ่อนต่างๆ เหล่านั้น ทำให้เกรงว่าอาจจะเกิดโศกนาฏกรรมได้อีกเมื่อใดก็ได้
ขณะที่นักวิชาการหลายคนพร้อมใจกันฟันธงว่าโศกนาฏกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมาจาก ความโลภ ของบรรดาเชื้อพระวงศ์และนักลงทุนในประเทศนี้ ที่จุดชนวนตั้งคำถามว่ารัฐบาลได้เตรียมการให้พรักพร้อมมากเพียงใดในการพัฒนาโครงข่ายสาธารณูปโภคที่จำเป็นและระบบป้องกันอุบัติภัยต่างๆ เพื่อให้สามารถรองรับผู้แสวงบุญราว 2 ล้านคนที่ไปร่วมพิธีฮัจญ์ในแต่ละปี หรือมุ่งเน้นแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา จนสร้างรายได้ให้ประเทศถึงปีละเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐบาลก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเดียวกับคราวเกิดเหตุผู้แสวงบุญเหยียบกันภายในอุโมงค์ติดแอร์ที่เชื่อมระหว่างเมกกะกับภูเขาเมาท์อาราฟัตถึง 1,426 คน เมื่อกลางปี 2533 เนื่องจากระบบระบายอากาศเกิดขัดข้อง ตามด้วยเหตุเพลิงไหม้ทำให้ผู้แสวงบุญเหยียบกันตายเมื่อปี 2547 และระหว่างการขว้างหินที่วิหารกะบะห์ เมื่อปี 2549 มีผู้เสียชีวิตรวมกัน 612 คน
นักวิชาการหลายคนชี้ว่า ชนชั้นกลางในหมู่ชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกเติบโตมากขึ้นจนสามารถเดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะมากถึงกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปีเทียบกับเมื่อปี 2493 ที่มีผู้แสวงบุญเดินทางไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ไม่ถึง 1 แสนคน ทำให้รัฐบาลซาอุฯ พุ่งความสนใจไปที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ ด้วยการเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมโรงแรมสุดหรู สนามบิน และศูนย์การค้าใหญ่ๆ รอบเมกกะ เพื่อดึงดูดใจผู้แสวงบุญที่มั่งคั่งร่ำรวย มากกว่าจะทุ่มลงทุนในโครงข่ายสาธารณูปโภครอบๆพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์หรือพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้สามารถรองรับคนจำนวนมากๆ ในคราวเดียว
นีล กรีน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Hajj as Its Own Undoing : Infrastructure and Integration on the Muslim Journey to Mecca” ให้ความห็นว่า "จากโศกนาฏกรรมล่าสุดที่เกิดขึ้น ทำให้ยากจะเชื่อว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสุดท้าย”
ส่วน ฌอง แมคลัฟลิน นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยลีดส์ซึ่งเคยทำวิจัยเรื่องประสบการณ์ของมุสลิมชาวอังกฤษในพิธีฮัญจ์ให้ความเห็นว่า “เมื่อดูจากจำนวนผู้แสวงบุญเทียบกับแผนพัฒนาในอนาคตแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่สอดประสานกันและมีความผิดพลาดมาก...นับเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่จะขยับขยายแผนพัฒนาโครงข่ายสาธารณูปโภคที่เห็นผลและเป็นไปได้”
ทั้งนี้ จากแผนพัฒนาของซาอุฯ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างในเมกกะเฟื่องฟูมากตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดผันผวนและมีแนวโน้มดิ่งลงเหว ซาอุฯ จึงยิ่งทุ่มลงทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาขนานใหญ่ สังเกตได้จากอาคารระฟ้าและคอมเพล็กซ์สุดหรู อย่างอาคารไฟซาล ทาวเวอร์ บริเวณใจกลางกรุงริยาด อาคารเมกกะ โรยัล คล็อก ทาวเวอร์ อาคารระฟ้าสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก และอาคารระฟ้าคิงดอม ทาวเวอร์ ในเจดดาห์ มูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำลังจะเป็นอาคารระฟ้าสูงที่สุดในโลกด้วยระดับความสูงเกือบ 3,300 ฟุต หรือกว่า 1 กิโลเมตร
มาดาวี อัล ราชีด ศาสตราจารย์พิเศษด้านมานุษยวิทยาศาสนาแห่งวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอนสรุปสั้นๆ ว่าโศกนาฏกรรมแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นมาจากความโลภของบรรดาเชื้อพระวงศ์และนักลงทุนใหญ่ที่มุ่งแต่จะขยายโครงการรองรับผู้แสวงบุญโดยไม่มีความโปร่งใส
นับเป็นเรื่องเศร้าที่เกือบทุกปีมีแต่ข่าวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้



