ข่าว

ถึงเวลาสนช.พิสูจน์ตัวเองส่ง‘แป๊ะ’ขึ้นฝั่ง

ถึงเวลาสนช.พิสูจน์ตัวเองส่ง‘แป๊ะ’ขึ้นฝั่ง

25 ก.ย. 2558

ถึงเวลาสนช.พิสูจน์ตัวเองส่ง‘แป๊ะ’ขึ้นฝั่ง : โดยประภาศรี โอสถานนท์ (@prapasri_nna) สำนักข่าวเนชั่น

           ทำงานมาครบ 1 ปี แล้วสำหรับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) 1 ในแม่น้ำ 5 สาย ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา สนช.ได้ทำหน้าที่เร่ง "ปั๊ม” กฎหมายที่คณะรัฐมนตรีและ คสช.ส่งเข้ามา ทั้งกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจากรัฐบาลชุดก่อนๆ กฎหมายที่เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กฎหมายที่ไม่สามารถออกได้ในภาวะปกติ และกฎหมายที่ออกมาเพื่อเร่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

           และก็เป็นไปตามเป้า ในรอบ 1 ปี สนช.ได้พิจารณากฎหมายออกไปได้ถึง 118 ฉบับ จาก 149 ฉบับที่เข้าสู่การพิจารณา หรือตกเดือนละ 9 ฉบับ ถือว่า ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. เป็นกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีมากที่สุด รองลงมาเป็น คสช. สมาชิก สนช. และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

           อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า สนช.ทั้ง 220 คน ส่วนใหญ่มาจากทหาร ซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมากนัก เป็น “มือใหม่” จึงจะเห็นว่าการพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็ขาดความรอบคอบ และบางฉบับไม่ได้รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนั้นๆ บางฉบับไปขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้กฎหมายบางฉบับที่ผ่านไปมีข้อบกพร่อง ครม.ต้องส่งกลับมาให้มาแก้ไขหลายฉบับเช่นกัน

           “พรเพชร วิชิตชลชัย” ในฐานะประมุขของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาแสดงความพอใจกับผลงานนี้ และยืนยันว่า การทำงานของ สนช.มีความเป็นอิสระ และมีความตั้งใจเต็มที่ แม้จะถูกมองว่า สนช.ส่วนใหญ่มาจากทหารจนกลายเป็น สนช.ท็อปบู๊ท แต่ก็ไม่ได้สนองนโยบายใครเป็นการเฉพาะ ซึ่งกฎหมายที่ออกไปล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ที่ถือว่าเป็นกฎหมายที่เป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง” ของ สนช.เพราะประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็มที่จากการได้รับการบริหารจากหน่วยงานราชการ

           “การทำงานของ สนช.ไม่ใช่เป็นตราประทับ เราใช้หลักพิจารณากฎหมาย คือ หลักนิติธรรม และ สนช.ทราบดีว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เราต้องทำกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน” พรเพชร ย้ำ

           สอดคล้องกับ “วรพล โสคติยานุรักษ์” สนช.สายเศรษฐกิจ ที่มองว่า การออกกฎหมายด้านเศรษฐกิจในช่วงภาวะปกติมักจะไม่สามารถออกได้ จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการแก้ปัญหาของประเทศ แต่เมื่อบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์พิเศษ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการธนาคาร ได้ผ่านความเห็นชอบจากสนช. ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินสามารถแก้ปัญหาด้านธุรกิจได้ หรือในส่วนของการฟ้องร้องคดี ลูกหนี้สามารถที่จะรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อฟ้องร้องได้ จึงนับได้ว่า “เป็นกฎหมายที่ปลดล็อกเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้า”

           กูรูด้านเศรษฐกิจยังแยกแยะ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนด้วยว่า แยกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ให้สิทธิ์แก่ผู้เสียสิทธิ์รายย่อยสามารถรวมตัวเป็นผู้ฟ้องคดีได้ 2.กฎหมายที่เกี่ยวกับการออม และการลงทุน เป็นการสร้างฐานการออม และ 3.พ.ร.บ.ที่ทำให้เข้าถึงทุน ที่ทำให้เข้าถึงการระดมทุนมากขึ้น เช่น พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2558 (การดำเนินคดีเป็นกลุ่ม) เป็นต้น

           อย่างไรก็ตามแม้ว่า สนช.จะออกมาคุยว่า สอบผ่านทั้งงานออกกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งการแต่งตั้งบุคคล แต่ผลสำรวจของประชาชนเกี่ยวกับ สนช. ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก สนช. ทำให้เกิดคำถามกลับไปว่า เมื่อผลงานมากมายทำไมประชาชนจึงไม่รู้จัก ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ยังออกปากในเวทีสัมมนาประจำปี สนช.ที่พัทยาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สนช.ยังขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จัก “ตัวตน” และ “ผลงาน” จึงถือเป็นโจทย์ให้ที่ สนช.ต้องตีให้แตก

           นี่แค่ “ยกแรก” ของ สนช. เป็นช่วงของการ “ทดลองงาน” ที่ทุกฝ่ายเห็นว่า สอบผ่าน แม้จะไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนก็ตาม แต่นับจากวันนี้ไปเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว จะเจอของจริงและ “ศึกหนัก” ที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะในการพิจารณากฎหมายที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังต้องพิจารณากฎหมายลูกและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เป็นสิ่งที่ สนช.ต้องเตรียมความพร้อม เพื่อไม่ให้การพิจารณาออกกฎหมายมีปัญหาต้องถูกนำกลับมาแก้ไขบางมาตรา
   
           ล่าสุด สนช.ได้ปรับปรุงวิธีการพิจารณากฎหมายเพื่อให้มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ด้วยการเพิ่ม "เวลา” ให้แก่สมาชิกสนช.ได้ศึกษารายละเอียดของกฎหมายที่จะเข้าสู่วาระขั้นรับหลักการจาก 3 วันเป็น 7 วัน และกฎหมายใดที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อนรับหลักการเป็นเวลา 30 วัน นอกจากงานหลักเรื่องกฎหมายแล้ว สนช.ยังมีหน้าที่อื่นที่ต้องทำควบคู่กันไป นั่นก็คือการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาค่อนข้างจะมีน้อย และไม่เข้มข้น
   
           แม้ 1 ปี สนช.จะ “โชว์” ผลงานผ่านกฎหมายเป็นร้อยฉบับ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการ “ถอดถอน” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ตาม แต่ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ก็เดินตามโรดแม็พของ คสช. อย่างไม่มีการแตกแถวใดๆ ทั้งสิ้น ต่อจากนี้ เมื่อเข้าสู่โรดแม็พรัฐบาลช่วง 2 ที่รัฐบาลและคสช.ประกาศใช้สูตร 6-4-6-4 หรือ 20 เดือน จึงมีการเลือกตั้ง หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญของ “เชฟปื๊ด” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ปรุงจนสุดฝีมือ ล้มไม่เป็นท่า ไม่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำให้โรดแม็พของ คสช.ต้องสะดุด
  
           ดังนั้น สนช.ที่ถือเป็นฝีพายหลัก จะต้องช่วยเร่งให้ “เรือแป๊ะ” ผ่านมรสุม พายุฝนฟ้าคะนองไปให้ตลอดรอดฝั่ง แม้จะต้องแวะรับผู้โดยสารใหม่ถอดด้ามอย่าง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” และ “คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ต้องร่วมมือร่วมใจพายเรือเดินหน้า โดยอาจต้องเร่งมือให้หนักและเร็วเพื่อนำเรือ “แป๊ะ” ถึงฝั่งให้ได้เร็วกว่า 20 เดือนตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเลือกตั้ง ที่ถือว่าเป็น “การบ้าน” ที่ สนช.จะต้องใช้ความรอบคอบพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ออกมาเพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีการประเมินไว้อย่างคร่าวๆ ว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ประมาณเดือน กันยายน-ตุลาคม 2559 และ สนช.มีเวลาพิจารณากฎหมายลูกทุกฉบับ 3 เดือน
   
           จึงถือได้ว่า ปี 2559 เป็นปีที่ สนช.จะต้องมีภารกิจหนักในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่จะต้องพิจารณา แน่นอนว่า ห้วงเวลานั้นจะเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย ไม่เว้นแต่นักการเมืองหรือเครือข่ายการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จึงเป็น “บทพิสูจน์” ของแท้ว่า สนช.ท็อปบู๊ทนี้จะสามารถทำหน้าที่ได้ดีมากน้อยเพียงใด จะช่วย “เรือแป๊ะ” ได้ฝ่ามรสุมอีกรอบได้หรือไม่??


ผลงานสนช.ในรอบ1ปี
1.ออกกฎหมาย รวม 119 ฉบับ
ประกาศในราชกิจจำนุเบกษาแล้ว 102 ฉบับ
รอประกาศในราชกิจจานุเบกษาจำนวน 17 ฉบับ
(ข้อมูลถึงวันที่ 19 ก.ย.2558)
2.เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
3.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4 คน ได้แก่
-น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
-นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์
-นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์
-นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ
4.พิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ 28 ตำแหน่ง

กฎหมายที่เข้าสู่-ผ่านการพิจารณาของ สนช.
1.กฎหมายด้านความมั่นคง อาทิ
-พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
-พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย
-พ.ร.บ.กองรักษาดินแดน
-พ.ร.บ.กำหนดวิทยะฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร (ฉบับที่ 6)
-พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ
-ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
-ร่าง พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง
-ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน
2.กฎหมายด้านการเงิน การคลัง เศรษฐกิจ อาทิ
-พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก
-พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
-พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 (ฉบับที่ 8)
-พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ค้ำประกัน)
-พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
-พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2558
-พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ
-พ.ร.บ.ความลับทางการค้า (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.การทวงถามหนี้
-พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย
3.กฎหมายด้านสังคม การคุ้มครองสิทธิ์ อาทิ
-พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
-พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 24) ความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก
-พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 หรือกฎหมายอุ้มบุญ
-พ.ร.บ.ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ
-พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
-พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4)
4.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสัตว์ อาทิ
-พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์
-พ.ร.บ.สถานพยาบาลสัตว์ (ฉบับที่ 2)
-พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3)
-พ.ร.บ.งาช้าง
-พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์
-พ.ร.บ.สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์
-พ.ร.บ.ประมง
5.กฎหมายด้านการยุติธรรม อาทิ
-พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 7)
-พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (หลักเกณฑ์การจัดคำสั่งทางปกครอง)
-พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขความผิดเกี่ยวกับเพศ)
-พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3)
-ร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม
6.กฎหมายเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้าง กระทรวง หน่วยงานของรัฐ อาทิ
-พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (จัดตั้งกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ)
-พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (แบ่งส่วนราชการในกระทรวงพาณิชย์)
-พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (แบ่งส่วนราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
-พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ