
เปิดยุทธศาสตร์แก้วิกฤติภัยแล้งสู่ทางออกยั่งยืน
อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเปิดยุทธศาสตร์แก้วิกฤติภัยแล้งสู่ทางออกยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังอยู่ในสองสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงวันหนึ่งเห็นฝนตกน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่พออีกวันหนึ่งประเทศไทยกับได้รับคำเตือนว่า ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติภัยแล้งไปถึงปีหน้า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยถึงสถานการณ์น้ำในประเทศไทยว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด
รายการชั่วโมงที่ 26 ทางสถานีโทรทัศน์ NOW 26 ดำเนินรายการโดย “เทพชัย หย่อง” บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น สัมภาษณ์พิเศษ "จตุพร บุรุษพัฒน์" อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในประเทศไทยว่า การวิเคราะห์น้ำต้องมองจาก 3 ส่วน คือประเทศไทยของเรา เรื่องน้ำต้นทุนมันเกิดขึ้นจากฝนตกเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมาประเมินกันว่า ฝนเป็นอย่างไรในปีนี้ ซึ่งปกติเราจะมีค่าประเมิน 30 ปีว่าเป็นอย่างไร แต่ถึงวันนี้ปริมาณฝนของไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ประมาณ 10-15% ซึ่งถือว่าน้อยมาก
ข้อที่ 2 เมื่อฝนน้อยต้องมาดูว่าที่กักเก็บน้ำของประเทศไทยมีมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยมีฝนตกมากมายถึง 8 แสนล้านลูกบาศก์เมตร แต่อยู่ในระบบประมาณ 2 แสนล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนที่กักเก็บจริงๆ มีได้แค่ประมาณ 7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร โดยไปลงที่ แม่น้ำ ลำคลอง อ่างอะไรต่างๆ ใช้ได้ประมาณ 5 หมื่นลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 2 หมื่นลูกบาศก์เมตรก็ระเหยไหลลงสู่แม่น้ำเพื่อนบ้านหายหมด คราวนี้ลองมาดูที่เขื่อนของไทยที่มีขนาดใหญ่ 33 แห่ง ตอนนี้มีน้ำใช้ได้เกิน 80% แค่ 2 แห่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็น้อยมาก
หากพุ่งเป้าไปในเขื่อนที่เป็นประเด็นคือเขื่อนราบลุ่มภาคกลาง 4 แห่ง สิริกิติ์ ภูมิพล แควน้อย ป่าสักฯ 4 เขื่อนนี้ปัจจุบันมีน้ำเข้าทั้งหมด 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่จากการประเมินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน บอกว่า วันที่ 1 พฤศจิกายนจะเข้าสู้ช่วงฤดูหนาว คือเข้าสู่ภาวะแล้ง โดยเขื่อนเหล่านี้จะต้องมีน้ำในช่วงดังกล่าวถึง 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับเราขาดไป 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว ส่วน 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่พูดถึงมันไม่ได้ใช้แค่เรื่องเพาะปลูกเท่านั้น ยังมีเรื่อง น้ำกิน น้ำใช้ รักษาระบบนิเวศ ล่อเลี้ยงผลักดันน้ำเค็ม ดังนั้น น้ำแทบจะไม่เหลือให้พี่น้องประชาชนทำนาปรังแล้ว ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหา แต่เมื่อกลับไปดูที่แม่น้ำแม่กลองก็จะพบปัญหาคล้ายกันๆ เพราะฉะนั้น 22 จังหวัด ภาคกลางบวกอีก 7 ลุ่มน้ำแม่กลองนั้น มองว่าเรื่องนาปรังอาจจะมีปัญหา
สรุปว่าน้ำต้นทุนที่อยู่มันไม่พอ
ไม่พออย่างแน่นอน เมื่อดูเขื่อนจะพบว่าไม่พอ มาถึงข้อ 3 เมื่อมาดูลุ่มน้ำสาขาทั่วประเทศก็พบว่า น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งเหตุผลคือเรามีลำน้ำสำคัญทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือจะพบว่ามันไหลลงลุ่มน้ำโขงหมด อยากบอกว่า น้ำที่ไหลลงลุ่มน้ำโขงต่อวันประมาณ 200-300 ล้านลูกบากศ์เมตร แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ คือตอนนี้ต้องพยายามหาวิธีกักเก็บให้ได้
เมื่อประเมินทั้ง 3 เรื่องจะพบว่า สถานการณ์มันค่อนข้างลำบาก นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้ไปเพิ่มแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการขุดลอกคูคลองเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งตรงนี้เราทำกันอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2557 เราประเมินกันมาตั้งแต่ปี 2557 แต่ในปีนี้เราไม่รู้ว่าฝนจะทิ้งช่วงถึงขนาดนี้ ปัจจุบันนี้เรามีโครงการทั้งหมดจากกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานอื่นทำกว่าหมื่นโครงการแล้ว
กล่าวคือตอนนี้ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยเหลือกัน
เราทำอยู่แล้วในเรื่องนี้ เราดูทุกอย่าง ตอนนี้มาดูตัวเลขชั่วโมงต่อชั่วโมงว่าหว่ามก๋อพัดเข้ามาจะมีน้ำเข้าได้เท่าไร ซึ่งถือว่าช่วยได้ในระดับหนึ่ง โดยมีน้ำเข้าเขื่อน 200-300 ล้านลูกบาศก์เมตร และเมื่อไปตรวจสอบพื้นที่ที่เราขุดในแก้มลิงต่างๆ ทั้งหมด พบว่ามีน้ำเข้ากว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ช่วงหว่ามก๋อเข้ามามีน้ำประมาณเกือบพันล้านนะ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่พี่น้องประชาชนเอาไปใช้ได้ในช่วงฝนทิ้งช่วง
ขณะเดียวกัน นายกฯ ก็สั่งว่าลำน้ำต่างๆ เราสามารถกั้นเป็นส่วนๆ ได้หรือไม่ เพื่อจะกันเป็นบล็อก ไว้ใช้ เผื่อฝนมาอีกสักระยะ เอาไปเติมเต็ม เอาไปใช้ได้หรือไม่ ส่วนน้ำที่ลงลำน้ำโขงต้องหาวิธีการ บางส่วนที่เราต้องคุยคือปากมูล เพราะปากมูลไหลลงวันหนึ่งเกือบ 150 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ว่าเรามีข้อตกลง โดยขอให้ปิดบานประตูในปลายเดือนตุลาคม แต่ประเด็นก็คือถ้าปิดในช่วงนั้นเราก็กลัวว่าน้ำมันจะลงมาเยอะ ดังนั้น จึงขอชะลอหรือร่นเข้ามา เผื่อว่าน้ำที่ปิดมันจะท้นเข้าสู่ภาคกลาง หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกัน เราต้องไปหาที่บล็อกเพื่อเอาน้ำมาใช้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทานไปขุดแก้มลิง ตอนนี้กรมน้ำก็ทำ ทุกหน่วยงานก็ทำ เพื่อนำไปรองรับการขาดแคลนน้ำในอนาคต
หากนายกฯ ไม่สั่ง อยากถามว่า มันไม่มีหน่วยงานอื่นทำงานแก้ปัญหากันหรือไม่
มีคนทำอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านนายกฯ อาจจะกำชับอีกครั้ง โดยบอกว่า ให้ทุกหน่วยงานว่าต่อไปนี้พื้นที่ต่างๆ ต้องเอานโยบายไปแปลงเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ สิ่งนี้ถือการสั่งเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าก่อนที่ คสช.จะเข้ามาทุกคนต่างคนต่างทำ เนื่องจากไม่มีมีแบบแผนที่ใหญ่ แต่หลังจากเข้ามาก็ได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์เรื่องน้ำขึ้นมา โดยมีโรดแม็พแผนแก้ไขเรื่องน้ำถึง 10 ปี ไปจนถึงปี 2569 ตอนนี้แผนเสร็จแล้ว
ท่านอธิบดีกำลังบอกหรือเปล่าว่าในอดีตเราไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการน้ำที่ชัดเจน
ต้องบอกว่า ก่อนหน้านี้เราจะแก้ปัญหาเป็นเรื่องเฉพาะ ๆ ไป ประเทศไทยมีอยู่ 3 เรื่อง คือ น้ำมาก น้ำน้อย น้ำเสีย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องยอมรับทุกหน่วยงานก็มีบทบาทที่แตกต่างกัน คือมันมีช่วงรอยต่ออยู่ในแต่ละกระทรวง แต่เมื่อมียุทธศาสตร์ออกไปอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัญหาทุกเรื่องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ ซึ่งในโรดแม็พหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบก็เอาเรื่องนี้ไปจัดทำ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้มันจะไม่แตกแถวแล้ว เพียงแต่นายกฯ บอกว่า ทุกเรื่องสามารถปรับเปลี่ยนได้หากเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน
สรุปว่าทุกอย่างมีแผนชัดเจนแล้ว
ชัดเจนแล้วเพียงแต่ว่าสถานการณ์มันอาจจะมากกว่าที่เราคาดคิด เช่นฤดูฝนไปประกาศว่าฝนทิ้งช่วง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ประเทศไทยก็ถือว่าประสบปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าตอนนี้เราต้องมามองกัน หากพูดเรื่องน้ำ 1.เราต้องมามองว่า เรื่องไหนสำคัญสุด น้ำกิน น้ำใช้ หรือน้ำอุปโภคบริโภค เรื่องของการเกษตรก็ต้องมาดูกันแต่ละพื้นที่ไป นอกเขต ในเขตก็แตกต่างกัน เช่นในเขตชลประทานปัญหาที่เกิดขึ้นช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คืออะไร คือ เขาได้น้ำเป็นประจำ แต่อยู่ๆ มาวันหนึ่งไปบอกเขาว่า ปลูกอะไรไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ทำให้เขางง ส่วนนอกเขต ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่เขาจะมองเรื่องฟ้ามองฝนมากกว่า เขาจะเข้าใจว่า ช่วงนี้ปลูกได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนในเขตชลประทานจะยึดมั่นว่าน้ำต้องมีตลอดเวลา สิ่งนี้คือปัญหาดังนั้นจึงต้องมีความสมดุลในการจัดการ
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้อยู่จะเป็นอย่างไรในปีหน้า
สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จากกรณีน้ำน้อย มีปัญหาแน่นอน ต้องมาดูว่า ถ้าเกิดอย่างนั้น รัฐบาลต้องมองเรื่องน้ำกิน น้ำใช้ก่อน ขอเรียนให้ทราบว่า ทั้งประเทศไทย การจัดการเรื่องน้ำกินน้ำใช้ในเขตกรุงเทพฯ ก็เป็นการประปานครหลวง 8% การประปาภูมิภาค ก็จะดูแล 17-18 ที่เหลือ 50% ก็จะเป็นท้องถิ่น อีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในส่วนยุทธศาสตร์ เป็นหมู่บ้านที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้กว่า 7,000 หมู่บ้าน ตรงนี้เป็นส่วนที่รัฐบาลบอกว่า จะต้องเติมเต็มในปี 2560 ตรงนี้เกิดปัญหาอย่างแน่นอน เรื่องน้ำกินน้ำใช้ ในขณะเดียวกัน จุดที่น่าเป็นห่วงอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพราะน้ำที่นำมาทำประปาของการประปานครหลวง ตรงนี้ได้รับผลกระทบแน่นอนหากน้ำน้อย อีกเรื่องก็คือ การผลักดันน้ำเค็ม ที่จะไม่มีน้ำมาผลักดันน้ำเค็ม
นายกรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแล อย่างเรื่องน้ำกินน้ำใช้ ในเขตนครหลวงก็จะมีการสำรองน้ำจากฝั่งตะวันตกมาใช้ เพราะเขื่อนทางฝั่งนั้นยังพอมีน้ำอยู่ แต่ทั้งนี้ขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด รวมไปถึงภาคการเกษตรด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็แนะนำอย่างเช่น อาจจะเปลี่ยนไปปลูกพืชการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย
สำหรับเรื่องการปล่อยน้ำ เก็บน้ำ กักน้ำ เรื่องนี้มีตัวเลขสำหรับวิเคราะห์อยู่ว่าจะปล่อยน้ำเท่าไหร่ เก็บน้ำเท่าไหร่ กักน้ำไว้แค่ไหนทั่วโลกก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำเช่นเดียวกับประเทศไทย หลายประเทศที่ประสบปัญหาบอกว่า สิ่งที่จะต้องแก้ไขคือ ต้องปรับตัว ปรับพฤติกรรม ปรับการผลิตการเพาะปลูกพืช ซึ่งนั่นหมายถึงทุกคนจะต้องปรับทัศนคติในการใช้น้ำ
คาดว่า อีกกี่ปีถึงจะมีการใช้น้ำได้อย่างยั่งยืน มั่นคง ไม่ต้องกลัวเรื่องแล้ง เรื่องน้ำท่วม
ต้องยอมรับยุทธศาสตร์ของเรา มันขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือ การหาแหล่งเก็บกักน้ำ เรื่องนี้ก็จะมีคนออกบอกว่า ทำเขื่อนไม่ได้ จะกระทบอะไรหลายอย่าง ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยุทธศาสตร์น้ำถึงปี 2569 ในส่วนของผมที่รับผิดชอบ ก็มีโครงการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติทั้่งหมด 7,500 แห่งทั่วประเทศ ก็จะได้น้ำเพิ่มขึ้นถึงกว่า 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งดูเหมือนว่ามาก แต่จริงๆ แล้วไม่มากเท่าไหร่ แต่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กำชับทุกครั้งกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการปฏิบัติด้วย สิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารต้องให้เข้าใจตรงกันว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไร รัฐบาลกำลังทำอะไร บางเรื่องช่วงนี้ขอร้องให้งด ให้ชะลอ ก็ต้องเข้าใจกันหน่อย ถ้าไม่เข้าใจกันก็จะมีปัญหา



