ข่าว

เบื้องหลังไร้เงา‘เหลือง-ฟ้า’ไขปมมาเลย์‘ตั้งแง่’รวบมือบึ้ม

เบื้องหลังไร้เงา‘เหลือง-ฟ้า’ไขปมมาเลย์‘ตั้งแง่’รวบมือบึ้ม

24 ก.ย. 2558

เบื้องหลังไร้เงา‘เสื้อเหลือง-ฟ้า’ ไขปมมาเลย์‘ตั้งแง่’รวบมือบึ้ม : ทีมข่าว นาว 26รายงาน

            เป็นข่าวสับสนมาหลายวัน เรื่องสันติบาลมาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็น “ชายเสื้อเหลือง” ที่ลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

            ข่าวไปไกลถึงขั้นว่า มาเลเซียน่าจะจับกุม “ชายเสื้อฟ้า” ได้ด้วย ซึ่งกรณีของ “ชายเสื้อฟ้า” มีความเป็นไปได้สูงกว่า เพราะทางการไทยจับกุม “ทีมพาหนี” ซึ่งเป็นคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ และมีการให้การพร้อมชี้ภาพถ่ายจนน่าเชื่อว่า คนที่ถูกพาหนีเป็น “ชายเสื้อฟ้า” ผู้ที่นำระเบิดไปเขี่ยทิ้งน้ำบริเวณท่าเรือสาทร

            ส่วน “ชายเสื้อเหลือง” นั้น หน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วย (ยกเว้นตำรวจ) ตั้งคำถามมาตลอดว่าจับได้จริงหรือ เพราะฝ่ายไทยไม่มีหลักฐานเลยว่าหนีข้ามฝั่งไปมาเลเซีย

            กระทั่งล่าสุด ความสับสนก็จบสิ้นลง เมื่อมีการยืนยันจากนายตำรวจที่เดินทางไปมาเลเซียแล้วว่า ผู้ต้องสงสัยที่ทางการมาเลย์อ้างว่าจับกุมได้ ไม่มีทั้ง “ชายเสื้อฟ้า” และ “ชายเสื้อเหลือง”

            ข่าวที่ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พาคณะไปรับตัว 2 ผู้ต้องหามือระเบิดคนสำคัญกลับไทย สุดท้ายก็ชัดเจนว่ามีการบินไปมาเลเซียจริง แต่แค่ประสานงาน ไม่ได้ไปพาตัวใครกลับ และตอนนี้คณะของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็กลับถึงประเทศไทยแล้ว

            ตามข่าวที่แกะรอยโดยสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ผู้ต้องสงสัยที่มาเลเซียควบคุมตัวได้มี 2 ลอต ลอตแรก 3 คน ซึ่งมีการแถลงใหญ่โตว่าอาจเป็นผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดในไทย แต่สอบไปสอบมากลายเป็นเรื่องม็อบการเมืองและคนในขบวนการนำพาชาวอุยกูร์ในมาเลย์

            ลอต 2 เพิ่งเป็นข่าวล่าสุดวันพุธที่ 23 กันยายน ระบุว่าจับผู้ต้องสงสัยอีก 8 คน เป็นชาวมาเลเซีย 4 คน และอีก 4 คนเป็นชาวจีนอุยกูร์ เบื้องต้นโดนตั้งข้อหาค้ามนุษย์ โดยรองจเรตำรวจมาเลเซียที่ออกมาแถลงยืนยันว่ายังไม่มีใครรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯ

            ฉะนั้นข่าวที่ว่ามีผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งให้การยอมรับแล้วว่าเป็น “ชายเสื้อเหลือง” จึงไม่รู้ว่าปล่อยจากมาเลย์ หรือฝ่ายไทยปล่อยกันเอง

            ยังดีที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งหลักทัน และแถลงข่าวยืนยันชัดเจนว่า แม้ผู้ต้องสงสัยจะให้การยอมรับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าตำรวจไทยจะเชื่อได้ทันที ต้องนำตัวมาเทียบคำให้การกับผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยรายอื่น ตลอดจนพยานบุคคลและพยานวัตถุต่างๆ ว่า “ใช่แน่หรือไม่”

            ข้อมูลตลกร้ายที่ยืนยันได้จนถึงขณะนี้ก็คือ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจมาเลเซียควบคุมตัวได้ เกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯหรือไม่ และมีใครเป็น “ชายเสื้อเหลือง” รวมถึง “ชายเสื้อฟ้า” หรือไม่

            เรียกว่าเป็นการยืนยันว่า “ไม่ยืนยัน” ตามที่นายตำรวจระดับสูงแถลงข่าวอยู่ทุกวันนั่นเอง

            เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เผยเบื้องหลังว่า มีความพยายามปั่นข่าวเรื่องนี้เพื่อต่อรองให้ไทยส่งผู้ต้องหาคนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ไปให้ โดยผู้ต้องหารายนี้ถูกดำเนินคดีอยู่ในไทย และไปรู้เห็นเรื่องราวฉาวๆ ของนักการเมืองคนสำคัญของมาเลเซีย แต่ทางการไทยปฏิเสธ ทำให้ข่าวที่ถูกปั่น ก็ยังเป็นแค่ “ข่าว” ต่อไป ยังไม่มี “ข้อเท็จจริง” ปรากฏตามมา

            อย่างไรก็ดี งานนี้ก็ยังไม่อาจมองมาเลเซียในแง่ลบได้ เพราะจะว่าไปมาเลเซียเองก็ต้องการร่วมมืออย่างเต็มที่กับไทย เพื่อสกัดกั้นขบวนการค้ามนุษย์ และขบวนการนำพาอุยกูร์ ซึ่งระยะหลังสยายปีกแผ่อิทธิพลกว้างขึ้นทุกที ขณะที่การสร้างสถานการณ์ในลักษณะก่อวินาศกรรม หรือก่อการร้าย ในปัจจุบันก็ทำกันได้ง่ายๆ แค่เปิดคลิปศึกษาในยูทูบ

            ฉะนั้นมาเลเซียก็ผวากับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าไทย ที่ผ่านมาจึงพยายามจับกุมและสกัดกั้นเส้นทางเชื่อมต่อของขบวนการเหล่านี้ในมาเลเซียที่โยงถึงไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอาเซียน

            สอดรับกับผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานความมั่นคงไทยที่สอบลึกในคดีลอบวางระเบิดกลางกรุงเทพฯ และได้ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่น ระเบิดที่ราชประสงค์ไม่ใช่เป้าหมายเดียวที่กลุ่มคนร้ายต้องการทำ แต่ยังมีศักยภาพทำได้อีกหลายจุด หนำซ้ำยังทำได้ในหลายพื้นที่ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่เป็นเมืองใหญ่ของประเทศอื่นรอบบ้านไทยด้วย

            เนื่องจากเครือข่ายที่แฝงมากับขบวนการค้ามนุษย์ และขบวนการนำพา สยายปีกครอบคลุมหลายประเทศในแถบนี้

            เหตุระเบิดที่ราชประสงค์ก็ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานความมั่นคงแล้วว่า ไม่ใช่ “ลูกแรก” แต่เป็นระเบิด “ลูกสอง” ที่ถูกนำไปวางเมื่อลูกแรกผิดพลาด โดยระเบิดลูกแรกตั้งเป้าโจมตีที่ท่าเรือแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี ซึ่งมีผู้คนและนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน แต่เคราะห์ดีที่ระเบิดด้าน มิฉะนั้นน่าจะก่อความเสียหายหนักกว่าที่ราชประสงค์

            ทว่า เมื่อลูกแรกพลาด ก็นำไปสู่การวางระเบิดลูกสอง และเกิดการระเบิดที่สมบูรณ์ 100% ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ทำให้มีการนำระเบิดลูกแรกไปทิ้งน้ำที่ท่าเรือสาทรโดย “ชายเสื้อฟ้า” จากนั้นไม่ทราบว่าวงจรระเบิดช็อตหรืออย่างไร จึงเกิดระเบิดขึ้นจากใต้น้ำในวันถัดมา

            ทั้งนี้ “ชายเสื้อสีฟ้า” นั้น มีหลักฐานหนีข้ามไปมาเลเซียอย่างแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ไทยจับ “ทีมพาหนี” ได้ดังที่กล่าวในตอนต้น แต่ไม่ชัดเจนว่าขณะนี้ยังกบดานอยู่ หรือหนีไปประเทศที่สามแล้ว

            ส่วน “ชายเสื้อเหลือง” ไม่มีหลักฐานหลบหนีไม่ว่าจะใช้เส้นทางไหน แต่พบหลักฐานมีการนำเสื้อผ้าไปเปลี่ยนที่สวนลุมพินีหลังเกิดระเบิด ล่าสุดจึงมีสมมุติฐานใหม่ว่า “ชายเสื้อเหลือง” อาจยังคงหลบหนีแทรกซึมอยู่ในเมืองไทย

            ที่สำคัญอาจเป็น 1 ใน 2 คนที่ถูกจับกุมได้แล้วก็เป็นได้ เพราะเขาใช้วิธีปลอมตัว อำพรางตัว เข้าไปปฏิบัติการ!

            มีคนแนะให้สังเกตว่า เหตุใดจึงต้องเปิดมณฑลทหารบกที่ 11 เป็นเรือนจำพิเศษสำหรับคุมขัง 2 ผู้ต้องหาคนสำคัญอย่าง อาเดม คาราดัก หรือ บิลาเติร์ก มูฮัมหมัด และไมไรลี ยูซูฟู รวมไปถึงทีมพาหนี ทีมสนับสนุนที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่เป็นข่าว

            หรือฝ่ายทหารได้ข้อมูลลึกมากกว่าที่เป็นข่าว จนใกล้คลี่ปมคดีได้ทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะ “ชายเสื้อเหลือง” เป็นใครกันแน่

            เพราะอาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ปรากฏรูปปรากฏภาพผ่านสื่ออยู่บ่อยๆ นี่เอง!