ข่าว

เกาะติดคดีฟอกเงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย

เกาะติดคดีฟอกเงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย

24 ก.ย. 2558

เกาะติดคดีฟอกเงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ดีเอสไอแกะรอยแคชเชียร์เช็คพิสูจน์เจตนา : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน

            ภายหลัง “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” พิพากษาจำคุกกราวรูด ในคดี “ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)” ทุจริตอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร พร้อมสั่งให้ร่วมกันคืนเงินให้ธนาคารผู้เสียหายด้วย

            จึงถือได้ว่าคดีอันเป็นความผิดหลัก ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดจริง แม้ว่าจำเลยจะเข้าไปรับโทษระยะยาวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครกับเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว และจำเลย 1 ราย คือนายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลังถูกส่งตัวเข้าเรือนจำไม่นาน

            แต่สังคมยังคงติดตามทวงถามความคืบหน้าในส่วนของคดีฟอกเงินและรับของโจรที่เป็นคดีอาญาเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการทุจริต (คดีมูลฐานหลัก) ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่มีอำนาจสอบสวน เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อที่ปรากฏในธุรกรรมการเงินไม่ได้เป็นข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

            คดีรับของโจรอายุความ 10 ปี คาดกันว่าสำนวนคดีตกหล่นอยู่ในสำนักงาน ป.ป.ช. หากนับอายุความที่เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2546-2547 ปีปัจจุบันคดีน่าจะขาดอายุความไปเรียบร้อยแล้วและคงไม่สามารถเอาผิดคาดโทษกับใครได้ เนื่องจาก ป.ป.ช.ไม่ต้องรับผิดในกรณีคดีขาดอายุความ แต่การขาดอายุความในคดีรับของโจรก็ไม่ถึงกับทำให้เสียหายมากนัก เพราะยังเหลือคดี “ฟอกเงิน” จากการทุจริต ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นกลุ่มเดียวกับคดีรับของโจร คดีนี้ ป.ป.ช.ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอรับไว้สอบสวน โดยคดีนี้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้รับโอนสำนวนมาสอบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีอายุความ 15 ปี เท่ากับยังเหลือเวลาในการสอบสวนจนถึงปี 2561 ซึ่งดีเอสไอมั่นใจว่าสามารถสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ภายในอายุความ…แน่นอน
 
            ย้อนรอยคดีฟอกเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอซึ่งก่อนหน้านี้มี พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มีการทำชาร์ตเส้นทางการเงิน แต่ธุรกรรมการเงินค่อนข้างอ่านแปลยาก และไม่ตอบโจทย์อะไรมากนัก ในส่วนของพยานบุคคลมีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 148 ปาก อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมที่จะเรียกผู้ต้องหา 4-6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่มีรายชื่อเป็นจำเลยในคดีทุจริตปล่อยกู้ฯ ตามที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินเพิ่มอีก 1 ข้อหา โดยสำนวนการสอบสวนชุดนี้ไม่พบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากผู้ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลเลย

            แต่เมื่อ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ครั้งดำรงตำแหน่ง อธิบดีเอสไอ เข้ามาปรับโครงสร้างภายในเพื่อยกเครื่องดีเอสไอให้พ้นจากสภาพของความสับสน อลหม่าน สำนวนคดีฟอกเงินจึงถูกจ่ายโอนไปให้สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 ซึ่งมีหน้างานรับผิดชอบคดีฟอกเงินโดยตรง พนักงานสอบสวนชุดใหม่ จึงมี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 เป็นหัวหน้าคณะ

            ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวน เพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวน โดยนำสำนวนคดีชุดเดิมมาสอบทานพร้อมเปรียบเทียบกับรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ความยาว 76 หน้ากระดาษ เนื่องจากศาลแยกวงเงินในการปล่อยกู้ชัดเจนเป็น 2 ก้อน คือ 500 ล้านบาท สำหรับซื้อที่ดิน และ 9,900 ล้านบาท สำหรับชำระหนี้ แต่บริษัทกฤษดามหานคร นำเงินไปชำระหนี้ไม่ตรงตามวงเงินกู้ เพราะธนาคารกรุงเทพได้ตัดลดหนี้ให้แล้ว เหลือเพียง 4,500 ล้านบาท โดยสินเชื่อส่วนที่เหลืออีก 3,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ในการยื่นกู้ คือนำไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิในเครือบริษัทกฤษดามหานคร วงเงิน 1,900 ล้านบาท เพื่อให้ผู้บริหารชุดเดิมกลับมามีอำนาจบริหารกิจการอีกครั้ง และยังมียอดเงินที่ยังต้องติดตามอีก 1,600 ล้านบาท ว่าถูกจำหน่าย จ่ายโอนไปอย่างไร

            หัวใจสำคัญของการสอบสวน คือ พิสูจน์เจตนาในการกระทำความผิดในคดีฟอกเงิน โดยผู้ที่รับเงินทุกบาททุกสตางค์จากกฤษดามหานครที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้นั้น กฤษดามหานครมีหนี้อะไรกับบุคคลนั้น อย่างเช่น กรณีธนาคารกรุงเทพ มีความชัดเจนว่า กฤษดามหานคร จ่ายเพื่อชำระหนี้

            ระหว่างนี้การสอบสวนของดีเอสไอ ที่มีผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมเป็นที่ปรึกษาคณะพนักงานสอบสวน จึงพุ่งเป้าไปที่ชาร์ตเส้นทางการเงินที่ ปปง.วิเคราะห์แล้วส่งต่อให้ ธปท. ซึ่งข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ว่า เงินถูกส่งต่อไปให้ใคร และออกตั๋วแลกเงิน-เช็ค กี่ฉบับ โดย พ.ต.ท.สมบูรณ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน จัดทีมสอบสวนในลักษณะเดียวกับที่เคยสอบสวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งคดีมีความครบถ้วนสมบูรณ์จากการไล่ตรวจสอบเช็คเป็นรายฉบับ ดังนั้น ในคดีฟอกเงินจากการปล่อยกู้ของแบงก์กรุงไทย จึงต้องแยกตรวจสอบการออกตั๋วเงินและจ่ายเช็คเป็นรายฉบับ ว่าใช้ชำระหนี้อะไร ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์เจตนาในการรับ-จ่ายเงิน ก่อนจะนำไปสู่การเรียกสอบปากคำผู้ที่มีรายชื่อรับเงินทั้งหมด ให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อพนักงานสอบสวน

            ก่อนจะไปถึงช่วงไฮไลท์ ดีเอสไอต้องมีข้อมูลครบถ้วน เพื่อกำหนดประเด็นคำถามในชั้นสอบสวนให้รัดกุม เมื่อถึงบทสุดท้าย ต้องมีคำตอบให้สังคม...ได้สิ้นสงสัย

            หลังจากนี้ จึงต้องเกาะติดว่าการปล่อยกู้จากแบงก์กรุงไทยให้เครือบริษัทกฤษดามหานคร ตามข้อมูลในชั้นการตรวจสอบของ คตส. ที่ระบุว่า กฤษดามหานครโอนเงินให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร, นายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขาฯ ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนเป็นไปตามข้อมูลที่ คตส.ระบุไว้หรือไม่ หากเป็นจริงยังต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่า มีมูลหนี้ต่อกันอย่างไร ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์เจตนาในการกระทำ

            โดยเฉพาะข้อมูลที่เริ่มแพลมออกมาว่า มีการจ่ายแคชเชียร์เช็คจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานครจำนวน 26 ล้านบาท เข้าชื่อบัญชีนายพานทองแท้โดยตรง แต่ในช่วงเย็นวันเดียวกันกลับยกเลิกแคชเชียร์เช็คดังกล่าว เปลี่ยนไปเป็นโอนเงินจากกลุ่มกฤษดามหานครไปซื้อหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด โดยใส่ชื่อเจ้าของหุ้นเป็นพนักงานของบริษัทฮาวคัม ซึ่งมีนายพานทองแท้ เป็นเจ้าของ

            ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า ชาร์ตเส้นทางการเงินของ ปปง.และ ธปท.ที่ส่งถึงดีเอสไอเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อมูลละเอียดยิบว่าเงินที่อนุมัติจากแบงก์กรุงไทย มีเส้นทางเดินออกไปอย่างไรบ้าง ระหว่างนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงยังมีเวลาเตรียมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

            คดีในทางอาญาก็ว่ากันไป ในส่วนของการดำเนินคดีคู่ขนาน หรือคดีฟอกเงินในทางแพ่ง ปปง.ก็เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อติดตามว่าเงินกู้จากแบงก์กรุงไทย ถูกจำหน่ายจ่ายโอนไปให้ใคร เป้าหมายไม่ใช่เรื่องคุกเรื่องตะราง แต่เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินกลับคืนแผ่นดิน โดยรูปแบบการสอบสวนเส้นทางการเงินจะใกล้เคียงกับคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ หรือบีบีซี ซึ่งอำนาจตามกฎหมายฟอกเงินของ ปปง. ค่อนข้างครอบจักรวาลมากกว่าดีเอสไอ เพราะผลักภาระในการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินให้แก่จำเลย โดยเป้าหมายหลักในการสืบค้นทรัพย์สินน่าจะเป็นที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งปปง.เองค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถยึดทรัพย์เพื่อเรียกคืนความเสียหายในคดีนี้ได้แน่นอน