ข่าว

‘วิษณุ’ยันจะทาบทาม‘มีชัย’นั่งปธ.กรธ.

‘วิษณุ’ยันจะทาบทาม‘มีชัย’นั่งปธ.กรธ.

23 ก.ย. 2558

‘วิษณุ’ยันจะทาบทาม‘มีชัย’นั่งปธ.กรธ. แจงมติครม.ทบทวนร่างก.ม.ดิจิตอล แจงต้องใช้ม.44ตั้ง‘กนกทิพย์’ช่วยงานมั่นคง

             23ก.ย.2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก คสช. ปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งประธานกรธ.ว่า ตนยังไม่ทราบว่ามีการปฏิเสธและยังไม่แน่ใจว่าจะมีการรับหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะต้องมีการสรรหาอีกหลายคน เพราะบางคนก็ยังไม่ตอบรับแต่ขอเวลาคิดก่อน ซึ่งก็พอดีกับเวลา เราไม่ต้องไปคาดคั้น เพราะนายกรัฐมนตรีไม่อยู่
  
             เมื่อถามว่าจะมีการพูดคุยกับนายมีชัยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จะต้องเจอกันอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องพบกันอยู่ดีว่าจะว่าอย่างไร แต่อาจจะยังไม่ทำตอนนี้ เพราะยังพอมีเวลา
 
             เมื่อถามต่อว่าหากเจอกับนายมีชัยครั้งนี้ จะทักทายหรือทาบทามหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ถ้าไม่เคยทักทาย ก็ต้องทักทาย แต่ถ้าเคยทักทายแล้ว ก็จะต้องทาบทาม แล้วถ้าทาบทามแล้วไม่เอาด้วย ก็ต้องทอดทิ้ง”
 
             เมื่อถามย้ำว่า เจอครั้งหน้าก็ต้องทาบทามแล้วใช่หรือไม่ เพราะทักทายไปแล้ว นายวิษณุ กล่าวยอมรับว่า “ก็ใช่สิ จะทักอะไรกันทุกวันเล่า นี่กำลังจะไปทาบทามแล้ว”
  
             เมื่อถามว่า จะได้รายชื่อ กรธ.ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวยืนยันว่า “แน่นอน”
 
 
 
แจงมติครม.ทบทวนร่างก.ม.ดิจิตอล
 
  
             นายวิษณุ  กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติทบทวนร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอลใน 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่า เรื่องนี้นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาสาระในหลายประเด็นที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการทักท้วงไปแล้วโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอเข้าครม.เห็นชอบ และเมื่อนำเสนอเข้าครม.จึงมีมติให้ไปทบทวนอีกครั้งโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาในเสนอกลับเข้ามาให้ครม.พิจารณาแต่อย่างใด
 
 
 
ต้องใช้ม.44ตั้ง'กนกทิพย์'ช่วยงานมั่นคง 
  
 
             นายวิษณุ  กล่าวกรณีที่หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้นางกนกทิพย์ รชตะนันทร์ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการเปิดตำแหน่งพิเศษขึ้นหรือไม่ ว่า เป็นตำแหน่งที่เปิดใหม่เพราะไม่มีมาก่อน ซึ่งตำแหน่งประจำสำนักนายกฯ มีอยู่แล้ว 100 ตำแหน่ง โดยตั้งไว้สำหรับให้ข้าราชการซี 11 มาเป็น 11 เช่น การตั้งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ซี 11 มาลงในตำแหน่งประจำที่มีอยู่100 ตำแหน่ง แต่กรณีของนางกนกทิพย์ เป็นเรื่องของพิจารณาซี10 ขึ้นซี 11 จึงไม่สามารถใช้หลักการดังกล่าวได้ ต้องแต่งตั้งขึ้นใหม่ให้เป็นตำแหน่งเฉพาะตัวและทางสมช.ยังต้องการตัวนางกนกทิพย์ ช่วยงานจึงให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ทำงานด้านการข่าวและความมั่นคง ซึ่งนางกนกทิพย์ มีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วตำแหน่งนี้ก็จะยุบไป ทั้งนี้ในอดีตเคยมีกรณีเช่นนี้ และเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่กรณีนี้เมื่อตั้งตามมาตรา 44 แล้ว ก็ให้นำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งฯ เหมือนการเสนอเข้าครม.แต่งตั้งปลัดกระทรวงตามปกติทั่วไป ทั้งนี้สมช.จะได้กำไรที่มีรองเลขาฯเพิ่มอีกตำแหน่ง
 
             นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ใช่ผู้เสนอให้แต่งตั้งนางกนกทิพย์ในตำแหน่งดังกล่าว แต่เรื่องนี้มีการถามไปยังสำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)ก่อนหน้านั้นแล้วได้คำตอบว่าไม่มีทางทำได้ หากนางกนกทิพย์ ซี 11สามารถไปลงประจำสำนักนายกฯที่มี 100 ตำแหน่ง หรือหากมีตำแหน่งที่ระดับซี 10 สามารถไปลงตรงนั้นได้ แต่วันนี้โปรโมชั่นให้ระดับ 10 ขึ้นไป 11 ไม่มีและคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่มีอำนาจพิจารณา จึงต้องใช้มาตรา 44 หากไม่ใช้ก็ตั้งไม่ได้ แล้วที่ถามว่าแล้วเหตุใดจึงต้องไปตั้งตำแหน่งเพิ่ม ก็ตอบว่ามีความจำเป็นต้องให้นางกนกทิพย์ ได้ทำงานในช่วงเวลาที่ยังมีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี
  
             เมื่อถามว่ามีข้อสังเกตว่าเป็นการปลอบใจหลังจากที่พลาดตำแหน่งเลขาฯสมช.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถามแบบนี้เพราะไม่ทราบ หากจะพูดแบบนี้ก็พูดไปได้เยอะ แต่ลักษณะนี้เป็นมาตรการในเชิงบริหาร
  
             เมื่อถามว่าจะเทียบกรณีของพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.ที่ถูกแต่งตั้งเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีการส่งเรื่องพล.ต.อ.เอก ไปให้ก.พ.พิจารณาแล้วและเทียบมาว่าสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องไปใช้อำนาจพิเศษอะไรเพราะกฎหมายมีอยู่ และเงินประจำตำแหน่งรองผบ.ตร.สูงกว่าระดับปลัดกระทรวงเสีย หากจะอธิบายคือในเมื่อผบ.ตร.เทียบเท่าระดับ 11 รองผบ.ตร.จะเทียบเท่าไม่ได้ ฉะนั้นพล.ต.อ. เอก ต้องมารับตำแหน่งซี 10 เพื่อตั้งขึ้นเป็นซี 11 ยกตัวอย่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่อาจารย์ระดับซี 10 แล้วตั้งให้มาเป็นผู้ตรวจ 1 วัน จากนั้นตั้งขึ้นเป็นเลขาฯครม.ซี 11 เช่นเดียวกับ พล.ท.ทวีป เนตรนิยม ผบ.นทพ.เมื่อจะมาเป็นเลขาฯสมช.ก็มาเป็นซี 10 แล้วขึ้นซี 11 ทันที โดยไม่ต้องใช้มาตราพิเศษ เพราะ ก.พ.มีคู่มือพิจารณาอยู่
  
 
 
เผยยกเลิกมติครม.กรณีตั้งขรก.เกษตร 
  
 
             นายวิษณุ กล่าวว่า กรณีที่ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอขอยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่เสนอให้แต่งตั้งข้าราชการ 2 คนคือ นายวิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมประมง และนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัด เพื่อนำกลับไปทบทวนการแต่งตั้งใหม่ ว่า การแต่งตั้งบุคคลซี 9 ระดับรองอธิบดี ขึ้นซี 10 เป็นอธิบดีนั้น ใช้หลักการพิจารณาแบบหนึ่ง แต่เมื่อเสนอเรื่องเข้ามาให้แต่งตั้งกลับมีปะปนกันเข้ามาระหว่างซี 10 ไป10 หรือ จากซี 9 ขึ้นซี 10 แล้วไปใช้เกณฑ์เดียวกันซึ่งทำไม่ได้ ต้องใช้การแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มๆจึงส่งเรื่องกลับไปทำมาใหม่โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของเกณฑ์การพิจารณาไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่บางกระทรวงอ้างว่าเคยทำอย่างนี้มาในอดีตแต่ในครั้งนี้ครม.ไม่ให้ทำอย่างนี้ สำหรับตัวบุคคลที่มีการเสนอแต่งตั้งมาก่อนหน้านั้นก็แล้วแต่กระทรวงเกษตรฯ ว่าจะถือโอกาสนี้ทบทวนหรือไม่ หากไม่ทบทวนก็ให้เสนอคนเดิมกลับมาใหม่แต่ขอให้ทำถูกต้องตามขั้นตอนวิธีการแต่งตั้ง เพราะจากเดิมที่เสนอมาคือระดับ 9 ขึ้น 10 มี 10 ไป 10 พร้อมกันและใช้วิธีเดียวกันไม่ได้
 
 
 
อภิสิทธิ์ติงวิษณุ หยุดตอบโต้การเมือง  
                  
             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการโต้เถียงไปมาระหว่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ เกี่ยวกับกรอบเวลาของโรดแม็พว่า ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าควรมุ่งไปที่สาระของรัฐธรรมนูญ เพราะเวลาหยิบเรื่องลอย ๆ มาพูดทำให้เกิดประเด็นความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ทุกอย่างอยู่ที่เนื้อหาสาระ ยังไม่ทราบเลยว่า 21 คนจะเป็นใครมาพูดแทนได้อย่างไรว่าจะต้องเสร็จกี่เดือน พอคนเข้ามาทำงานมีการแสดงกระบวนการทำงานที่ชัดเจนก็จะได้คำตอบที่เหมาะสมในตัวของมันเอง ส่วนสูตร 6 4 6 4  คือกรอบของกฎหมายว่าอย่าเกิน ส่วนจะเป็นหรือไม่ก็อยู่ที่วิธีการทำงานในแต่ละขั้นตอน ตรงนี้ต้องมาดูกันตอนนั้น
              
             ถ้าคณะทำงานชุดใหม่เข้ามาฉบับเดิมดีอยู่มากมายก็ไม่ต้องไปยุ่งเลย ภายใน 2 วันก็ได้ตั้งร้อยกว่ามาตรา ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลว่าจำเป็นจะต้องทำกันถึง 6 เดือนหรือไม่ แต่ถ้าคณะทำงานเข้ามาแล้วพูดว่าจะต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด ก็อาจจะเป็น 6 เดือน ทุกอย่างต้องเอาเหตุและผลมาว่ากันว่าอะไรเหมาะสม ดูจากเนื้อหาสาระ เช่นสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน นำเขาข้อทักท้วงข้อติติง ประเด็นต่าง ๆ มาพิจารณา มีการระดมความเห็นหาข้อยุติและดำเนินการเดินหน้าต่อไป ส่วนเรื่องคปป.ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ หากจะให้มีในรัฐธรรมนูญต้องดูว่า มีแบบไหน อย่างไร อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร
                
             “ผมเป็นคนหนึ่งที่ค้านคปป.แต่ไม่ปฏิเสธแนวคิดที่บอกว่าอาจจะต้องมีกลไกที่มาคือสามารถระงับยับยั้งหรือถ่วงดุลไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจในทางที่ผิดเหลวไหลแต่คนที่จะมาทำตรงนี้จะต้องมีที่มาที่ไปที่รับกันได้ คือมีความรับผิดชอบต่อประชาชนหรือมีกลไกที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีความเป็นกลางจนเป็นที่ยอมรับและผมไม่ปฏิเสธว่าในสถานการณ์คับขันอาจจะต้องมีการใช้อำนาจพิเศษบางอย่างเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ใช่การทำกลไกถาวรในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ และหากจะใช้กลไกเหล่านี้มาทำเรื่องการปฏิรูปก็ต้องบอกให้ชัดว่าจะปฏิรูปอะไรไม่ใช่พูดลอย ๆ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปในทิศทางไหน แต่สร้างกลไกบังคับให้รัฐบาลเดินซ้าย ขวา ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอย่างไรเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม”
                
             นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้กรธ.มีความอิสระในการร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาตนย้ำว่า กรรมการจะทำงานอะไรตามใจใคร ต้องให้ประชาชนเห็นชอบ ฉะนั้นการจะไปตามใจหรือใครกำหนดธงอย่างไรไม่ได้ช่วยให้กรธ.ทำงานได้ เพราะเขาต้องเป็นคนเอาร่างนี้ไปให้ประชาชนเห็นชอบ ที่ผ่านมากมธ.ยกร่างฯชุดที่แล้วยังทำงานตามคำขอของทางครม.ซึ่งผลที่ออกมามันสะท้อนว่าเกิดปัญหาขึ้น ฉะนั้นน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ .ชุดใหม่ว่าถ้าทำตามคำขอและประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย สิ่งที่ทำไปก็จะสูญเปล่า  ส่วนจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ.ชุดใหม่ หรือคสช.และรัฐบาล หรือไม่ ตรงนี้เราไปห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ว่าคนที่มีหน้าที่ที่จะเขียนต้องรับผิดชอบตัวเอง  
                
             ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถ้ารัฐธรรมนูญที่จะร่างไม่ผ่านคนมีอำนาจก็ยังอยู่ในอำนาจ และร่างรธน.ต่อไปเรื่อย ๆ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตรงนั้นเป็นการมองในมุมของกฎหมายแต่ควรจะต้องมองสภาพความเป็นจริงของสังคมและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศ อย่าไปมองแค่เพียงว่าเมื่อรธน.ไม่ผ่านแล้วเราก็อยู่ได้ ไม่ต้องตั้งใจให้มันผ่านหรืออะไรอย่างนั้น ต้องมองว่าถ้ามันไม่ผ่านอีกสภาพของสังคมจะเป็นอย่างไร ประชาคมโลกจะมองเราอย่างไร ปัญหาที่จะตามมาอย่างเรื่องเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างไร
                
             ต่อข้อถามที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านใครจะต้องรับผิดชอบนอกจากคสช.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่คสช. แต่คนรับผิดชอบคือคนที่เขียนรธน. ซึ่งก็จะเหมือนในยุคก่อน ๆ ที่เราเคยพูดว่าเวลาที่ฝ่ายเรื่องไปบอกให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือราชการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วไปคิดว่าเขาขอมาเขาสั่งมา แล้วก็ไปทำตาม สุดท้ายก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำตามอำนาจหน้าที่ ตรงนี้ก็เช่นกัน หากใครไปขออะไรแล้วคุณไปทำ คุณต้องรับผิดชอบการตัดสินใจตัวเอง 21 คนต้องคิดแบบนี้ ต้องดูความเจ็บปวดของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯเป็นตัวอย่าง ดังนั้น 21 คนจะมีความหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแม้จะมีการร้องขอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนเขียนว่าจะเขียนอย่างไร
                     
             ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายกฯเองก็ตั้งเสป็กและมีธงไว้ชัดเจนว่าจะทำอะไรจะต้องตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจะทำให้ กรธ.ขาดอิสระหรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ตรงนี้ตนไม่ทราบ แต่กลไกเหล่านี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทำความเห็นและรัฐธรรมนูญชั่วคราวเองก็เปิดโอกาสให้หลายองค์กรทำความเห็นไปได้ แต่ก็เป็นแค่ความเห็น อำนาจหน้าที่อยู่ที่ผู้เขียนและผู้ร่าง
            
             ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ประเด็นคือเขาไม่ใช่แค่มีอำนาจแต่เขามีอำนาจที่จะควบคุมทุกอย่างได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คนที่ตัดสินใจมาทำงานตรงนี้ก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและหากจะไปเขียนตามคนนั้นคนนี้สั่งก็ให้คนสั่งมาเขียนเองเลย ทั้งนี้เห็นว่าที่ผ่านมาอาจจะมีกระบวนการเจรจาต่อรองกันอยู่ คนที่เป็นคนร่างจะเป็นคนยืนยันข้อเท็จจริงได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายคนอนุมัติก็คือประชาชน เพราะหากไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทุกอย่างก็สูญเปล่าและไม่เป็นประโยชน์กับใคร
                 
             ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีประวัติศาสตร์การเมืองมาแล้วว่าประเทศไทยใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญกว่า 10 ปีแล้ว ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   ย้อนถามว่า แล้วตอนนี้มันยุคไหนแล้ว เราอยากจะกลับไป ยาวนานขนาดนั้นหรือเวลานี้มีแต่ทุกคนอยากให้ประเทศเดินหน้าแต่ประเทศถ้าจะเดินหน้าไม่ได้เดินอยู่ตัวคนเดียวจะต้องเดินไปกับสังคมโลก เราต้องรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตนไม่เชื่อว่าใครอยากจะย้อนกลับไปแบบนั้น
        
             “ผมคิดว่ายาก ที่จะเดินไปในเส้นทางแบบนั้น  เพราะดูได้จากสภาพสังคม บ้านเมืองจะต้องเดินหน้าอย่างสงบ ประชาชนต้องมีความหวัง ได้รับการตอบสนอง ถ้าเราเดินวนเวียนไปมาไม่จบสิ้น จะไม่ตอบโจทย์ใครเลย  แต่ผมไม่เชื่อและเชื่อความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ที่บอกว่าอยากให้ประเทศชาติเดินหน้า ประเทศสงบ ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของสังคม หากจะปฏิรูปพรรคการเมือง ควรทำ1. อนุญาตให้พรรคการเมืองไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกันตั้งแต่วันนี้  และ2. เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองประชุมทำกิจกรรมเพื่อปฏิรูปพรรคตัวเอง ห้ามทำกิจกรรมที่กระทบกับความมั่นคงจึงจะเรียกว่ามาช่วยกันปฏิรูปพรรคการเมืองเพื่อให้การเมืองเดินไปข้างหน้า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
       
             นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำไปก็ยังมีการลดทอนอำนาจป.ป.ช.ในเรื่องการไต่สวนข้อเท็จจริง ทำให้มีการแยกส่วนจนอาจส่งผลต่อระบบการไต่สวนที่ทำให้อาจถูกตัดตอนจนหาผู้บงการไม่ได้ และยังมีการเปิดโอกาสให้นักการเมืองทุจริต มีช่องทางต่อสู้ที่ยืดเยื้อมากขึ้น ทั้งนี้การจะเขียนกฎหมายต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย แต่ถ้าไปแยกกันก็จะทำให้ไม่มีประสทิธิภาพในการเอาคนผิดมาลงโทษ
 
 
สมบัติฟันธงเซ็ทซีโร่ไม่ได้ผล
 
 
             นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิษณุได้กล่าวถึงยุบพรรคการเมืองและให้สมัครใหม่ว่า ส่วนตัวเข้าใจว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่ นายวิษณุ ยกตัวอย่างขึ้นมา ไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ เนื่องจากต้องการยกตัวอย่างประกอบเพื่อตอบโต้โรดแม็พของนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด ซึ่งนายวิษณุบอกว่า หากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาให้ทุกพรรคไปจดทะเบียนหาสมาชิกกันใหม่ จะส่งผลให้การเลือกตั้งในระยะเวลา 2 เดือนนั้น ทำไม่ได้แน่นอน
 
             นายสมบัติ ยังกล่าวถึงแนวคิดเรื่องการยุบพรรคทั้งหมดแล้วให้จัดตั้งใหม่ จะช่วยลดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งว่า ปกติในทางการเมืองจะมีกฎหมายอนุญาตให้ตั้งการเมืองได้ แต่ส่วนเรื่องพรรคจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของแกนนำและสมาชิกของพรรคที่จะแสดงศักยภาพออกมาให้ประชาชนสนใจ เพื่อให้เกิดความศรัทธาสนับสนุนพรรค ซึ่งการที่เป็นพรรคเล็กนั้นก็เป็นผลมาจากตัวพรรคเอง หากประชาชนไม่เชื่อถือ จะบอกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ไม่ได้ ในเมื่อกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิของทุกพรรคเท่าๆกัน
 
             “ความเป็นธรรมทางกฎหมายคือ อนุญาตให้มีการจัดตั้งพรรคอย่างเท่าเทียม การที่พรรคใหญ่ๆมีฐานเสียงมาก่อน เพราะว่า เขาทำงานมาก่อน แล้วจะไปบอกว่า ทำให้เขาไม่ได้เปรียบได้อย่างไร ดังนั้นการสลายพรรคการเมืองเพื่อต้องการไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ จะกลายเป็นว่า พรรคใหญ่ๆไม่ได้รับความเป็นธรรมอีก” อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฎิรูปการเมือง กล่าวและย้ำว่า แนวคิดนี้จะทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก สูญเสียเวลามากขึ้น เพราะพรรคการเมืองเก่าจะต้องไปทำเรื่องจัดตั้งใหม่หาสมาชิกใหม่ แนวคิดนี้ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด ต่อให้ยุบพรรคใหญ่ๆ คนในพรรคก็ยังจะกลับมารวมกลุ่มภายใต้ชื่อพรรคใหม่อยู่ดี อย่างกรณีพรรคเพื่อไทยที่สมาชิกส่วนใหญ่มาจากพรรคพลังประชาชน เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อพรรค แต่สมาชิกไม่เปลี่ยน ดังนั้นการที่พรรคการเมืองนั้นจะมีฐานะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของพรรคเอง