ข่าว

พิชชา ธนาลงกรณ์เติม'แฟชั่น'คู่'ฟังก์ชัน'ให้ชุดชั้นใน

พิชชา ธนาลงกรณ์เติม'แฟชั่น'คู่'ฟังก์ชัน'ให้ชุดชั้นใน

23 ก.ย. 2558

พิชชา ธนาลงกรณ์เติม'แฟชั่น'คู่'ฟังก์ชัน'ให้ชุดชั้นใน : คมคิดธุรกิจนิวเจน กอบแก้ว แผนสท้าน....เรื่อง สมศักดิ์ เนตรทอง...ภาพ

             ในอดีต “ชุดชั้นใน” คืออาภรณ์ทำหน้าที่ปกปิดทรวดทรงองค์เอว ต่างจากปัจจุบันซึ่งบริบทหนึ่งของ “ชุดชั้นใน” ได้กลายเป็นแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรีไปแล้ว และถ้าจะกล่าวถึงธุรกิจชุดชั้นในในตลาดบ้านเรามีหลายยี่ห้อติดตลาดติดปากคนไทย และหนึ่งในนั้นก็มี “ซาบีน่า” แบรนด์ของคนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้ผลิตชุดชั้นในจำหน่ายแค่เพียงเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะแบรนด์ซาบีน่า เท่านั้น ทว่ายังมีอีกถึง 3 แบรนด์ ได้แก่ วิโอร่า ลองเจอเร, คริส คอลเลกชั่น และแมกกี้ เม ยิ่งในวันนี้ได้กำลังเสริมจากลูกสาวคนเล็ก “เม” พิชชา ธนาลงกรณ์ หอบเอาวิชาความรู้และประสบการณ์ด้านแฟชั่นดีไซน์และมาร์เก็ตติ้ง จากลอนดอน คอลเลจ ออฟ แฟชั่น ประเทศอังกฤษ เข้ามาช่วยเสริมทัพในด้านการออกแบบ เป็นการต่อยอดธุรกิจอีกหนึ่งช่องทาง ในฐานะเจเนอเรชั่นที่สอง...

             จากองค์ความรู้จากหลายๆ ช่องทาง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เจ้าตัวติดสอยห้อยตามบิดา วิโรจน์ ธนาลงกรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) มานั่งทำงานที่บริษัทตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ส่งผลให้ “เม” พิชชา ได้เห็นและค่อยๆ ซึมซับความเข้าใจถึงวิธีการทำงานจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนทางด้านการออกแบบ กระทั่งเดินหน้าหาความรู้จากสถาบันที่สอนด้านนี้มาโดยตรง รวมถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการฝึกงานกับมืออาชีพในวงการแฟชั่นระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Collaboration Project กับ John Lewis รวมถึงการได้มีโอกาสฝึกงานด้านมาร์เก็ตติ้งกับ Nicholas Krikwood และล่าสุดยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Vivienne Westwood ในฐานะ Styling Assistant เมื่อถูกเชื่อมโยงกับการปลูกฝังจากพ่อว่า ในฐานะผู้ที่จะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว จำเป็นต้องเรียนรู้งานทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตหรือการตลาด  แน่นอนว่าเหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมให้ พิชชา ธนาลงกรณ์ กลายเป็นสาวมั่น กล้าที่จะลอง กล้าที่จะเสี่ยง อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นว่า การทำแฟชั่นไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา นี่เองคือแบ็กอัพชั้นเยี่ยมให้เธอนำเอามาใช้ในงานที่ต้องรับผิดชอบในตำแหน่ง “แบรนด์เมเนเจอร์” แม้เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานอย่างเต็มตัวได้เพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น

             ความที่ซาบีน่ามีพร้อมทั้งไลน์การผลิตและจัดจำหน่าย จึงถือเป็นโรงเรียนสั่งสมประสบการณ์ให้แก่เมได้เรียนรู้ระบบต่างๆ ที่ซับซ้อน เริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเย็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า โชคดีที่มีทีมงานที่ดีและรู้ระบบที่จำเป็นในการช่วยเสริมให้งานที่ตัวเองรับผิดชอบให้ราบรื่นและไปในทิศทางที่ถูกต้อง

             "หน้าที่ของแบรนด์เมเนเจอร์ก็คือ ทำหน้าที่วางแผน ดูคอนเซ็ปต์ของสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ แต่ด้วยความที่จบมาทางด้านดีไซน์เลยจับงานที่ลงลึกกว่านั้น โดยรวมไปถึงตั้งแต่การให้แรงบันดาลใจแก่พี่ๆ นักออกแบบ ดูวัตถุดิบ ดูสี ดูตั้งแต่ต้นจนจบ ยอมรับว่าตอนนี้ก็ยังต้องเรียนรู้ระบบทั้งหมดของซาบีน่าว่ามีแผนงานใดบ้างที่สามารถต่อยอดและช่วยแนะนำได้นอกเหนือจากงานด้านการออกแบบที่ถนัด" “เม” พิชชา กล่าว

             แม้ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อต้องเข้ามาเพื่อรับไม้ต่อ (ว่าที่) ผู้บริหารวัยเพียง 23 ปี เปิดเผยว่า เลือกนำเอากลยุทธ์การตลาดแบบเดิมของรุ่นพ่อ ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ซาบีน่ายืนหยัดมาได้นานถึง 43 ปี มาผสมผสานกับของตัวเอง นั่นคือ ยังคงเน้นตอบโจทย์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มในราคาที่จับต้องได้ โดยใช้แฟชั่นและสื่อที่มีอยู่หลากหลายช่องทางเป็นตัวช่วย เพื่อยกระดับแบรนด์ให้เข้าสู่ตลาดบนมากขึ้น

             ในฐานะแบรนด์เมเนเจอร์ พิชชา ธนาลงกรณ์ แสดงความมั่นใจว่า บริษัทจะยังยืนหยัดในความเป็นผู้นำในตลาดชุดชั้นในได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมานั้นมุ่งเน้นให้ตอบโจทย์ได้ทุกระดับในราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และจากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันสาวไทยให้ความสำคัญกับการแต่งตัวและรู้จักเทรนด์ของกระแสแฟชั่นโลกมากขึ้น มีความกล้าซื้อมากขึ้นหากสินค้าคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายในราคาสูง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าชุดชั้นในไม่สำคัญ เพราะคนไม่ได้เห็น ไม่ใช่ทุกคนจะได้เห็น ต่างจากเสื้อผ้าแพงๆ ใส่แล้วเห็นว่าคนใส่ดูดีดูสวย แต่ก็ยังมีผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญกับชุดชั้นในพอๆ หรืออาจจะมากกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ภายนอก เพราะจะรู้สึกเหมือนอารมณ์คอนฟิเดนท์ เป็นอารมณ์อินเนอร์บิวตี้ รู้สึกมั่นใจว่าตัวเองใส่แล้วดูดี...เชื่อว่ายังมีผู้หญิงที่คิดเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ซาบีน่าจึงได้กำหนดเป้าหมายการตลาดเอาไว้ 2 ระยะด้วยกัน ภายใต้หลักการ “แฟชั่นควบคู่ฟังก์ชัน”

             "ในระยะสั้น วางเอาไว้ว่า อยากเปิดตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 19-25 ปี โดยนำสิ่งที่ตัวเองเรียนทางด้านดีไซน์ควบคู่กับด้านมาร์เก็ตติ้งมาใช้ เพราะฉะนั้นในส่วนของโปรดักชั่นทั้งหมด จึงสามารถช่วยดูและแนะนำเทรนด์ที่ตัวเองเคยพบหรือรู้เทรนด์อะไรกำลังมา แนะนำกับทางทีม รวมถึงในด้านมาร์เก็ตติ้งเมจะช่วยทางทีมดูทางด้านการตลาดที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เมสเสจที่บริษัทต้องการสื่อชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งในความจริงนั้น ซาบีน่ามีตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่เคยโปรโมทในจุดดังกล่าว จึงตั้งใจว่า นับจากนี้จะโปรโมทให้มากขึ้น หรือจะเรียกว่า การรีแบรนดิ้งก็ได้ เช่น ซัพแบรนด์อย่าง “วิโอร่า ลองเจอเร” ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ของบริษัทที่พรีเมียมเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว โดยสไตล์ของแบรนด์นี้จะมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังคงสวมใส่สบายในแบบฉบับมาตรฐานของซาบีน่า อย่างคอลเลกชั่นล่าสุดของ “วิโอร่า ลองเจอเร” คอลเลกชั่นแมนฮัตตัน ซึ่่งถือว่าเป็นผลงานชิ้นแรกที่ตัวเองมีส่วนช่วยเข้ามาดูแลในฐานะแบรนด์เมเนเจอร์มากขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นผู้ให้แรงบันดาลใจที่มีความหลงใหลย่านต่างๆ ที่สำคัญของแมนฮัตตัน

             จำลองทั้ง 4 ย่าน อย่าง มิดทาวน์, อัปเปอร์ อีสต์ ไซด์, โซโฮ และฮาร์เลม มาในรูปแบบของชุดชั้นในที่เป็นมากกว่าชุดชั้นใน ที่จะพาสาวๆ เสมือนเดินสนุกอยู่บนถนนฟิฟธ์ อเวนิว ในแบบฉบับสาวแมนฮัตตัน ที่คล่องแคล่ว ปราดเปรียว และทันสมัย โดยดีไซน์และคอนเซ็ปต์ของคอลเลกชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากความหลากหลายของไลฟ์สไตล์การแต่งตัวของสาวในย่านต่างๆ ของแมนฮัตตัน ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ของสาวที่มีความมั่นใจและมีความเป็นตัวเองสูง จุดเด่นอยู่ที่เส้นสายด้านหลังของชุดชั้นในที่อินสไปร์ให้สาวๆ ได้สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ชุดชั้นในกับชุดประจำวันได้อย่างลงตัว และที่สำคัญถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้

             นอกเหนือจากการต่อยอดทางการตลอดด้วยงานดีไซน์แล้ว “ทายาทสาวของซาบีน่า” ยังเผยถึงแผนการขยายตลาดในก้าวต่อไป ด้วยการขยายตัวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่แล้ว 14 ประเทศให้กว้างมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการใช้สื่อออนไลน์ และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากขึ้น

             ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น หลังจากบริษัทเปิดตลาดไปแล้ว 14 ประเทศทั้งโลก ทั้งในแถบอาเซียน 9 ประเทศ และในแถบตะวันออกกลางอีก 6 ประเทศ อาทิ ดูไบ อินเดีย รวมไปถึงประเทศรัสเซียด้วย ซึ่งมีทั้งแบบแต่งตั้งบริษัทลูกเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างที่ประเทศเวียดนาม หรือบริษัทร่วมทุนอย่างที่ฟิลิปปินส์ ในอนาคตอันใกล้นี้ก็มีประเทศจีนเป็นตลาดต่อไป ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาตลาด นอกจากนี้เพื่อให้แบรนด์ซาบีน่าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงเร่งพัฒนาช่องทางการจำหน่าย โดยเฉพาะการขายออนไลน์ด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์ และพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซให้มีความสะดวกสบายใช้คล่องมากขึ้นด้วย รวมถึงการพยายามจัดกิจกรรมต่างๆ จัดโปรโมชั่นในเว็บไซต์โดยเน้นสินค้าออกใหม่เพื่อให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น เพราะอยากให้ลูกค้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ว่า “ซาบีน่า” ไม่แค่เพียงเป็นแบรนด์ชุดชั้นในสำหรับสาวๆ อย่างเดียว แต่เรามีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มทุกวัยและราคาสามารถจับต้องได้ทุกคน และที่สุดคือ อยากให้คนไทยภาคภูมิใจว่า แบรนด์ซาบีน่า เป็นแบรนด์ไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ยังคงสร้างสรรค์และออกแบบชุดชั้นในสตรีที่สอดคล้องกับนทุกกลุ่มและทุกวัย ไม่เพียงเท่านั้น ปรัชญาและแนวคิดของคุณพ่อจะยังคงซึมซับต่อรุ่นสู่รุ่น และตัวเองจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันบริษัทเองก็ยังมีอีกหนึ่งแผนการตลาดที่มีส่วนสำคัญในการต่อยอดให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ โซเชียลมีเดียบริษัทก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้ เราเริ่มที่จะสร้างอินสตาแกรม หรือเฟซบุ๊ก รับคำติชม หรือข้อสงสัยต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มและนำจุดด้อยหรือคำติชมมาปรับใช้ให้ผลิตภัณฑ์ของซาบีน่าดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

             เป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องเข้ามาทำงานกับเจนฯ แรก อาจจะมีบ้างที่ความคิดและมุมมองไม่ได้ไปในแนวทางเดียวกัน ตรงนี้ทายาทนักธุรกิจชุดชั้นในเล่าว่า เรียนรู้จากแนวทางที่คุณพ่อได้สอนไว้ตั้งแต่แรกที่เข้ามาทำงานในบริษัท โดยเฉพาะเรื่องการให้เกียรติกัน และการไว้ใจซึ่งกันและกัน

             "อาจจะดูแปลกๆ ไปบ้างที่เราเองอายุเพิ่ง 20 ปีนิดๆ แต่ต้องมีลูกน้อง (จริงๆ แล้วไม่อยากใช้คำนี้ แต่ขอเรียกว่าทีมงานดูจะเหมาะกว่า อายุมากกว่าและมีประสบการณ์มากกว่า) ซึ่งจุดนี้คุณพ่อได้ให้แนวทางไว้เมื่อตอนที่เริ่มเข้ามาทำงานใหม่ๆ ว่า ควรไว้ใจลูกน้องบ้าง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เราต้องทำงานเองทุกอย่างคนเดียว ไว้ใจในที่นี้หมายถึง การแบ่งสัดส่วนงานอย่างชัดเจนสำหรับคนที่ประสานงานกับเรา รู้ว่าหน้าที่ที่ต้องทำของเราคืออะไร และให้เกียรติเพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะตัวเองไม่เคยมองว่าเราคือเจ้าของบริษัท แต่ถือว่าตัวเองก็เป็นพนักงานในบริษัทเหมือนกัน รวมถึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะจะทำให้องค์กรเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน สำหรับในมุมของตัวเองมองว่า อุปสรรคมีไว้ให้แก้ไข และพร้อมจะเรียนรู้ถ้าเกิดปัญหา เพราะไม่มีใครที่จะไม่เจอปัญหาไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรก็ตาม เราต้องเตรียมตัวรับภาวะกดดันที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด อีกอย่างเชื่อว่ากำลังใจของครอบครัวและเพื่อนร่วมงานดีมีส่วนช่วยให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายได้ด้วยตัวของมัน แต่หากจะพูดว่าไม่รู้สึกกดดันเลยก็คงไม่ใช่ แต่เป็นความกดดันที่เกิดจากตัวเองมากกว่า เพราะด้วยความที่ตัวเองตั้งใจไว้สูงมาก อยากทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ เราอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานที่อยู่มานาน นี่คือสิ่งที่เรากดดันตัวเองว่ากลัวทำได้ไม่ดี" พิชชาเผยความรู้สึกส่วนตัว