
เอาผลงานเป็นตัวตั้ง
เอาผลงานเป็นตัวตั้ง : บรรณาธิการประจำวันที่23ก.ย.2558
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บัญชาการ หรือระดับบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จบสิ้นลงโดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีการเปิดตำแหน่งเพื่อรองรับนายตำรวจอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งจากการเยียวยาตามคำพิพากษาของศาล และอีกตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) เฉพาะตัวของนายตำรวจใหญ่ที่ีอ้างอิงว่ามีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งในทุกตำแหน่งนั้นนายตำรวจที่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นหรือการสับเปลี่ยนหมุนเวียนล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น เรียกได้ว่ามีการแบ่งเค้กกันลงตัวระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ ก็คงไม่มีอะไรแปลกใจเพราะที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือจากการยึดอำนาจก็ถือหลักเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งข้ามห้วยด้วยเช่น รองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 อย่าง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ เมื่อพลาดหวังจากเก้าอี้ผู้นำตำรวจก็ดูเหมือนจะได้รับการปลอบใจหลังจากมีข่าวว่าจะมานั่งเก้าอี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่างอยู่ก่อนเกษียณอายุราชการในปีหน้า จึงไม่แปลกใจว่าการแต่งตั้งทุกครั้งขององค์กรตำรวจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
ประเด็นการแบ่งผลประโยชน์จึงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว ในเมื่อองค์กรนี้มีนายตำรวจหลายคนอยากครอบครองเก้าอี้สำคัญหรือมีอำนาจในพื้นที่ผลประโยชน์ก็ย่อมมีการวิ่งหาศูนย์อำนาจเป็นธรรมดา เมื่อทุกฝ่ายยอมรับเงื่อนไขแบบนี้ก็คงไม่มีผลอะไรที่ตำรวจไม่มีเส้น ไม่มีเงินจะต้องอดทนต่อไป แต่สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือ เมื่อแบ่งเค้กกันแล้วก็ต้องทำให้ก้อนเค้กนั้นมีคุณค่าที่สุด นั่นหมายถึงผลงานที่จะออกมาว่า ความจริงแล้วมาเพื่อทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน มากกว่า การแสวงหาผลประโยชน์บนตำแหน่งหน้าที่ การควบคุมความสงบในบ้านเมือง การทำให้กฎหมายมีความเท่าเทียมกัน การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ถือเป็นหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จะสะท้อนออกมาจากผลงาน การยอมรับของประชาชนต่อการทำงานของตำรวจจะเป็นอย่างไร นั่นคือ ส่วนสำคัญต่อการโยกย้ายอย่างแท้จริง การยอมรับเชื่อถือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่จะเป็นตัววัดถึงความสำเร็จ มีส่วนสำคัญกับการบริการราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยตรง
นอกเหนือจากระดับรองผบ.ตร.-ผบช. แล้วยังเหลือบัญชีแต่งตั้งระดับผู้บังคับการ จนถึงสารวัตร ที่ถือว่าเป็นหัวใจของความสำเร็จและใกล้ชิดอยู่กับประชาชน ทุกข์สุข ความสงบของบ้านเมืองก็อยู่ในมือของนายตำรวจระดับนี้ เรียกว่า ผู้ปฏิบัติจริง ส่วน รองผบ.ตร. และผู้บัญชาการ นั่นเป็นเรื่องของนโยบายมากกว่า นับแต่นี้ไปบ้านเมืองจะมีแรงกระทบจากมุมการเมืองขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนตำรวจคือกลไกสำคัญในการทำให้บ้านเมืองสงบ ปกป้องกฎหมาย รักษากติกาสังคม การแต่งตั้งใครมานั่งเก้าอี้สำคัญๆ แล้วทำงานไม่ได้ ไม่ว่าในหน้าที่หลักคือ ตัวเลขอาชญากรรม และมุมของการรักษาความสงบให้ฝ่ายการเมือง จะสะท้อนถึงเค้กก้อนนี้ที่ความไม่สำเร็จ ซึ่งหากเกิดขึ้นผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้ง ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีลงมาถึงผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องรับผิดชอบ หรือหากไม่สามารถควบคุมความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันได้ ก็ไม่ต้องไปลงโทษใครเพราะทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์จากการเอาคนของตัวเองมานั่งเก้าอี้สำคัญของสตช. หากมีเหตุการณ์แบบราชประสงค์รอบ 2 หรือการชุมนุมทางการเมืองที่ส่อเค้าความรุนแรง ผู้มีอำนาจจะไปโทษตำรวจหรือลงโทษเฉพาะใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะนี่คือ ผลพวงจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่เลือกคนใกล้ชิดเป็นตัวตั้ง



