
สปท.ข้าราชการ
สปท.ข้าราชการ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
ก่อนหน้านี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงการหาคนมาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มีได้ไม่เกิน 200 คน ว่า “เท่าที่รออยู่บนท่า และจะยัดเยียดลงเรือให้ได้ ก็มีกว่า 20,000 คนแล้ว"
เห็นตัวเลขแล้ว ก็ต้องบอกว่ามีผู้อยากเป็น สปท. จำนวนเยอะมาก ตอนนี้ก็มีคนให้คัดเลือกมากถึงร้อยเท่าตัวของจำนวนเก้าอี้แล้ว ซึ่งคงมีทั้งพวกอยากทำงานจริงๆ และพวกไม่อยากทำงานแต่อยากมีตำแหน่งการเมืองไว้ประดับบารมี จึงมีกระแสข่าวการวิ่งเต้นล็อบบี้กันมาก ดังนั้นก็ต้องมีการกลั่นกรองรายชื่อ-คุณสมบัติกันให้ดี
สำหรับ “สเปก” ของคนที่จะมาเป็นสปท. มีกระแสข่าวว่าแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ 1.กลุ่มอดีต สปช. ทั้งรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประมาณ 60-70 คน 2.กลุ่มอดีตข้าราชการ 20 คน 3.กลุ่มข้าราชการประจำ 20 คน 4.กลุ่มข้าราชการทหาร-ตำรวจ 60 คน 5.กลุ่มนักกฎหมาย 10 คน 6.กลุ่มนักวิชาการ 10 คน 7.กลุ่มนักธุรกิจ 10 คน ส่วนเก้าอี้ที่เหลือเป็นโควตาสำหรับกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง
แต่ตอนนี้ทางพรรคเพื่อไทย ก็ได้ปฏิเสธ ไม่ขอเข้าร่วมสังฆกรรมด้วย โดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถส่งบุคลากรหรือนักการเมืองของพรรคเข้าร่วมได้ ในฐานะพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นและเติบโตมาตามกระบวนการ และหากสมาชิกคนใดจะเข้าร่วมเป็น สปท. ก็ควรลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย
ส่วนทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่า ได้มีการส่งรายชื่อตัวแทนของพรรคไปแล้ว 2 คน เพื่อเข้าเป็น สปท.
ซึ่งท่าทีของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ เข้าใจได้ไม่ยาก หากมองที่ไปความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
แต่ที่ไม่ค่อยเข้าใจ ก็คือว่า ทำไมสมาชิก สปท. ต้องมีข้าราชการจำนวนมาก เพราะหากดูจากสัดส่วน กลุ่มข้าราชการทหาร-ตำรวจ 60 คน, กลุ่มข้าราชการประจำและอดีตข้าราชการอย่างละ 20 คน ก็ปาเข้าไปถึง 100 คน ครึ่งหนึ่งของ สปท.เข้าไปแล้ว นี่ยังไม่รวมกลุ่มอดีต สปช.ที่มีทั้งทหารและตำรวจ ล่าสุดก็มีข่าวว่า ‘ท็อปบู๊ท’ พรึ่บแห่นั่งเก้าอี้ 'สปท.'
เพราะว่าการปฏิรูปประเทศนั้น หากมี “ข้าราชการ” มากไป การ “ปฏิรูป” จะเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากข้าราชการส่วนมากจะเป็น “อนุรักษ์นิยม" และมักจะทำตาม “ใบสั่ง” เท่านั้น ดังนั้น ควรลดจำนวนข้าราชการและอดีตข้าราชการลง แล้วเพิ่มนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชนเข้าไปแทน คนเหล่านี้น่าจะไปช่วย “ระดมสมอง” ในการปฏิรูปประเทศได้มากกว่า
แม้ว่าหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือ การดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากสิ่งที่ สปช.ทำไว้ โดยเลือกเอาบางเรื่องมาดำเนินการ เช่น หยิบวาระปฏิรูป 37 วาระกับวาระพัฒนา 5 วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เอามาศึกษา จัดลำดับความเร่งด่วน รวมทั้งนำเอาข้อเสนอปฏิรูปประเทศ 11 ด้านของ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มาพิจารณาว่าอะไรที่ควรดำเนินการเพราะต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการทำงานด้วย
แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยังมีหน้าที่คิดเรื่องใหม่ๆ ไม่ใช่เอาแต่นั่ง “รับลูก” อย่างเดียว โดยผลงานของ สปท. จะส่งต่อไปสู่รัฐบาลใหม่ โดยรัฐบาลมีหน้าที่นำแผนงาน แผนงบประมาณ ไปทำให้เกิดการปฏิรูปให้ได้
นับจากนี้ ยังพอมีเวลาอยู่บ้างในการทบทวนรายชื่อสมาชิก สปท. ให้รอบคอบ ดีกว่าประกาศออกมาแล้ว คนเห็นชื่อก็ร้อง “ยี้” กันทั่วหน้า



