ข่าว

บทเรียนน้ำท่วม

บทเรียนน้ำท่วม

22 ก.ย. 2558

บทเรียนน้ำท่วม : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 22 กันยายน 2558

            น้ำท่วมฉับพลันที่ พัทยา จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากอิทธิพลของพายุหว่ามก๋อ นอกจากจะทิ้งร่องรอยความเสียหายและความลำบากยากเข็ญเอาไว้ให้ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากแล้ว น้ำท่วมครั้งนี้ยังอาจถือเป็นปรากฏการณ์ที่ส่อแสดงถึงความไม่ปกติทางธรรมชาติที่นับวันจะยิ่งเลวร้ายลงเป็นลำดับ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น เกษตรกรทั้งหลายล้วนอยากให้ฝนตกเพื่อบรรเทาความแห้งแล้งที่วิกฤติติดต่อกันมาหลายเดือน แต่ดูเหมือนธรรมชาติเลือกที่จะลงโทษแทน เพราะแทนที่จะบรรเทาความเดือดร้อนกลับกระหน่ำซ้ำเติม นั่นจึงเป็นบทเรียนที่จะต้องสำรวจตรวจตรากันต่อไปว่า สาเหตุที่แท้จริงแล้วมาจากระบบผังเมืองของพัทยาที่เป็นปัญหา และคูคลองในระยองตื้นเขินขาดการดูแลเอาใจใส่ ปล่อยทิ้งไว้จนรกเรื้อไม่เอื้อประโยชน์ต่อการระบายน้ำใช่หรือไม่ และจะแก้ไขกันต่อไปอย่างไร

            ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาติดต่อกันหลายวันในภาคตะวันออก กลับไม่ได้ส่งผลดีจนถึงระดับนับเป็นนัยสำคัญสำหรับการกักเก็บน้ำต้นทุน แม้ว่าภาพที่ปรากฏออกมาจะเห็นน้ำบ่าท้นทะลักมากมายมหาศาล และปริมาณน้ำในเขื่อนประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ที่มีมากถึง 290 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่าง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 109 ของความจุอ่างก็ถือได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งแรกที่น้ำฝนเติมเต็ม แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศ ระดับน้ำยังคงอยู่ที่ร้อยละ 53 เท่านั้นซึ่งถือว่ายังไม่พ้นวิกฤติ ขณะที่ฤดูฝนกำลังจะสิ้นสุดลงในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งนี่ก็นับเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่หลายฝ่ายได้แจ้งเตือนกันมาแล้วหลายครั้งว่า ภัยแล้งจะกินระยะเวลายาวนานต่อไปอีก 2-3 ปี

            อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาซ้ำซากยากจะแก้ไขไปเสียแล้ว เพราะระบบนิเวศทั้งป่าไม้ คูคลองหนองบึง ทั้งระบบถูกรุกทำลายเสียหายไปเป็นจำนวนมาก จนยากจะเรียกคืนในเวลาอันรวดเร็ว หรือร้ายแรงสุดก็คือไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีก กรณีเช่นนี้นอกจากเรื่องการบริหารจัดการน้ำซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละฤดูกาล แต่ต้นตอของปัญหาคือการตัดไม้ทำลายป่า และแผ้วถางทำลายต้นน้ำลำธารนั้น จำเป็นต้องพิจารณาทบทวนนโยบาย และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้เสียใหม่ดังที่เห็นกันว่า ที่ผ่านมา การบริหารจัดการโดยอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือประกาศเขตป่าสงวนและเขตอุทยานต่างๆ นั้น สามารถบรรเทาเบาบางการบุกรุกทำลายได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาไปพร้อมกันว่า ถ้าหากจะคิดนอกกรอบยุติหรือลดบทบาทของภาครัฐลง และให้ชุมชนเข้ามามีสิทธิมีส่วนในการบริหารจัดการให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ทุกฝ่ายพึงพิจารณาถกเถียง

            ทุกวันนี้ชุมชนหลายแห่งได้รับบทเรียนร่วมกันมาหลายทศวรรษแล้วว่า การทำลายทรัพยากรธรรมชาตินั้น ที่สุดแล้วก็จะนำมาซึ่งภัยพิบัติและความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและอาชีพ ดังเช่นที่ได้เกิดป่าชุมชนขึ้นในหลายพื้นที่โดยชาวบ้านสามารถใช้สอยประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่พวกเขาเรียนรู้ร่วมแรงร่วมใจกันเรียกกลับคืนมาและทุ่มเทไปเพื่อการอนุรักษ์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ภาครัฐเข้าไปขีดเส้นเป็นเขตป่าสงวนหรืออุทยาน ที่จะเป็นการกำจัดสิทธิอันพึงมีของพวกเขาทันที ปัญหาภัยธรรมชาติในแต่ละปีนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ลำพังนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลขณะนี้ เห็นจะไม่เพียงพอ เพราะที่สุดแล้วการดูแลรักษาควรเป็นหน้าที่ของชาวบ้าน เจ้าของพื้นที่มากกว่า นี่คืออีกโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาเพื่อให้แนวทางการรักษาสภาพแวดล้อมของชาติดำเนินไปอย่างถูกต้อง สามารถยับยั้งภัยพิบัติและคืนความสมบูรณ์ให้ทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างแท้จริง