
บิ๊กตู่ถามไม่อายเขาหรือป่วนที่ยูเอ็น
บิ๊กตู่ถามไม่อายเขาหรือป่วนที่ยูเอ็น สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศอื่นทำไม ส่วนกลุ่มปชต.ใหม่เคลื่อนไหวเป็นการทำซ้ำไม่กลัวก็ตามใจ
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21ก.ย.2558 เมื่อเวลา 14.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ถึงกระแสข่าวที่จะมีมวลชนไปรวมตัวต่อต้าน ในระหว่างเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า “เขามีการดูแล ไม่ต้องกลัว เป็นการประชุมระดับโลก ผมก็คนตัวเล็กคนหนึ่ง ประเทศไทยก็ไม่ใช่ใหญ่โต ผมไปทุกครั้งก็ไม่เห็นเขาถาม เป็นเวทีอย่างนี้ เขาไม่พูดเรื่องพวกนี้หรอก เขาพูดแต่ประเด็นว่าจะพูดเรื่องอะไร เรื่องความยากจน การพัฒนาอย่างยั่งยืน สามเสาหลักยูเอ็นว่าอย่างไร 15 ปีข้างหน้า เขาพูดอย่างนี้”
เมื่อถามถึงกลุ่มคนที่จะมาประท้วงกันนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ประท้วงที่ไหนล่ะ เขามาประท้วงใกล้ๆผมอย่างนี้หรือเปล่า ก็ไม่ได้ อยู่นู้น”
เมื่อถามว่า อาจจะมีกลุ่มคนที่สนับสนุนนายกฯมาด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า“ก็อยู่โน้นเหมือนกัน ผมไม่กังวลกับตัวผมเอง แต่ผมอายเขา ถ้าพูดถึงสิ่งที่ดีก็ดี แต่ถ้าคนพูดบิดเบือน ผมอายคนเหล่านี้ มันก็มีคนอยู่สองพวกรู้อยู่แล้วนี่” เมื่อถามว่าจะทำให้เสียสมาธิหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า“ไม่เสีย สมาธิผมดีอยู่แล้ว มันก็ด่าผมทุกวันอยู่ ทำไมจะต้องเสีย ถ้าเสียผมเสียไปนานแล้ว”
เมื่อถามต่อว่าถ้าหากทั้งสองกลุ่มมีการปะทะกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า“จะไปรู้ไหมล่ะ ผมจะไปทำอะไรได้ ผมก็ห้ามอยู่แล้วนี่ สนับสนุนก็สนับสนุน แต่ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่มีอยู่ จะไปทำความเดือดร้อนให้ประเทศอื่นเขาทำไม แล้วคนเขามาตั้งกี่ประเทศ ไม่อายเขาหรืออย่างไร ประเทศของเราก็ประเทศของเราสิ ท่านจะทะเลาะกับผม มาทะเลาะในประเทศนี่ อย่าไปทะเลาะที่อื่น อายคนเขา คนรักผมก็ต้องระมัดระวังตัวเอง มันไม่ใช่กฏหมายเรา อย่างไรก็ตาม ก็ขอบคุณนะ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่หวังดี จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น คิดเอาละกันว่าจะให้น้ำหนักกับใคร”
กลุ่มปชต.ใหม่เคลื่อนไหวซ้ำไม่กลัวก็ตามใจ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่จัดกิจกรรมรำลึก 9 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า“ช่างเขาเถอะ เขาจะออกมาก็ออกมาถ้าผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ ก็มีความผิดไปเรื่อยๆ ถ้าผิดหนักมากเมื่อไหร่ก็ผิดต่างกรรมต่างวาระ ถ้าไม่กลัวก็ตามใจ”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “ผมพยายามระมัดระวังอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งเจตนาของเขาจะให้เราบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ก็อย่าไปสนับสนุนเขาสิ ผมได้แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่แล้วว่าต้องอดทนและระมัดระวัง ซึ่งมันอยู่ที่เจตนา หากเขาเจตนาดี ก็ต้องเตรียมไปเลือกตั้งคราวหน้า แล้วเมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลหน้าทำไม่ดีไม่งามก็ไปว่ากันตรงโน้น”
“วันนี้เผอิญว่าผมกำลังจัดระเบียบอยู่ แล้วจะมาอะไรกับผมตอนนี้ แล้วตอนนั้นไปไหนกันมา ตอนที่มันมีปัญหาก่อน 22 พฤษภาคม 2557 พวกนี้เขาอยู่ที่ไหน วันนี้ผมคิดว่าคนทั้งประเทศเขาดูอยู่นะก็เสียดายอนาคตเด็กๆ เรียนหนังสือจบบ้างไม่จบบ้าง พ่อแม่ก็เป็นทุกข์ ผมก็เป็นทุกข์ยิ่งกว่าเขา ถ้าเขาไม่รู้ตัวเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”นายกฯ กล่าว
พิจารณากรธ.หลังกลับจากยูเอ็น
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า การประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช.วันพรุ่งนี้ (22 ก.ย.) จะยังไม่ได้รายชื่อประธานกรธ.แต่อย่างใด โดยยังไม่มีใครกลับมารายงานรายชื่อที่สรรหาไว้กับตน และตนได้บอกไว้แล้วว่าหลังจากกลับจากการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ(UNGA)ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมีการลงนามคำสั่งแต่งตั้ง โดยระหว่างนี้จะเป็นช่วงของการหารือเพื่อหาคนที่เหมาะสม และคำว่าเหมาะสมนั้นไม่ได้เหมาะสมเพื่อตน แต่เหมาะสมว่าจะทำอย่างไรให้สถานการณ์เดินไปข้างหน้าได้โดยที่ไม่มีอุปสรรคและข้อติดขัดสร้างความเข้าใจ ประเด็นสำคัญคือประชาชนต้องเข้าใจว่าประเทศไทยจะไปกันอย่างไร ถ้าในวันหน้าเราไม่เข้าใจแล้วละเลยก็จะเกิดความขัดแย้งกันอย่างสูงอยู่มันก็ไปกันไม่ได้ และตนไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะทำให้ทุกอย่างยุติด้วยเวลาอันรวดเร็ว ต้องอยู่ที่พวกเราทุกคน
นายกฯ กล่าวต่อว่า "ต้องปล่อยให้เขาทำงาน ใครจะทำก็คนไทยทั้งนั้น ผมจะเลือกใครก็มีให้เลือกเยอะถ้าให้เลือกได้ก็ 70 ล้านคน คนที่เข้ามาแล้วที่เหลือไม่ให้เข้าก็ต้องส่งข้อมูลให้คนที่เข้ามา แต่ถ้าไม่เข้ามาแล้วมาบอกว่าไม่เข้าแล้วไปต่อต้านมันได้หรือมไม่ พวกนี้มันเหมือนกับมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำมันไม่ได้ โดยได้มีช่องทางให้เข้าไว้แล้วว่าให้เข้ามาก็ไม่เข้าให้ส่งข้อความมาก็ไม่ส่ง แต่มาคอยจับว่าไอ้นี่มันผิด ไอ้นี่มันถูกตรงใจหรือไม่ตรงใจแล้วประเทศนี้มันเป็นของใคร ไม่ใช่ของประชาชนเหรอ หรือว่าเป็นของคนพวกนี้ที่คอยต้าน คอยไอ้นี่ไอ้โน่นตลอดเวลา"
เมื่อถามว่าถึงกระแสสนับสนุนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกคสช.และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีในการเข้ามานั่งเป็นประธานกรธ. นายกฯ กล่าวว่า “ก็พิจารณาทั้งหมด โดยเอาชื่อมาใส่รวมๆ ไว้แล้วหารือกันว่าใครจะเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด แล้วก็ต้องคุยกับท่านดู ทั้งนี้ในระหว่างที่ผมไม่อยู่ก็คงจะมีการพูดคุยกัน"
สั่งทุกกระทรวงศึกษาพิมพ์เขียวปฏิรูปสปช.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธานประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 5 โดยภายหลังการประชุมพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้พบกับข้าราชการผู้เกษียณอายุ ตามวาระ 60 ปี จำนวน 18 คน ที่ทำงานร่วมกันมา รวมถึงข้าราชการที่เป็นรัฐมนตรี 3 คน ที่ได้ลาออกก่อนเกษียณ ตามที่ตนขอร้องไว้ โดยทั้งหมดยินดี เพื่อที่จะได้เอารุ่นน้องขึ้นมา หลายๆคนช่วยกันทำงาน และก่อนวันที่ 31 ก.ย.จึงถือโอกาสขอบคุณทุกคนที่ร่วมทำงาน ช่วยกันมาตลอด ไม่มีอะไรที่ขัดข้องหมองใจ ต่างคนต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการทำงานในห้วงใหม่ สั่งให้คนที่อยู่เตรียมความพร้อมว่าจะทำกันอะไรต่อไปหลังวันที่ 1 ต.ค.สิ่งที่ย้ำคือการบูรณาการร่วมกันทุกกระทรวงเหมือนเดิม และย้ำนำกิจการที่สำคัญมาหารือ และใช้จ่ายงบประมาณให้คุ้มค่า งบประมาณปี 59 ทุกกระทรวงต้องวางแผนงานให้สอดคล้องตามไตรมาส เพื่อนำเงินออกมาใช้จ่ายให้ได้ ที่ผ่านมาอาจจะติดปัญหาอยู่บ้าง ในกรณีที่หากมีการปรับงบประมาณในเชิงบูรณการ ก็ให้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ วันนี้ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าจะได้เร็วขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการปฏิรูปให้ทุกกระทรวงนำแผนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ทำไว้แล้วมาศึกษารายละเอียด แล้วเรียงลำดับเรื่องมาว่า จะทำอะไรก่อน อะไรหลัง อะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง เสร็จแล้วส่งให้ตนในฐานะนายกฯและรัฐบาล และส่งให้สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ(สปท.)ด้วย เพื่อให้นำไปดูด้วยจะได้ปรับให้ตกผลึก ระหว่างนี้อะไรที่ทำได้ก็ทำเลย ถ้าไม่ต้องใช้กฎหมาย แต่ถ้าจะใช้กฎหมายส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ให้เขาทำกฎหมายมา โดยแผนที่กระทรวงทำมา ต้องมี 3 ส่วนคือ ทำได้เลย, รอกฎหมายและทำหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่มีโครงสร้างใหญ่โต อะไรที่เร่ิมต้นได้ตอนนี้ ตนจะทำเลย เพราะต้องการสร้างความเข้าใจให้ได้ว่าปฏิรูปจะทำอย่างไร การบริหารราชการแผ่นดินจะทำอย่างไร ควบคู่ไปกับการปฏิรูปไปด้วยในระยะที่ 1
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรามียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ซึ่งจะครอบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด ซึ่งไม่ได้ครอบเพื่อใคร ครอบเพื่อคนไทยทุกคน ไม่ได้ครอบเพื่อตน หรือครอบรัฐบาลใหม่ มันเป็นกิจกรรม ยุทธศาสตร์ที่ต้องเดินหน้าประเทศ ในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งต้องมาอยู่ข้างบนนี้ และจะมีข้างใต้คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ 12,13,14,15 รวม 4 แแผน ระยะ 20 ปี สมมุติเอายุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว ทำแล้วกระทรวงก็ออกแผน เป็นการสอดรับมาอย่างนี้ แล้วเดินหน้า หลังจากที่ตนออกไปแล้วก็จะมีการปฏิรูปต่อไป มีการเดินยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯต่อไป ในระยะเวลากี่ปีก็แล้วแต่ สุดแท้แต่ประชาชนต้องการอะไร เพราะมันขึ้นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญ อยู่กับการทำกฎหมายลูก บทเฉพาะกาลเยอะแยะไปหมด ซึ่งตนก็ก็ย้ำเขาไปแบบนี้ จะได้ตรงกัน
‘สุดารัตน์’นักการเมืองและพรรครับผิดชอบสิ่งที่เกิด
ขณะที่รัฐสภาคณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการจัดสัมนาในหัวข้อ “การพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตย” ณ อาคารรัฐสภา 2 ห้องประชุม 306 - 308 โดยมีนายกล้านรงค์ จันทิก ประธานคณะกรรมาธิการการเมือง สนช. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เข้าร่วมเสวนาในงานนี้
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยมีอยู่ 3 อย่างก็คือ 1. ไม่มีกลไกใดที่สามารถรับประกันได้ว่า ผลการลงเสียงเลือกตั้งนั้นจะสมเหตุสมผลกับความต้องการของผู้ลงคะแนนเสียงจริง 2. การที่มีเสียงข้างมากที่แข็งแร อาจจะนำไปสู่ภาวะทรราชเสียงข้างมาก 3. คนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในปัจจุบัน จะเอาเปรียบคนรุ่นหลังซึ่งอาจจะยังไม่มีสิทธิลงคะแนนในตอนนี้ หรือยังไม่เกิด เพราะเสียงข้างมากสะท้อนความต้องการของคนปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีการผลักดันนโยบายใช้เงินในอนาคต ทำให้คนรุ่นหลังต้องแบกรับหนี้
ด้านนายสุริทร์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนและนักการเมืองต้องมีจิตอสาทำหน้าที่เพื่อประชาชน
ขณะเดียวกันคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นการทุจริตโกงกินเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปและปฏิวัติตัวเอง และต้องทบทวนบทบาทและบทเรียนที่ผ่านมา
รบ.เผยกำหนดการนายกฯบินถกยูเอ็น
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 24-30 กันยายน ที่จะถึงนี้ว่า กำหนดการของนายกรัฐมนตรี จะมีกิจกรรมที่ไปเข้าร่วม การประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อรับรองเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2015 ซึ่งในโอกาสนี้การประชุมดังกล่าว จะมีพิธีเปิดในวันที่ 25 กันยายนนี้ และนายกรัฐมนตรีจะมีกำหนดการในการกล่าวถ้อยแถลง วันที่ 27 ก.ย.นี้
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนอีกวาระหนึ่งคือการเข้าร่วมการประชุมหลัก คือการประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ซึ่งมีพิธีเปิดในวันที่ 28 กันยายน โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการกล่าวถ้อยแถลงวันที่ 29 ก.ย. นอกเหนือจากนั้น ยังมีกิจกรรมรอง คือ การได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมกิจกรรม ในการพูดคุยในหัวข้อการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างยั่งยืนอย่างไร โดยปีนี้เป็นเรื่องของการพัฒนา และมองว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากเรื่องน้ำ จะมีเรื่องของความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ การเพิ่มขีดความสามารถเพิ่มบทบาทสตรีในสังคม โดยเป็นอีกเวทีหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมกล่าวถ้อยแถลง รวมถึงการนัดพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจสหรัฐฯในวันที่ 27 กันยายน และในวันที่ 28 กันยายน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า จะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำประเทศทุกคน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์อาจมีโอกาสได้พบปะและพูดคุยอีกด้วย
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีโอกาสได้รับมอบรางวัล ITU Global Sustainable Digital Development Award ที่ทาง สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ไอทียู) เป็นผู้จัด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในผู้แทนของรัฐบาลไทยที่จะไปรับรางวัลในฐานะของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในเรื่องของดิจิทัลดูแลพัฒนาเศรษฐกิจ และยังมีกิจกรรมที่นายกรัฐมนตรีจะมีโอกาสพบปะกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการสหประชาชาติ ในวันที่ 28 กันยายน และมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปพูดให้กับสมาคมธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน ได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการธุรกิจด้วยและแนวทางในการประกอบธุรกิจลงทุนในไทย ว่าปัจจุบันมีแนวโน้มหรือกรส่งเสริมอย่างไร ทั้งนี้ในส่วนของการทำงานของประเทศไทย จะมีโอกาสพบกับทีมไทยแลนด์ที่ทำหน้าที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา จะได้เห็นว่านโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ขณะนี้จะมีการเน้นย้ำอย่างไร มีการพูดคุยว่ามีประเด็นใดต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติม
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สำคัญกับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหน้าตาของไทย คือ การจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องการนำเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้เป็นประสบการณ์ของเรา ว่าที่ผ่านมาเราได้ผ่านห้วงเวลายากลำบากมา ว่าทำอย่างไรประเทศไทยจึงสามารถฝ่าฟันสถานการณ์เหล่านั้นมาได้ และทำอย่างไรประเทศไทยถึงเป็นประเทศที่มีการว่างงานน้อยที่สุดในโลก โดยมีการจัดนิทรรศการเพื่อแบ่งปันประสบการณ์เหล่านี้ และประเทศที่คิดว่าจะสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้จะทำได้อย่างไร
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ด้านเนื้อหาสาระของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จะเป็นประสบการณ์ของประเทศไทย และบอกเล่าว่าที่ผ่านมาประเทศไทยทำอะไรไปบ้างจึงประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย 8 ประการของเป้าหมายการพัฒนาของสหัสวรรษที่ผ่านมา 15 ปี และประการสำคัญคือ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลนี้จะบอกให้เขาเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าที่มาที่ไปของเราอาจจะไม่เป็นไปตามอุดมคติของหลายประเทศ แต่เราก็สามารถมีบทบาทที่เกินอุดมคติและสามารถสนับสนุนประชาคมโลกได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการพูดคุยทวิภาคีกับผู้นำประเทศใดบ้างหรือไม่ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประสานงานไว้หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เราไปขอพบกับประเทศนั้น หรือ ต่างชาติขอพบกับฝั่งเรา มีประเทศที่วางแผนว่าจะพูดคุยกัน เป็นประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เช่น บราซิล และบางประเทศในยุโรปและเอเชีย แต่จะให้ความสำคัญกับประเทศที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอบ่อยนัก แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานว่าจะมีเวลาตรงกันหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว จะมีกลุ่มคนไปต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลกังวลหรือไม่ พล.ต.วีรชนกล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะว่าเราต้องทำความเข้าใจว่า เราไม่ได้ไปในฐานะส่วนบุคคล แต่ไปในฐานะผู้นำของประเทศและเป็นหน้าตาของประเทศ เพราะว่าจากเจตนาดีที่เราคิดว่าหลายคนคงมีความเข้าใจและสามารถชี้แจงว่าตรงนี้เป็นเวทีที่ทุกคนควรสนับสนุน และมองว่านี่คือเป็นหน้าตาของคนไทย ใครที่จะมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ทำลายชื่อเสียงของรัฐบาล ตนคิดว่าอยากจะเรียนว่าอาจจะต้องเป็นความคิดที่ต้องทบทวนกันใหม่ เพราะนั่นหมายถึงว่าเราไปทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติ ตนคิดว่าคนที่มีความหวังดีต่อประเทศชาติ ต่อคนไทย คงเห็นเหมือนกันว่าจะไม่ทำอะไรในลักษณะนั้น ขอร้องว่าใครที่ยังเห็นต่างหรือจะทำอะไรเพียงเพื่อให้ใครไม่สบายใจ ตนคิดว่าผลกระทบที่ออกมาจะไม่ได้ตกกับคนใดคนหนึ่ง แต่จะตกกับประเทศชาติส่วนรวม อีกทั้งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยเนื่องจากที่ผ่านมาเราได้ทราบถึงกลุ่มคนเห็นต่างจะออกมาแสดงพลัง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยห่วงว่าจะกระทบกับหน้าตาของประเทศ จะถูกมองว่าสังคมไทยยังมีความแตกแยกอยู่ ซึ่งจะทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง และเราเองก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการขอร้อง กลุ่มคนที่จะไปให้กำลังใจและต่อต้านที่นิวยอร์คหรือไม่ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงไม่ได้ขอร้อง เพราะเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละกลุ่ม เพียงแต่ว่าการจะทำอะไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกัน หรือมีการใช้คำพูดที่จะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแตกต่างในด้านความคิด อุดมการณ์ แต่ทุกคนก็เป็นคนไทยเหมือนกัน โดยเฉพาะการแสดงให้ต่างชาติได้รับทราบถึงสิ่งเหล่านี้นั้น คงไม่ใช่แนวทางที่สร้างสรรค์สำหรับสังคมไทยเท่าไหร่ เพราะในปัจจุบันอยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดความปรองดอง โดยต้องทำให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกันก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชี้แจงรายละเอียดของการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ในวาระหรือการกล่าวถ้อยแถลงคงไม่มี แต่ในวาระพูดคุยต่างๆ เช่น กับเลขาธิการสหประชาชาตินั้นหากมีการสอบถามถึงสถานการณ์ในไทย นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะพูดคุยว่าที่ผ่านมามีการดำเนินการอย่างไร และต่อไปประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น และเราก็มีความชัดเจนมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสื่อมวลชนต่างชาติประสานงานขอสัมภาษณ์บ้างหรือยัง รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มี ว๊อยซ์ ออฟ อเมริกา(วีโอเอ) รอยเตอร์ และวอชิงตัน โพสต์ รวมถึงมีบทความที่จะลงในนิวยอร์ค ไทม์ส ที่จะเผยแพร่เกี่ยวกับกรดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลไทย มีสื่อมาก แต่ต้องดูเวลาอีกครั้ง ตอนนี้มีที่ยืนยันแล้วในตอนนี้คือ วีโอเอเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นจะต้องดูเวลาเนื่องจากกำหนดการจะแน่น โดยจะพยายามอำนวยความสะดวกให้กับทุกสื่อให้มากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำหนดการโดยย่อการเดินทางเข้าร่วมประชุม สหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี 2015 ดังนี้ ในวันที่ 23 กันยายน เวลา 23.50 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยจะถึงในช่วงบ่ายของวันที่ 24 กันยายน และเข้าร่วมประชุมทีมไทยแลนด์ในสหรัฐฯ ที่ห้องพักในสหรัฐฯ วันที่ 25 กันยายน นายกรัฐมนตรีร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี 2015 และกล่าวถ้อยแถลงใน interactive dialogue 1 : Ending poverty and hunger และร่วมงานเลี้ยงอาคารค่ำ ซึ่งจัดโดยสภานักธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน วันที่ 26 กันยายน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม post 2015 summit และหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศในช่วงเย็นจะเข้าร่วมงานเลี้ยง Celebratory Gala Dinner 150 ปี ITU และรับมอบรางวัล ITU Global Sustainable Digital Development Award วันที่ 27 กันยายน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม High-level special event “Catalysing Implementation and Achievement of the water related SDGs” และการประชุม Global Leaders’ Meeting on Gender Equality and Women’s Empowerment : A Commitment to Action และในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมเต็มคณะ Post-2015 Summit
วันที่ 28 กันยายน ช่วงเช้านายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงรับรอง โดยเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้าคณะผู้แทน ก่อนร่วมพิธีเปิดอภิปรายทั่วไป(UNGA) และช่วงบ่ายเลขาธิการสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน และช่วงค่ำประธานาธิบดีสหรัฐฯและภริยาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองแก่คณะผู้แทน วันที่ 29 กันยายน นายกรัฐมนตรีเข้าพบหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศ และกล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป (UNGA) และนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 11 กันยายน (9-11) ที่จุดเกิดเหตุ (Ground zero) วันที่ 30 กันยายน นายกรัฐมนตรีออกเดินทางออกจากนครนิวยอร์ค และจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในช่วงค่ำวันที่ 1 ตุลาคม



