ข่าว

นักออกแบบเครื่องประดับไทยเลือดใหม่ดีไซน์จัดวัสดุไม่ซ้ำใคร

นักออกแบบเครื่องประดับไทยเลือดใหม่ดีไซน์จัดวัสดุไม่ซ้ำใคร

21 ก.ย. 2558

นักออกแบบเครื่องประดับไทยเลือดใหม่ ต้องคาแรคเตอร์ชัดดีไซน์จัดวัสดุไม่ซ้ำใคร

              กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ส่งเสริมและพัฒนานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงไปของตลาดโลก นักออกแบบหลายต่อหลายรุ่นได้เร่งพัฒนาฝีมือตัวเอง โดยสร้างคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น สร้างเรื่องราวให้เกิดในชิ้นงาน หรือแม้แต่การเลือกใช้วัสดุแปลกใหม่หลากหลาย เพื่อให้จับใจกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ได้ เหมือนดังเช่นนักออกแบบเลือดใหม่ทั้ง 12 แบรนด์ล่าสุดที่ผลงานของพวกเขาเหล่านี้มีสไตล์ที่เด่นชัด เป็นงานดีไซน์ที่กลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกและหัวใจ โดยหวังเพียงว่าจะมีผู้เห็นคุณค่าอย่างแท้จริง และพวกเขาก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงานงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ บางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่แฟร์ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 56 ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

             นายวรชัย ศิริวิภานันท์ เจ้าของแบรนด์เบสิค ทีโอรี (Basic Teeory) เครื่องประดับที่ใช้กระดาษรียูสมาเป็นส่วนประกอบหลัก เล่าว่า “เริ่มแรกเพียงแค่ต้องการจะพิสูจน์ว่าสิ่งของเหลือใช้ที่คนมองข้ามสามารถนำมาสร้างสรรค์เครื่องประดับให้เกิดคุณค่าได้จริง เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีเสน่ห์และทำให้สวยงามได้ โดยจุดเด่นของ Basic Teeory คือ การแปลงจุดอ่อนในเรื่องความทนทานมาเป็นจุดขาย โดยอาศัยเทคนิคการม้วนกระดาษซึ่งจะมีการลงกาวทุกรอบและการใช้กรรมวิธีทางเคมีด้วยการทาแลคเกอร์เพื่อทำให้กระดาษแข็งแรงและสามารถกันน้ำกันเหงื่อไม่ต่างจากเครื่องประดับทั่วไป อีกทั้งความแปลกใหม่ของวัสดุที่เลือกใช้ยังหาไม่ได้ในตลาดเครื่องประดับและการออกแบบด้วยดีไซน์ร่วมสมัยเป็นทรงลูกปัดและใช้แพทเทิร์นกราฟฟิกง่ายๆ ผสมผสานกับสีสันที่ตัดกัน ทำให้เครื่องประดับจากกระดาษรียูสกลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าและสามารถเปิดตลาดครองใจลูกค้าได้ไม่ยาก โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ในขณะนี้เป็นชาวต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน อาหรับ และสหรัฐอเมริกา และล่าสุดที่ได้มาจัดแสดงในงานครั้งนี้ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งตรงกับความต้องการของเราที่อยากให้เครื่องประดับจากกระดาษรียูสเป็นที่รู้จักและนิยมในตลาดโลกยิ่งขึ้น ฝีมือของนักออกแบบไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติใด แต่สิ่งสำคัญที่ต้องให้น้ำหนักมากขึ้นคือการมุ่งพัฒนาและสร้างคุณภาพให้ตลาดเข้าใจในคุณค่าของงานออกแบบ รวมถึงการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากในตลาด และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง หากทำได้ก็จะผลักดันให้นักออกแบบยุคใหม่สามารถต่อกรกับคู่แข่งในตลาดโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน”

             ส่วนเครื่องประดับดีไซน์จัดและมีคอนเซ็ปท์ชัดเจน อย่างแบรนด์มาเฟีย (Mafia) ของ นายวิรัตน์ ศรีเกิด ก็เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาดเครื่องประดับไทยตื่นตัวได้เป็นอย่างดี “ช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ พบว่าทองเหลืองยังไม่ค่อยมีคนนิยมทำเครื่องประดับ ทั้งที่คุณสมบัติใกล้เคียงกับเงิน อีกทั้งราคาไม่สูงมาก จึงกลายเป็นที่มาของแนวคิดการสร้างสรรค์เครื่องประดับจากทองเหลืองภายใต้คอนเซ็ปท์ร็อกแอนด์โรล (Rock & Roll) โดยมีจี้ห้อยคอตัวหนังสือเป็นผลงานชิ้นแรก และตามด้วยเครื่องประดับรูปทรงหัวกระโหลกซึ่งสะท้อนคาแรคเตอร์ความเป็นร็อกได้อย่างชัดเจน แนวคิดที่แตกต่างนี้ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งนั้นมาจากจุดเด่นของดีไซน์ลวดลายที่ไม่เหมือนใคร และเทคนิคการทำสีแบบพาติน่า (Patina) ทำให้เกิดสีแปลกใหม่แตกต่างจากแบรนด์อื่นด้วยโทนสีเขียวพาสเทล ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุทองเหลืองที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์สร้างความเก่าและเก๋าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญยังกลายเป็นจุดแข็งเพื่อจำหน่ายในในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี สำหรับลูกค้าของ Mafia ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน รวมไปถึงลูกค้าต่างชาติมากกว่าครึ่งที่นิยมผลงาน ซึ่งนอกจากจะวางจำหน่ายในไทยแล้วยังมีที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น และจีนด้วย” 

             ด้าน น.ส.รัชนีนันท์ ตรังคานุกูลกิจ เจ้าของแบรนด์จันทร์ดารา (Jandara) เครื่องประดับทำมือที่มีเอกลักษณ์จากวัสดุธรรมชาติที่หลากหลาย เล่าถึงจุดเด่นของ Jandara ว่า “เป็นการนำวัสดุจากธรรมชาติคุณภาพดี อาทิ เขาควาย หยกช้าง ไม้ดำ และไม้มะค่า มาประดับเข้ากับหินสีและพลอยเม็ดใหญ่ต่างๆ ทำให้เกิดเป็นเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ ที่สำคัญบางดีไซน์จะมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นเนื่องจากไม่สามารถหาพลอยที่เหมือนกันได้ จึงมั่นใจได้ว่าไม่ซ้ำแบบใครแน่นอน รวมถึงความประณีตในการฝังพลอยที่ประณีตและละเอียดมาก ทำให้ชิ้นงานออกมาสวยงามเป็นระเบียบ ส่วนที่เลือกนำวัสดุธรรมชาติมาผสมผสานในการออกแบบงานเครื่องประดับนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถหาได้เมืองไทย เมื่อนำมาประดับด้วยพลอยที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ก็ยิ่งทำให้เกิดชิ้นงานที่มีมูลค่ามากขึ้น  ปัจจุบันนี้ Jandara จะเน้นการฝากขายตามโรงแรมชั้นนำกว่า 10 แห่ง ส่วนกลุ่มลูกค้าจะเป็นลูกค้าชาวต่างชาติเป็นหลักทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง รัสเซีย และจีน โดยจะเป็นกลุ่มที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะเป็นตัวของตัวเองชอบอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น โดยอนาคตวางแผนจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมโรงแรมชั้นนำ 20 แห่ง พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่าอยากจะให้ผลงานไปอยู่ในมือของคนที่ชื่นชอบอย่างแท้จริง เพราะวันนี้มีความสุขกับการออกแบบเครื่องประดับมาก ด้วยการออกแบบของเราที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครจึงทำให้แข่งขันในตลาดได้ คุณภาพของงานเครื่องประดับนักออกไทยสู้ต่างชาติได้อยู่แล้ว เพียงแค่แสดงความเป็นตัวตนและคาแรคเตอร์ให้เด่นชัด และสิ่งสำคัญต้องซื่อสัตย์และทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เมื่อนั้นก็จะทำให้วงการอัญมณีและเครื่องประดับไทยอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้”

             สำหรับ สพรั่ง (Saprang) เองก็เป็นแบรนด์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  น.ส.สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล นักออกแบบและผู้ปลุกปั้นแบรนด์ชื่อไทยนี้ กล่าวว่า “ต้องการออกแบบเครื่องประดับตามไอเดียที่ชอบ ไม่อิงเทรนด์หรือตามกระแสแฟชั่นใดๆ และส่วนตัวความหลงใหลในเสน่ห์ความงามของทองเหลืองมากเพราะแม้จะเก่าแต่สวยและคลาสสิค จึงเลือกทองเหลืองเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานเครื่องประดับ ผสมกับการออกแบบในแนวของดอกไม้ ใบไม้ที่บานสพรั่ง จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ด้วยเพื่อให้ฟังง่ายไม่ต้องแปลและสื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงความเป็นไทย จุดเด่นที่ทำให้งานเครื่องประดับ Saprang แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือ สไตล์การออกแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจะไม่ดูแฟชั่นในต่างประเทศเลย แต่จะอาศัยการสังเกตุและความประทับใจในสิ่งต่างๆ รอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบชิ้นงาน จึงทำให้ชิ้นงานของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งตัวที่มีดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งกำไลเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ หัวใจสำคัญของงานเครื่องประดับนั้นอยู่ที่การออกแบบและคุณภาพ ซึ่งนักออกแบบจะต้องใส่ใจให้มาก โอกาสในตลาดโลกวันนี้ยังมีช่องว่างอยู่ เพียงแต่ต้องสร้างสรรค์ผลงานให้แตกต่างและมีเอกลักษณ์ รวมถึงการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้จะทำให้นักออกแบบไทยสามารถอยู่รอดและเติบโตในตลาดนี้ต่อไปได้อย่างมั่นคง”