ข่าว

 ฟื้น'จังหวัดนครลำปาง'ควรทำประชาพิจารณ์ยุติเห็นต่าง

ฟื้น'จังหวัดนครลำปาง'ควรทำประชาพิจารณ์ยุติเห็นต่าง

21 ก.ย. 2558

ฟื้น'จังหวัดนครลำปาง'ควรทำประชาพิจารณ์ยุติเห็นต่าง : ปฏิญญา ศรีสุภมาตุรายงาน

            ลำปางเป็นเมืองโบราณที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ยาวนานเป็นอันดับ 2 ของไทยรองจากเมืองลำพูน อดีตลำปางเคยเป็นศูนย์กลางของมณฑลพายัพในสยามประเทศ เคยมีสมญาหลายชื่อ อาทิ เขลางค์นคร ลำปางมงกุฎนคร และเมืองลคอร โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าพระราชทานนามว่า “นครลำปาง” ถือเป็น 1 ใน 8 จังหวัดของประเทศไทยที่มีคำนำหน้าว่า “นคร” กระทั่งเวลาผันผ่าน ชื่อจังหวัดเหลือเพียงแค่คำว่า ลำปางจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจังหวัดนำโดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง จึงหารือแนวทางการขอเปลี่ยนชื่อและจัดตั้งคณะดำเนินการเพื่อเปลี่ยนกลับไปใช้ “นครลำปาง” เหมือนชื่อเดิมที่เคยใช้ในอดีตกาล
     
            ก่อนหน้านี้สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งเยาวชนที่ได้อ่านประวัติศาสตร์พบว่า จ.ลำปาง มีชื่อที่แท้จริงว่าจังหวัดนครลำปาง แล้วถูกตัดทอนไป จนที่ประชุมสภาวัฒนธรรมจังหวัดลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าเห็นควรขอคืนชื่อ ตามขั้นตอนผ่านการเห็นชอบจากสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง (สภาอบจ.) และอบจ.ลำปาง ก่อนจะส่งเรื่องเข้าสู่กระทรวงมหาดไทยให้พิจารณา ซึ่งหวังให้เสร็จทันในโอกาสที่พระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งจังหวัดครบ 100 ปี วันที่ 1 เมษายน 2559 เฉลิมฉลองหลังจาก 100 ปีที่นครนำหน้าลำปางหายไปและได้กลับคืนมา

            ดร.อุดมศักดิ์ ศักดิ์มั่งวงศ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง ในฐานะรองประธานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า เป็นการขอชื่อจังหวัดดั้งเดิมคืนมาเพราะตามประวัติศาสตร์ ศิลาจารึก ช่วง 500 ปีก่อน เมืองลำปางมีคำนำหน้าว่านครมาตลอด แต่เกิดข้อผิดพลาดของราชการทำให้ตกคำว่านครเหลือแต่คำว่า ลำปาง เป็นเวลาเกือบ 100 ปี ซึ่งการขอเปลี่ยนชื่อจังหวัดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเรื้อรังมากว่า 10 ปี ที่ผ่านมาไม่ได้ทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย เหตุที่คำว่านครตกหล่นเชื่อว่าเมื่อมีการปฏิรูปบ้านเมืองจากมณฑลเทศาภิบาลเป็นจังหวัด เมื่อ พ.ศ.2459 มหาอำมาตย์ตรีพระยาสุเรนทร์ราชเสนาปลัดมณฑลประจำจังหวัดลำปาง หรือเทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น ส่งชื่อตกหล่นคำว่านครไปหรืออาจเกิดจากการที่เสมียนในสมัยนั้นพิมพ์ตกหล่นและผู้ที่รู้หนังสือในลำปางมีน้อย จึงถูกปล่อยปละให้นครหายไปจากลำปางล่วงเลยมาจนปัจจุบัน

            “ประชาชนรวมทั้งภาคเอกชนหรือภาคเศรษฐกิจก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนชื่อจังหวัดแต่อย่างใด ไม่ต้องเปลี่ยนทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน ทุกอย่างจะเปลี่ยนอัตโนมัติตามขั้นตอน ระบบราชการลื่นไหลตามระบบ เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องขอคืนชื่อ สิ่งที่จะได้คือความภาคภูมิใจของคนลำปางที่รอคอยมานาน เป็นเรื่องของเกียรติภูมิที่ชาวลำปางจะมีความสุข เป็นสิริมงคล และไม่มีข้อเสียแต่อย่างใด”  ดร.อุดมศักดิ์ กล่าว

            ขณะที่นายอธิภูมิ กำธรวรรินทร์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง บอกว่า การที่จังหวัดลำปางจะเปลี่ยนชื่อกลับไปใช้ชื่อเดิมแต่โบราณว่านครลำปางนั้น ส่วนตัวมองว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยแม้ว่าการเปลี่ยนเอกสารจะมีบทเฉพาะกาลที่สามารถเปลี่ยนทะเบียนบ้าน เปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนได้ทันที แต่เพียงบางเอกสารราชการเท่านั้น โฉนดที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ต้องเดินเรื่องเปลี่ยนเอกสารเมื่อเปลี่ยนชื่อจังหวัด นอกจากนั้นบรรดาหน่วยงานราชการ ห้างร้าน  ที่มีป้ายสาขาก็ต้องเปลี่ยนป้ายสาขาใหม่หมด รวมทั้งป้ายบอกเส้นทาง ล้วนเป็นงบประมาณที่ต้องเสียทั้งสิ้น
     
            อยากให้คณะทำงานในการเดินเรื่องเปลี่ยนชื่อจังหวัดพิจารณาถึงผลกระทบอีกครั้งหนึ่ง ควรมีการประชาพิจารณ์ก่อนเพื่อเป็นการให้เกียรติประชากรทุกคนที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของพื้นที่ มีส่วนได้เสียโดยตรงน่าจะมีสิทธิ์มีเสียงที่จะพิจารณาวิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ว่าดีหรือไม่ และไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเพื่อให้ทันโอกาสสำคัญว่า หรือแม้ว่าการเปลี่ยนนั้นคุ้มค่าทางประวัติศาสตร์และให้ผลทางจิตใจ แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการส่งออกในระยะยาว

            “ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเอกลักษณ์หรือยึดติดกับชื่อแต่ก็ไม่ได้คัดค้านถึงขั้นหัวชนฝา หากประชาชนส่วนใหญ่เมื่อทำประชาพิจารณ์แล้วเห็นชอบที่จะเป็นนครลำปางผมก็จะไม่ขัดข้อง ผมแค่เป็นกระบอกเสียงหนึ่งที่ติติงเท่านั้น” นายอธิภูมิ กล่าว

            ส่วนนายวงศ์ชัย ศรีไทย ตัวแทนประชาชนลำปางส่วนที่ไม่เห็นด้วย กล่าวว่า ส่วนตัวมอง 2 มิติ มิติแรกชื่อคำว่า นครลำปาง ค่อนข้องเป็นชื่อที่ไพเราะมีมนต์ขลังในเรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ส่งเสริมภาพเมืองโบราณ อาจช่วยด้านการท่องเที่ยวได้ แต่อีกมิติกลับกัน ด้านธุรกิจมองว่าจะเกิดความยุ่งยากซับซ้อนในเรื่องการแก้ไขเอกสารบัญชี การเงิน ส่วนใหญ่ผู้คัดค้านจะเป็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจที่ความคิดเห็นค่อนข้างแตกต่างจากคณะทำงานเปลี่ยนชื่อจังหวัด เชื่อว่าด้านธุรกิจรับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสรรพากร โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกต่างประเทศจะได้รับผลค่อนข้างมาก เมื่อเปลี่ยนชื่อจังหวัดอาจเกิดความชะงัก ต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าหลายประเทศ

            คณะทำงานเปลี่ยนชื่อจังหวัดอ้างว่าฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านมา ชาวลำปางกว่าร้อยละ 85 เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อ แต่ยืนยันว่าได้สอบถามจากคนที่รู้จัก ปรากฏว่ากว่าร้อยละ 85 ของคนที่รู้จักกลับบอกว่าไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าควรจะทำประชาพิจารณ์ให้รอบคอบ อย่างน้อยก็ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของชาวลำปางทุกคนก่อนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิดเห็นเรื่องนี้ก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งสุดท้ายผลเป็นอย่างไรก็จะยอมรับแต่โดยดี

            นายมงคล ถูกนึก ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์นครลำปาง บอกว่า แม้ว่านครลำปางจะถูกลดชื่อเหลือเพียงจังหวัดลำปาง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเยือนลำปาง ปี 2469 พระองค์รับสั่งให้ใช้คำว่า นครลำปางตลอด ไม่เคยรับสั่งว่าลำปาง แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงนิยมคำว่าจังหวัดนครลำปางเช่นกัน ส่วนเสียงคัดค้านที่มองว่าการเปลี่ยนหรือคืนชื่อจังหวัดลำปางจะส่งผลเสียหรือกระทบต่อธุรกิจ เชื่อว่าเป็นเพียงอาการตื่นตูม วิตกเกินเหตุ เพราะที่ผ่านมาไทยปรับเปลี่ยนระบบท้องถิ่นมาหลายครั้งมีการแยกจังหวัดออกจากจังหวัดก็ไม่เคยส่งผลเสียแก่ประชาชน

            "ระเบียบทางราชการมีอยู่ว่าการจะเปลี่ยนชื่อจังหวัด จังหวัดจะเป็นผู้เสนอ โดยจะผ่านมติสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกคนเป็นผู้แทนประชาชนทั้งจังหวัด เมื่อผ่านสภาและผู้แทนประชาชนเห็นพ้องด้วยก็ส่งเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทยได้เลย ไม่จำเป็นต้องกลับมาทำประชาพิจารณ์” นายมงคล กล่าว

            ดังนั้นการจะคืนชื่อเดิมที่สมศักดิ์ศรีแก่นครลำปางตามหลักฐานประวัติศาสตร์และคืนความถูกต้องให้แก่ชื่อเมืองโบราณ อาจจะเป็นความภาคภูมิใจและเกียรติภูมิของคนลำปางที่รอคอยมานาน แต่กลับกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นหรือไม่ที่ต้องคำนึงถึงเสียงของประชาชนในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งซึ่งกังวลถึงปัญหาที่ตามมาและความจำเป็นที่คุ้มค่าแล้วหรือไม่ในการเปลี่ยนชื่อ เพื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและประชาธิปไตยยังคงเป็นหลักในการปกครองต่อไป