
โรดแม็พที่เปลี่ยนไป
20 ก.ย. 2558
คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : โรดแม็พที่เปลี่ยนไป : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
พลันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ นอกจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะตกไป กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลง และ สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ “ตายตกไปตามกัน” แล้ว “โรดแม็พเลือกตั้งกันยายน 59” ก็ถูกเลื่อนออกไปจนหลายคนตั้งคำถามว่า เราจะได้เลือกตั้งกันเมื่อไหร่
ไม่นาน “วิษณุ เครืองาม” ก็ได้ออกมาอธิบายสูตร “6-4-6-4” หรือโรดแม็พ 20 เดือน กล่าวคือ “6” ตัวแรก จะมาหลังจากได้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะใช้เวลา 6 เดือน ในการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ส่วน “4” คือเวลา 4 เดือน ที่จะใช้ในกระบวนการทำประชามติ
หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็จะเข้าสู่ “6” ตัวที่สอง ซึ่งก็คือระยะเวลาในการทำกฎหมายลูกทุกกระบวนการตั้งแต่ชั้น สนช. จนถึงการประกาศใช้ และ “4” ตัวสุดท้ายคือระยะเวลาที่จะใช้ในการจัดการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวคิดใหม่ออกมาจาก “วิษณุ เครืองาม” อีกครั้งว่า โรดแม็พสู่เลือกตั้งอาจถูกร่นให้เร็วเข้า โดยจาก 20 เดือน อาจเหลือได้เพียง 18 เดือน โดยจุดที่ร่นลงมานั้นคือ “6” และ “4” ตัวแรก โดย 6 ตัวแรกเรื่องระยะเวลาทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการมองว่าอาจจะลดได้เหลือเพียงแค่ “4 เดือน” เท่านั้น ซึ่งหมายถึงลดจากระยะเวลาเดิมถึง 2 เดือน และ 4 ตัวแรกเรื่องเวลาทำประชามติก็อาจลดได้เหลือหนึ่งเดือนครึ่ง
ที่น่าสังเกตคือ ระบะเวลาที่ลดลงสองเดือนนั้น หากนับเวลารวม 20 เดือน สัดส่วนอาจจะลดไปเพียง 1 ใน 10 ที่ดูเหมือนจะไม่มาก แต่หากดูรายเละเอียดจริงๆ แล้วจะเห็นว่า ช่วงเวลาที่ถูกลดจริงๆ คือช่วงเวลาในการทำรัฐธรรมนูญ โดยลดจาก 6 เดือน เหลือ 4 เดือน หากเทียบเป็นอัตราส่วน เท่ากับลดไปถึง 1 ใน 3 ของเวลาเต็ม
อะไรที่ทำให้เวลาในส่วนนี้ลดได้ถึงขนาดนี้ คำตอบคือสเปคของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้จาก คสช. ทั้งจากโจทย์ที่เขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 และตามโจทย์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่เป็นเจตนารมณ์เรื่อง “ไม่เสียของ” จาก คสช.
ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อหาจึงไม่อาจฉีกออกไปจากฉบับที่ “บวรศักดิ์ และ คณะ” ร่างเอาไว้ได้ ดังนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เข้ามาใหม่ จึงมิได้จะทำงานโดยเริ่มนับหนึ่ง หากแต่เป็นการนับต่อจากที่เคยมีอยู่ และอาจจะเป็นไปได้ทั้ง “เติมเข้า” และ “หยิบออก” ในประเด็นที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด ดังนั้นเวลาที่ใช้จึงจะไม่นานมาก
หากดูหัวใจของรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว จะพบว่ามีประเด็นสำคัญประกอบด้วย 1.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงมาแล้ว เพราะอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพเหนือรัฐบาล และเป็นการการันตีอำนาจที่ควบคุมรัฐบาล ซึ่งหากจับท่าทีของคนวงในอำนาจจะรับรู้ได้ทันทีว่า พวกเขาสนับสนุนการมีองค์กรนี้มากน้อยเพียงใด เพราะทุกคนย้ำว่า อยากเห็น คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้นหากมีองค์กรที่การันตีอำนาจในการควบคุมอำนาจเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่คณะผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะต้องผันตัวมาเป็นรัฐบาลเสียเอง ทำให้มองตรงกันว่านี่จึงเป็นที่มาซึ่งคำพูดที่ว่า "ไม่ต้องมากลัว นายกฯ คนนอก ผมไม่เป็นแน่นอน แม้ใครมาเชิญก็ไม่ไป” ของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ที่มา ส.ว. ที่เชื่อกันว่าเมื่อกลับมาตั้งต้นใหม่เช่นนี้ ก็น่าจะหวนกลับไปสู่ความคิดแรกที่จะให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด เพราะองค์กร ส.ว. จะเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญยิ่งและมีความเป็นไปได้ว่า เหล่าคนที่อยู่ในสภาปัจจุบันจะแปลงร่างมาเป็น ส.ว.ในวาระเริ่มต้น
ยังมีเรื่องระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่เป็นการออกแบบเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด โดยเชื่อว่าหากคะแนนเลือกตั้งสะท้อนคะแนนนิยมของประชาชนอย่างแท้จริง จะทำให้ทุกพรรคมีส่วนแบ่งเก้าอี้ในสภาที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
นั่นหมายถึงเป็นการยากมากที่จะมีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ และจำต้องหาพรรคร่วมรัฐบาล และนี่เองที่ถูกมองว่าพรรคขนาดกลางและเล็กจะหวนกลับมามีบทบาทหลังการเลือกตั้ง
ยิ่งมีความเป็นได้ว่าหากถึงขั้นนั้น “รัฐบาลปรองดอง” ก็อาจจะเกิดได้ไม่ยาก และนายกฯคนนอกที่บัญญัติเอาไว้ก็ยังมีความจำเป็น
หลายคนยังมองภาพร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสองแบบ กลุ่มแรก มองว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะมีความอ่อนลงกว่าฉบับของ “บวรศักดิ์” เพื่อลดความขัดแย้ง และการได้เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็อาจเพียงพอ เช่น หากได้ คปป. นายกฯ คนนอกก็อาจไม่จำเป็นที่จะบัญญัติไว้ คล้ายเป็นการได้บ้างเสียบ้าง และเรื่องอื่นอาจผ่อนปรนลง
แต่ในอีกมุมกลับไม่เชื่อเช่นนั้น โดยบอกว่าสัญญาณที่ออกมาจากการคว่ำร่างนั้น เป็นการชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาใหม่นั้นจะมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม หมายถึงอาจจะต้องการเอาให้ได้ทุกด้าน เพื่อการันตีความสำเร็จ ประกอบกับท่าทีทางการเมืองที่แข็งกร้าวของ คสช. ในขณะนี้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นไปทางนั้น
ทำให้ถึงขณะนี้เรายังไม่สามารถแน่ใจได้ว่าสเปคของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการจะเป็นอย่างไร หากมุมหนึ่งมองว่า เมื่อโจทย์ชัด และหากไม่มีใครที่จะยอมรับทำหน้าที่ครั้งนี้ การจะใช้ใครก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดังนั้นประธานคณะกรรมการอาจจะไม่จำเป็นต้องบิ๊กเนม ส่วนตัวกรรมการเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าน่าจะมีใครบ้างทั้งอดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างหลายคน
แต่อีกมุมหนึ่งยังเห็นว่าการใช้ “บิ๊กเนม” ยังมีความสำคัญกับการตัดสินใจ เพราะหากต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างที่ต้องการก็ต้องมีการคุมเกม และใช้คนที่สามารถประสานกันได้ และจะยิ่งยากเมื่อยังไม่มีใครที่กล้าตอบรับแบบตรงๆ เราจึงยังได้ยินชื่อของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นแคนดิเดตจึงถึงวันนี้
หากไม่มีอะไรผิดพลาดโรดแม็พล่าสุดน่าที่จะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ออกมาบอกแล้วว่าคราวนี้เขาจะเป็นคนเขียนเองโดยใช้ทั้งฉบับ 2540-2550 และ ฉบับ “บวรศักดิ์” มายำรวมกัน ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานและจะนำเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการใดๆ อีก
คาดการณ์กันว่ากระบวนการนี้น่าจะใช้เวลาไม่นาน
หมายความว่าต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ “โรดแม็พ” ก็น่าที่จะยังคงเป็นแบบนี้ เว้นแต่จะเกิดเหตุบางอย่างขึ้น
อย่างไรกระบวนการเช่นนี้ ยังเป็นเพียงการประกาศปากเปล่าเท่านั้น ยังไม่ได้บรรจุเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงยังมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นที่โรดแม็พจะเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา โรดแม็พก็ได้เลื่อนและคลาดเคลื่อนไปแล้วหลายครั้งจากเหตุและปัจจัยต่างๆ
-------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : โรดแม็พที่เปลี่ยนไป : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)



