
'สมคิด' ปลุก 'ประชารัฐ' ร่วมปฏิรูปประเทศ
20 ก.ย. 2558
'สมคิด' ปลุก 'ประชารัฐ' ร่วมปฏิรูปประเทศ : โดย...ประภาศรี โอสถานนท์
"เป็นเรื่องของโชคชะตา มักส่งให้ผมมาทำงานในช่วงที่ยากลำบากไม่เคยสบาย"
เวทีสัมมนาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ประจำปี 2558 ที่โรงแรมดุสิตธานี เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของประเทศไทย” มีสาระน่าสนใจดังนี้
สมคิดกล่าวถึงการเข้ามาสู่ตำแหน่งในครั้งนี้ว่า ไม่เคยคิดว่าต้องกลับมาอีก คิดด้วยซ้ำว่าจะเลิกการเมืองโดยเด็ดขาด แต่หลายเรื่องพออายุมากขึ้นบางเรื่องต่อให้เดินหนีก็ต้องประสบ เพราะเป็นเรื่องของโชคชะตา ซึ่งมักส่งให้มาทำงานในช่วงที่ยากลำบากไม่เคยสบาย แต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ ในช่วงที่ปลอดการเมืองได้เดินทางบ่อยก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยทัดเทียมประเทศอื่น ซึ่งตอนที่เป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแล้วว่า ถ้าวิธีการทำงานยังเป็นแบบนี้อยู่จะเป็นปัญหา จึงแอบสั่งการไว้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อเข้ามาทำงานก็สั่งการให้ดำเนินการได้ทันที โดยนำนโยบายที่คิดไว้ล่วงหน้าเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ทุกฝ่ายกำกับดูแลเรื่องการใช้จ่ายให้ดี พร้อมทั้งพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ให้เกิดผลเสีย ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ โดยขอให้ช่วยขับเคลื่อนให้เดินต่อ ซึ่งพยายามปฏิบัติตามนั้น
ส่วนการหยิบยกโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มาเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารราชการของรัฐบาลขณะนี้ เพราะช่วงที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ชาวนารายได้ไม่พอ ประกอบกับสิ่งที่รัฐบาลให้ไปไม่เพียงพอ เมื่ออำนาจซื้อไม่เพียงพอทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขาดพลัง เปรียบเหมือนคนแก่ที่ร่างกายยังดี แต่ชีพจรเต้นไม่แข็งแรง ช่วงแรกไม่เป็น แต่หากปล่อยนานไปชีพจรไม่เลี้ยงร่างกาย สุดท้ายทั้งร่างก็จะเกิดปัญหา เหมือนประเทศที่ขณะนี้ธุรกิจระดับบนยังแข็งแรง บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังดี แต่อำนาจการซื้อของฐานรากอ่อนแอก็จะทำให้ผลประกอบการรายใหญ่ชะลอตัว ลักษณะดังกล่าวหากปล่อยไว้นานจะเกิดปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ อีกทั้งความขัดแย้งจะเกิดขึ้น คนจนจะคิดว่าเราละเลยทำให้ใครมาปลุกปั่นได้ง่ายมาก
ดังนั้นจากภาพรวมดังกล่าวรัฐบาลจึงตัดสินใจใช้ 2 กลไก คือ 1.กลไกกองทุนหมู่บ้านให้บริหารจัดการกันเอง และ 2.กลไกตำบลละ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นการหว่านเมล็ดให้เกิดโครงการที่ยั่งยืนได้ ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่บอกนายกฯ คือ ทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจสองขาเท่ากัน คือขาการส่งออก และขาของชนบท ที่จะทำอย่างไรให้แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นที่มาของการปฏิรูปการเกษตร การท่องเที่ยว และการทำให้บรรยากาศการค้าขายคึกคัก ซึ่งความสามารถของประเทศจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราสร้างความเข้มแข็งภายในได้
30 ปีที่ผ่านมา เราเน้นแต่การส่งออกทั้งที่สิ่งสำคัญสุดคือเศรษฐกิจภายในประเทศ กระทรวงการพาณิชย์ตั้งขึ้นมาเพื่อค้าขายต่างประเทศ แต่ละเลยการค้าในประเทศ การส่งออกดีเพราะตลาดโลกบูม นักลงทุนมาลงในบ้านเราก็ส่งออก เศรษฐกิจก็เติบโต บางปีเราโตมาก เมื่อการส่งออกดีก็ปลื้มใจว่า ตัวเลขจีดีพีดีน่าพอใจ โดยไม่ได้มองที่เนื้อมาจากไหน เมื่อดูจีดีพีภาคเกษตรมีฐานรองรับหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เลย ยิ่งมองที่ภาคอีสานยิ่งชัดเจน ดังนั้นจุดมุ่งหมายการพัฒนาประเทศไม่ใช่การมองจีดีพี เพราะจีดีพีเป็นบั้นปลายที่เกิดจากการปูทาง เมื่อฉีดเงินเข้าไปจีดีพีก็ดีขึ้นมา แต่สุดท้ายมันก็ตก จึงเป็นที่มาของการปฏิรูป อะไรที่ทำได้ก่อนให้ทำเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและคสช. เนื่องจากมีเวลาทำงานอีก 1 ปีครึ่งตามโรดแม็พใหม่
ดังนั้นประเทศไทยต้องพิจารณา 3 ด้านหลัก คือ 1.ทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจ 2 ขาเท่ากัน คือขาการส่งออกกับขาชนบท ซึ่งเชื่อว่าทำได้แต่ทำยาก เพราะการบริหารราชการแผ่นดินของเรายังล้าสมัย 2.ความสามารถของประเทศ ที่ผ่านมาความสามารถของประเทศเราอยู่ที่การส่งออก แต่วันนี้ขาที่แข็งแรงของการส่งออกเริ่มจะเป็นเกาต์ กระดูกเริ่มพรุน เราต้องเสริมเหล็ก ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีอยู่เริ่มล้าสมัย ต้องปรับให้ทันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องดึงให้นักลงทุนไม่ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ด้วยการขยายเขตอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ทั้งมาบตาพุด แหลมฉบัง โดยอุตสาหกรรมที่ตั้งนั้นต้องเป็นอุตสาหกรรมกรีนไม่ให้เกิดมลภาวะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ต้องดูตัวอย่างของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอิตาลี ว่าทำอย่างไร ดังนั้นความสามารถของประเทศไม่ใช่เกิดจากรัฐบาล แต่เกิดจากทุกองค์ประกอบ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และคุณภาพของคน รวมทั้งเทคโนโลยี
3.ระเบียบวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ยังล้าสมัย เช่น การจัดสรรงบประมาณที่ยังเป็นแบบรายจ่าย รายรับคือคลัง คิดได้อย่างเดียวคือการจัดเก็บภาษีเพื่อให้มาครอบคลุมรายจ่ายของรัฐบาล ทุกคนต้องเร่งรายจ่าย แต่ทางปฏิบัติคือรายได้ เพราะสิ่งที่จ่ายไปนั้นจะได้รายได้หรือธุรกิจกลับมาหรือไม่ ถ้าทุกกระทรวงมีมุมของรายรับรายจ่ายจะทำให้ระบบงบประมาณของประเทศดีมาก
ส่วนเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่ปัจจุบันหาง่ายมากผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทุกที่มีข้อมูล บางแห่งขอไปก็บอกเป็นความลับ เมื่อเทียบกับอเมริกาที่มีกฎหมายหากใครขอข้อมูลอะไรต้องได้ภายในกี่วัน เมื่อไม่มีข้อมูลทุกอย่างเป็น “ตาบอดคลำช้าง” ทุกพรรคการเมืองเข้ามาก็ไม่มีข้อมูล
"ผมผ่านการเมืองมาแล้วรู้ดี ดังนั้นจึงจินตนาการไปโดยไม่มีข้อมูลหนุนหลัง ประเทศอื่นมีข้อมูลหมด แต่ประเทศเราไม่มี ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือไอที ที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกอย่าง นายกฯได้สั่งไปแล้ว เพื่อให้ข้อมูลลิงค์ได้หมด แต่เข้ามาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เพราะยังมีการฟ้องร้องกันอยู่ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเรื่องระบบดิจิทัลที่ให้เป็นประโยชน์แต่กลับไปทำแต่เรื่องประมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งนายกฯเคยบอกว่ามีเวลาแค่นี้ คนอื่นมองก็บอกว่า เสียเวลาประชาธิปไตย ซึ่งเวลาเสียแน่นอน แต่ตรงนี้ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้ที่ทำให้มากที่สุด เวลาที่เหลืออยู่ปีครึ่งไม่ยาวไม่สั้น ถ้าทำจริงๆ ผลงานออกมาแน่ โดยเลือกทำแต่สิ่งใหญ่ ทำแล้วเปลี่ยนแปลงอะไรได้ วันนี้คงไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะผมไม่มีอนาคตทางการเมืองแน่นอน"
รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวด้วยว่า การปฏิรูปได้ ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่หัวใจของการปฏิรูปคือการขับเคลื่อนของประชาชน หากจะต่อต้านการคอร์รัปชั่นแต่ออกกฎมากมาย แต่หากประชาชนยังไม่ตื่นตัวตามที่ต้องการได้ คนหน้าด้านก็อยู่อย่างนี้ คือไม่ด้านเฉพาะข้าราชการที่ยอมรับสินบน แต่นักธุรกิจด้วยหากไม่จ่ายเขาก็ไม่รับ ทุกเรื่องที่กล่าวมาอยู่ที่การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งสำคัญมาก เพราะก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เรียนรู้และศึกษาว่า การบริหารประเทศเป็นของประชาชน รัฐบาลเป็นเพียงแต่ตัวชี้นำ
"ประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อนร่วมกับเอกชน เป็นหน้าที่ที่ประชาชนจะพัฒนาตนเอง ที่เรียกว่า “ประชารัฐ” ไม่ใช่ประชานิยม เป็นสิ่งที่ประชาชน เอกชน รัฐบาล ช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา การปฏิรูปถึงจะเกิด" สมคิด ระบุในตอนท้าย
-------------------
('สมคิด' ปลุก 'ประชารัฐ' ร่วมปฏิรูปประเทศ : โดย...ประภาศรี โอสถานนท์)



