
เรื่องจริงของนักบินรบมะกันในสมรภูมิไอเอส
19 ก.ย. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : เรื่องจริงของนักบินรบมะกันในสมรภูมิไอเอส
เครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่นเอฟ/เอ 18 ซูเปอร์ฮอร์เน็ต 2 ลำ ถูกเครื่องดีดปล่อยขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลส์ ที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเข้าปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าประเทศอิรัก ในภารกิจปราบปรามกองกำลังติดอาวุธกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เครื่องบินที่ถูกส่งขึ้นไปในครั้งนี้ มีนักบินนาวิกโยธิน เรือโทไมเคิล สมอลวู้ด วัย 28 ปี รหัสเรียกขาน “โบนส์” และเพื่อนของเขา เรือโทนิค สมิธ วัย 28 ปี รหัสเรียกขาน “ยิบ ยิบ” ออกปฏิบัติการเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
การดีดส่งเครื่องบินประสิทธิภาพสูงขึ้นสู่อากาศจากเรือบรรทุกเครื่องบิน อาจดูคล้ายกับฉากในภาพยนตร์เรื่อง “ท็อปกัน” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มๆ หลายต่อหลายคนให้เข้ามาสู่เส้นทางการเป็นนักบินนาวี ที่มีเรื่องตื่นเต้นให้อะดรีนาลีนฉีดพล่านในร่างกายอยู่เสมอเมื่อต้องออกปฏิบัติภารกิจการป้องกันกองเรือบรรทุกเครื่องบินจากผู้รุกรานที่เป็นเครื่องบินรบประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดจากสหภาพโซเวียต
ในวันที่ทั้งสองออกปฏิบัติการในอ่าวเปอร์เซีย ก็เกิดเรื่องตื่นเต้นให้อะดรีนาลีนฉีดพล่านเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อเรือโทสมอลวู้ด ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมห้องของเขา ขออนุญาตนำเครื่องบินกลับลงยังเรือบรรทุกเครื่องบิน ก่อนที่จะได้ยินเสียงตะโกนทางวิทยุว่า “ดีดตัวๆ” ปล่อยให้เครื่องซูเปอร์ฮอร์เน็ต มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ร่วงลงยังอ่าวเปอร์เซีย
ในใจของเรือโทสมอลวู้ดในเวลานั้น รู้สึกห่วงเพื่อนอย่างมาก แต่ก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไปเพียงลำพัง เหนือน่านฟ้าประเทศอิรัก ที่ข้างล่างนั้นมีกองกำลังไอเอสแฝงตัว หลบซ่อนอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง
บรรยากาศดูคล้ายกับเรื่องตื่นเต้นในภาพยนตร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นเรือโทสมอลวู้ดไม่ต้องรบราฆ่าฟันกับใคร ไม่มีการทิ้งระเบิด ยิงจรวดต่อสู้อากาศยานเข้าใส่เครื่องบินรบของฝ่ายตรงข้าม
เพียงแค่บินตรวจพื้นที่ รอคำสั่งที่อาจจะมาถึง แล้วบินกลับเรือบรรทุกเครื่องบิน เมื่อหมดเวลาปฏิบัติภารกิจ และคำสั่งทิ้งระเบิดโจมตีก็ไม่ได้มาถึงเขาเลยในวันนั้น
เพราะในความเป็นจริง กลุ่มไอเอสมีอาวุธเพียงจรวดประทับบ่าต่อสู้อากาศยาน ที่ใช้สอยเครื่องบินรบของฝ่ายตรงข้าม และจรวดประเภทนี้มีพิสัยยิงไม่เกิน 10,000 ฟุตเหนือพื้นดิน ขณะที่เรือโทสมอลวู้ดได้รับคำสั่งให้บินที่เพดานบิน 25,000 ฟุต จึงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล
นาวาตรี ไมเคิล มิทเชล
ไอเอสไม่มีเครื่องบินรบที่จะใช้ต่อกรกับเครื่องบินรบที่ใช้ประจำการในกองทัพสหรัฐอเมริกาแม้แต่ลำเดียว โดยเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามที่พอจะสูสี ต่อกรกับเอฟ 18 ซูเปอร์ฮอร์เน็ตของกองทัพสหรัฐ ก็ต้องมีระดับอย่างเครื่องบิน มิค 29 ของรัสเซียขึ้นไป
แต่นักบินรบระดับ “ท็อปกัน” ที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเหนือน่านฟ้าอิรัก ต้องบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน เติมน้ำมันกลางอากาศ ตระเวนเหนือน่านฟ้าอิรัก แล้วกลับลงมายังฐานทัพลอยน้ำ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่พวกเขาได้รับคำสั่งให้เคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลท์ มายังอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก
แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า นักบินจากเรือธีโอดอร์ รูสเวลท์ เข้าปฏิบัติภารกิจโจมตีมากกว่า 4,700 ครั้งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 แต่ 87% ของภารกิจเป็นการนำฝูงเครื่องบิินรบของประเทศพันธมิตรสหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีพื้นที่ที่กลุ่มไอเอสหลบซ่อนอยู่และให้การสนับสนุนทางอากาศให้แก่กองกำลังภาคพื้นดินของอิรัก และกองกำลังชาวเคิร์ด ในการรบภาคพื้นดินที่เกิดขึ้นประปราย
การใช้กำลังทางอากาศโจมตีกลุ่มไอเอสนั้นยิ่งเป็นเรื่องยาก เพราะสมาชิกกลุ่มไอเอสจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน ที่เป็นพลเรือน การแยกแยะเป้าหมาย และใช้อาวุธที่เหมาะสมในการโจมตีทางอากาศจึงเป็นเรื่องยากมาก ปัจจัยการใช้กำลังโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐจึงแทบจะหมดไปในการต่อสู้กับไอเอส
ผู้บังคับฝูงบินบนเรือธีโอดอร์ รูสเวลส์ ร้อยเอกเบนจามิน ฮิวเล็ทท์ วัย 46 ปี เจ้าของนามเรียกขาน “พิซซ่า” ยังบอกเลยว่า การปฏิบัติการของพวกนักบินสหรัฐจะเป็นไปโดยไม่เร่งรีบ เพราะถ้าเร่งรีบแล้วจะเกิดอันตรายขึ้นมาได้ เนื่องจากธรรมชาติในการปฏิบัติภารกิจในอ่าวเปอร์เซียครั้งนี้ ไม่มีเหตุฉุกเฉิน เช่น เครื่องบินถูกยิงตก หรือเหล่าทหารราบถูกล้อมกรอบ ในวงกระสุนของฝ่ายตรงข้ามให้ได้เห็น
ไมเคิล สมอลวู้ด
ดังนั้นภารกิจส่วนใหญ่ของนักบินกองทัพเรือสหรัฐในครั้งนี้ คือการลาดตระเวนสำรวจแนวโน้มการสะสมกำลัง หรือความผิดปกติบนภาคพื้นดิน บินเข้าไปยังเขตพื้นที่ลาดตระเวน กว้างราว 60 ตารางไมล์ เพื่อตรวจหานักรบไอเอส ปืนต่อสู้อากาศยาน และสัญญาณอื่นๆ ที่บ่งบอกว่ามีศัตรูหรือนักรบไอเอสอยู่ในพื้นที่เท่านั้น
ที่ผ่านมาไม่เคยมีการรบแบบด็อก ไฟท์ หรือการโรมรันพันตูระหว่างเครื่องบินรบด้วยกันเหนือน่านฟ้าอิรักแม้แต่ครั้งเดียว
และเครื่องบินของ “ยิบ ยิบ” ที่ตกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะถูกจรวดประทับบ่าจากกลุ่มไอเอส แต่เป็นความขัดข้องทางเทคนิคของเครื่องบินรบ ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องบินรุ่นเอฟ 14 ทอมแคทในภาพยนตร์เรื่องท็อปกัน มากมายหลายเท่า และเป็นเหตุที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครัั้งในกองทัพเรือสหรัฐ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เสียไปนอกจากเครื่องบินรบมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ แล้ว “ขวัญ” ของ “โบนส์” ก็กระเจิดกระเจิงไป ด้วยความป็นห่วงเพื่อน เมื่อเขานำเครื่องบินรบคู่ใจลงแตะพื้นรันเวย์เรือบรรทุกเครื่องบิน ก็รีบรุดมาดูว่าเพื่อนยังอยู่ดี ไม่ได้เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ที่ถึงกับต้องดีดตัวออกจากเครื่องบิน
เรื่องจริงของนักบินกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่ปฏิบัติภารกิจปราบปรามไอเอสนั้น ช่างแตกต่างจากสิ่งที่เห็นในภาพยนตร์อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ...จริงๆ
----------------------------------------------------
( เครดิตเรื่อง/ภาพ : www.nytimes.com
http://www.homestead.afrc.af.mil )



