
จำนำข้าว'ปู'ไม่ฟ้องกลับ'ยึดทรัพย์'
18 ก.ย. 2558
'วิษณุ' เตรียมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 'จำนำข้าว' ระบุ 'ยิ่งลักษณ์' ต้องร้องศาลปกครองสู้คดี ชี้ ไม่ฟ้องถูกยึดทรัพย์ ซัด โรดแม็พ 'จาตุรนต์' รีบจนลืมขั้นตอนสำคัญ
18 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 11.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทุกอย่างจะต้องจบภายในชั้นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จำนวน 2 ชุด ที่มีกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ จากนั้นจะส่งข้อมูลถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา แล้วจึงส่งไปให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานพิจารณาอีกครั้ง โดยคณะกรรมการชุดนี้จะพิจารณาว่า ต้องเรียกค่าเสียหายจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งปกติเมื่อเรียกค่าเสียหายแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ยอม และจะฟ้องกลับรัฐบาลต่อศาลปกครอง ใน 30 วัน เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งแทนที่รัฐจะเป็นโจทก์ก็กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา ส่วนผู้ถูกกล่าวหาก็กลายเป็นโจทก์ฟ้องเอง
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า หากเขาไม่ฟ้องกลับรัฐบาล เราก็ยึดทรัพย์ตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งสรุปมา วิธีนี้ใช้มาแล้วในคดีของนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กรณีก่อให้เกิดความเสียหายจากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทในช่วงระหว่างปี 2539 - 2540 และคดีรถ-เรือดับเพลิง เป็นต้น
ส่วนที่มีข่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ได้สรุปตัวเลขความเสียหายที่จะเรียกต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5 แสนล้านบาท และนายบุญทรง กับพวก 1 หมื่นล้านบาทนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ตัวเลขเสร็จแล้ว แต่ไม่ขอตอบ เอาเป็นว่าตัวเลขในข่าวที่ออกมาก่อนหน้านั้นไม่ตรง
โรดแม็พ 'จาตุรนต์' รีบจนลืมขั้นตอนสำคัญ
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เสนอร่นระยะเวลาโรดแม็พ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ด้วยสูตร 3-3-3-2 หรือ 3-3-3-3 ว่า ก็ไม่ว่าอะไร เพราะผมเองพูดไปในเชิงคาดหมายในซีกของรัฐบาล และบอกไปชัดว่าเป็นการพูดให้ยาวไว้ก่อน ต่อจากนั้นจะเจรจาลดกันลงมาอย่างไรก็จะทำ เมื่อรู้ว่า 6 หรือ 4 ไปอยู่ในอำนาจใคร ฟุตบอลเข้าเท้าใคร 6 แรกอยู่ในอำนาจของ กรธ. ก็ต้องเจรจากับ กรธ. 4 หลังเป็นอำนาจ กกต. ในเรื่องประชามติต้องเจรจากับ กกต. 6 ถัดมาเป็นเรื่องการทำกฎหมายลูก ต้องพูดกับ สนช. 4 สุดท้ายเป็นเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้คงพูดกับใครไม่ได้ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญกำหนดให้หาเสียงเลือกตั้ง 3 เดือน ก็ต้อง 3 เดือน แล้วที่โผล่มาเป็น 4 ก็เพราะ 1 เดือนกำหนดเวลาทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายลูก 6 ฉบับ ลงพระปรมาภิไธย เมื่อกฎหมายลูกลงมา จึงไปปล่อยให้หาเสียงได้อีก 3 เดือน เพราะฉะนั้น 1 เดือนดังกล่าว คงไปเจรจากับใครไม่ได้ จะช้าหรือเร็ว ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ดังนั้น 1+3 = 4 เอาเป็นว่าแค่ช่วงสุดท้ายรัฐมนตรีจาตุรนต์ จาก 4 ให้ลดเหลือ 2 ก็เป็นตัวตั้งได้ แต่ 2 นั้น แปลว่า รัฐมนตรีจาตุรนต์ได้รวมเวลาถวายร่างกฎหมายให้ลงพระปรมาภิไธย และลงราชกิจจานุเบกษาด้วยแล้วหรือยัง แล้วสมมติว่า คงกะว่าถวายวันนี้ แล้วลงพระปรมาภิไธยพรุ่งนี้อย่างนั้นหรือ หากเป็นอย่างนั้นได้ การหาเสียงเลือกตั้ง ก็คงคิดว่า 2 เดือนเพียงพอ ซึ่งสองเดือนนั้น พอสำหรับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เขาตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับคนที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ เขาตั้งไม่ทัน บางคนอาจบอกว่าทำไมถึงไม่ทัน ถ้าตั้งเสียแต่วันนี้ แล้ววันนี้ตั้งได้เสียที่ไหน เพราะมีประกาศ คสช. ห้ามตั้งพรรคการเมือง ดังนั้น ถ้าถามว่าเมื่อไหร่จะตั้งได้ ก็เมื่อตอนที่กฎหมายพรรคการเมืองที่จะออกมาคราวหน้า แล้วกฎหมายฉบับใหม่นั้น ไม่ใช่ปัจจุบัน ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ที่พิสดารไปกว่าปัจจุบันนี้หรือไม่ และผมเชื่อว่าพิสดารด้วย ดังนั้นเมื่อพิสดาร พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เผลอๆ จะต้องไปจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ กว่าจะตั้งพรรคเสร็จ กว่าจะหาสมาชิก กว่าจะลงหาเสียง จัดพิมพ์โปสเตอร์ 2 เดือนแค่นั้นก็ไม่ทัน ถึงได้ให้ไว้สามเดือน เท่านี้คือตัวอย่างว่าจะลดได้ ไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องมาต่อปากต่อคำ ต่อล้อต่อเถียง ซึ่งผมก็ไม่เถียงด้วย เพราะคุณจะลดเป็น 1-1-1-1 ผมก็ไม่ว่า ขอให้จัดการให้ได้เท่านั้น หรือบางคนบอกว่าจะเป็น 4-1-4-1 ก็ไม่ว่า รวมแล้ว 11 เดือน เพียงแต่ขอให้จัดการได้เท่านั้น ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วย ไม่ว่าอะไร แต่ในฐานะที่รู้อยู่ว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและไม่ใช่ง่าย แต่ก็จะพยายามเจรจากับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าขอให้ท่านไปพิจารณาปรับลดเอง แล้วผมจะได้ประกาศระยะเวลาโรดแม็พใหม่ให้ แต่ครั้งนี้กำหนดไปก่อนเพื่อไม่ให้ใครมาชิงพูดว่า 24 เดือน หรือยาวกว่า 20 เดือน แต่เมื่อกำหนดอย่างนี้แล้วค่อยลดลง มันก็กำไรทั้งนั้น เหมือนขายของ บอกราคาไป 200 บาท ก็ดูว่าคุณจะหยุดซื้อหรือคุณจะเดินเลยไป หรือจะเจรจาต่อกันให้เหลือ 160 ก็อีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าจะเกิดความพิสดารแล้วทำให้พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อาจจะต้องจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่นั้น แปลว่าอะไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่บอก แต่พูดเผื่อไว้ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองจะต้องเขียนตามรัฐธรรมนูญ เรายังไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ 285 มาตรา เราก็เห็นหน้าตากันหมด นี่ก็เป็นตัวอย่างว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้ใช้บังคับ กฎหมายพรรคการเมืองก็ต้องออกใหม่ และเป็นคนละเรื่องกับกฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบัน ดังนั้น ไปอ่านดูก็แล้วกันว่า ถ้าฉบับของนายบวรศักดิ์ ที่ออกมา พรรคที่มีอยู่แล้ว จะต้องไปตั้งพรรคขึ้นใหม่อย่างไร หรือไม่ แล้วพวกคุณคิดว่าฉบับที่ออกมาใหม่นั้น จะไม่กำหนดหรือ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมาต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรค ในการกำหนดใดๆ บางอย่าง เพราะฉะนั้น การที่จะบอกว่า พอประกาศใช้กฎหมายลูกแล้วอีก 7 วันเลือกตั้งกันเลย อย่างที่มีคนพูด นั่นเป็นการเอื้อให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วได้เปรียบ หมายถึง พรรคที่มีการบริหารอยู่แล้ว มีทุน มีสมาชิก มีหัวคะแนนอยู่แล้วจะได้เปรียบ ซึ่งในทางการเมืองจะยอมอย่างนั้นไม่ได้ เพราะต้องเปิดโอกาสให้กับทุกคนทุกพรรค
นายวิษณุ กล่าวว่า การที่นายจาตุรนต์ ระบุว่า ให้เลือกตั้งภายใน 45 วันนั้น คงหมายถึงเท่าที่พรรคการเมืองปัจจุบันบริหารงานกันอยู่ แต่การเลือกตั้งคราวต่อไป หลังจากที่ประเทศว่างเว้นการเลือกตั้งมาหลายปี และพรรคการเมืองหยุดทำกิจกรรมมานานหลายปี การจะฟื้นกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้ง ก็ต้องอย่าลืมว่านี่คือการตั้งผู้แทนราษฎร การตั้งรัฐบาล ดังนั้นต้องให้โอกาสคนใหม่ที่เขายังไม่เคยได้เข้ามามีโอกาสด้วย ตรงนี้ก็ต้องให้เวลา เพราะมันต้องใช้เวลาทั้งนั้น
เมื่อถามย้ำว่า หากจะเกิดความพิสดารอย่างนั้น แสดงว่า ทุกคนจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเลยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่ เพราะบางพรรคมีทุนเดิมอยู่ก็ใช้ได้ มีสมาชิกพรรคอยู่ก็เอามาได้ แต่สำหรับพรรคใหม่ ไม่มีสมาชิกเลยแม้แต่คนเดียว ก็ต้องมาหาสมาชิกเพียงแค่กรอกแบบฟอร์มก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว เพราะฉะนั้น 2 พรรคใหญ่ จะได้เปรียบ แต่จะเอาเปรียบทั้งหมดไม่ได้ จะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเขาบ้าง เพราะคุณมีต้นทุนอยู่บ้างแล้ว ก็ต้องเผื่อคนที่ไม่มีต้นทุนด้วย แต่จะเอาต้นทุนทั้งหมดมาใช้ 100% คงไม่ได้ ต้องมีอะไรบางอย่างที่ต้องทำเพิ่มเติม
โยนถาม 'มีชัย' รับนั่ง ปธ.กรธ.หรือไม่
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับเป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า เห็นจากที่หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าว ก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง พวกคุณต้องไปถามหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวว่าเขาไปเอามาจากไหน แล้วทำไมหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ เขาจึงไม่มีข่าวนั้น ยืนยันว่า ไม่ทราบจริงๆ และขณะนี้นายมีชัยก็อยู่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไปประชุมเรื่องอธิบายข้อกฎหมายเกี่ยวกับประมงให้สหภาพยุโรป (EU) นานกว่า 10 วัน โดยมีส่วนหนึ่งที่จะเดินทางกลับวันนี้ (18 ก.ย.) และอีกส่วนหนึ่งเดินทางกลับวันที่ 21 ก.ย. ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่า นายมีชัยเดินทางกลับวันไหนกันแน่
เมื่อถามว่า ความจริงได้ทาบทามนายมีชัยให้มาเป็นประธาน กรธ. หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนี้ และจนถึงวันนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่ได้หารือหรือปรึกษาแต่อย่างใด และเข้าใจว่าในเวลานี้ นายกฯ คงไม่ได้ปรึกษาใคร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ และตนก็ยังไม่รู้ว่า นายมีชัย ยอมรับจริงหรือไม่ และก็ไม่ควรไปเดาเอาไว้ ให้ท่านกลับมาแล้วพวกคุณก็ไปถามท่านเอง
"ตอนที่ทำกฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ท่านยังพูดทีเล่นทีจริงเลยว่า จะเขียนคุณสมบัติอย่างไรก็ตาม ขอให้เขียนแล้วท่านขัดต่อคุณสมบัติด้วยเถอะ ท่านกระเซ้าผมว่า ให้ช่วยเขียนหน่อย ให้ท่านขาดคุณสมบัติ ซึ่งผมยังบอกไปเลยว่า อย่างนั้นก็เขียนลงไปเลยว่าห้ามชื่อ มีชัย (หัวเราะ) เป็นการพูดเล่นกันในตอนนั้น เพราะท่านไม่อยากทำ แต่ถ้าสมมติว่าจวนตัวแล้ว หาคนยาก แล้วทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจ ก็อาจจะมีใครรับไปคุยกับท่านก็ได้ แต่ผมไม่พูดในเรื่องนี้ เพราะผมทราบเจตนาของท่านแล้ว ผมจึงไม่ควรเป็นฝ่ายไปพูด แต่คนอื่นจะไปพูดก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเขาไม่เคยรู้เจตนา"
เมื่อถามว่า แสดงว่าจะปล่อยให้นายมีชัยเป็นคนตัดสินใจเอง นายวิษณุ กล่าวว่า เอาให้แน่ก่อนว่ามีคนไปชวนนายมีชัย เพราะไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะเหมือนนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ที่ระบุว่า ยังไม่มีใครมาเชิญ และหากมาเชิญแล้วจะรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อยังไม่มีใครเชิญ แล้วจะมาถามข้ามขั้นว่ารับหรือไม่ เดี๋ยวก็หน้าแตกกันไปหมด อย่างนั้นไม่ได้
เมื่อถามว่า จะไปเชิญนายอานันท์หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มาถามตนไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ และไม่ทราบ อย่างไรก็ตามหากมีใครมอบหมายมาก็ต้องทำ แต่ขณะนี้ไม่มีใครมอบหมาย หรือมีการมอบหมายใครอยู่หรือไม่ ก็ไม่ทราบ
ส่วนในวันที่ 22 ก.ย.นี้ จะได้รายชื่อ กรธ. เหมือนที่เคยตั้งใจไว้หรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ก่อนวันที่ 22 ก.ย. จะต้องได้รายชื่อ แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ เพราะบางคนจะต้องไปลาออกจากตำแหน่งอื่นๆ เพื่อให้ถูกต้องตามคุณสมบัติ เมื่อ นายกฯ เดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 1 - 2 ต.ค. จะได้กลับมาดู และถ้าทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถประกาศในวันเดียวกันนั้นได้
"ตอนนี้หลายคนกำลังติดเงื่อนไข เหตุหนึ่ง คือ จะต้องเว้นวรรคสองปี ดังนั้นการติดต่อทาบทามต้องบอกกันให้ชัดเจนว่า จะต้องรู้ด้วยว่าโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่ต้องการให้รับตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี ซึ่งเมื่อครั้งเชิญ 36 คนมาเป็น กมธ.ยกร่างฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งที่ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็พูดกันเสียจนนายบวรศักดิ์ ต้องขอถอนตัวและลาออก ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจกับคนที่จะมาเป็น กรธ.ด้วย เพราะต้องใช้ข้อห้ามอันเดียวกันนั้นมาใช้โดยอนุโลมด้วยเช่นกัน"
ปัดหนุน คปป. ระบุคำถามนักข่าวทำให้เข้าใจผิด
นายวิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อลงข่าวว่า ตนได้สนับสนุนให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ตอนที่นักข่าวถามกันนั้น ไม่ได้ถามถึง คปป. หรืออาจจะหมายถึง แต่ไม่ได้เอ่ยตรงๆ ซึ่งเมื่อตนได้ฟังคำถามแล้วก็นึกว่าหมายถึง มาตรา 7 เพราะนักข่าวถามว่า การที่มีองค์กรหนึ่งที่คอยชี้แนะนำว่าอะไรควรทำหรือไม่ ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปฏิบัติตาม และต้องแนะนำเมื่อรัฐบาลมีข้อสงสัย ถือว่าเป็นการครอบงำหรือไม่ ตนก็เข้าใจว่า เป็นกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญ และตอบไปว่า การใช้อำนาจดังกล่าวไม่ถือเป็นการครอบงำ เพราะเมื่อชี้ว่าอะไรถูกอะไรผิดก็ต้องทำตาม และถ้ารัฐบาลไม่อยากให้เกิดกรณีเช่นนั้นก็ไม่ต้องไปถาม
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นด้วย 100% หากรัฐบาลสงสัยอะไรให้ถามศาลรัฐธรรมนูญ ลองเปรียบเทียบหากคุณมีคดี แล้วถ้าไม่ฟ้องศาล ศาลก็ไม่เรียกมาพิจารณา แต่หากฟ้องศาลแล้วมีการตัดสิน เราจะไปบอกว่านั่นคือการครอบงำได้อย่างไร ในวันนั้นผมตอบในบริบทของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา รัฐบาลหลายสมัยอะไรผิดมาเยอะ ซึ่งสมัยก่อนจะมีการทำไปก่อน เมื่อผิดก็จะบอก ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากนำไปสู่การถอดถอน ถ้ามีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินได้ เมื่อพบว่าสิ่งใดผิดก็ไม่ต้องทำ
"คนถามน่าจะหมายถึง คปป. ส่วนผมก็เข้าใจว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เอาคำตอบผมไปใส่อีกคำถาม ทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ความจริงแล้ว คปป. ไม่ได้มีหน้าที่ชี้ถูกผิดให้กับใคร และไม่ได้มีหน้าที่ให้คำแนะนำ หากวันนั้นผมรู้ว่าถามเรื่อง คปป. ผมจะไม่ตอบอะไรเด็ดขาด"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมี คปป.หรือไม่ นายวิษณุ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว พร้อมกล่าวเหน็บว่า หากตอบไปเดี๋ยวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมาว่าตนอีก
อย่างไรก็ดีในกรณีที่มีข่าวว่าสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปฏิเสธไม่ขอเข้าร่วมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตนไม่ขอออกความเห็นใดๆ เพราะเป็นหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการคัดเลือกบุคคล ซึ่งเขาจะมาเข้าร่วมหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของเขา



