ข่าว

ข้าวก่ำคัดพันธุ์ต้านอนุมูลอิสระเพาะบัณฑิตแนบชิดชุมชนปลอดสาร

ข้าวก่ำคัดพันธุ์ต้านอนุมูลอิสระเพาะบัณฑิตแนบชิดชุมชนปลอดสาร

18 ก.ย. 2558

ข้าวก่ำคัดพันธุ์ต้านอนุมูลอิสระเพาะบัณฑิตแนบชิดชุมชน (ปลอดสาร) : คมคิดจิตอาสา โดย...นิศานาถ กังวาลวงศ์

              การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับสถาบันการศึกษา นับเป็นสะพานเชื่อมทางภูมิปัญญาที่จะถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านกิจกรรมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยกระบวนการเลือกเฟ้นด้วยจิตอาสา อันจะทอดยอดสู่ความเป็นมืออาชีพในอนาคต

              “ข้าวก่ำ” (1) คือพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่จะเข้ามามีบทบาท ในฐานะผู้หลอมรวมท้องถิ่นเมืองลำปาง และภาคเหนือเข้ากับสถานอุดมศึกษาดังเช่นที่ มหาวิทยาลัยเนชั่น กำลังลงหลักปักฐาน พัฒนาคุณภาพบุคลากร และคุณภาพชีวิตของผู้คนอีกมากมายไปพร้อมกัน นั่นหมายถึงว่า การกำเนิดของ “เพอเพิลไรซ์” สุดยอดข้าวก่ำคัดพันธุ์ ต้านอนุมูลอิสระ จึงหาใช่ล่องลอยตามกระแสหรือแฟชั่น "ใครๆ ก็หันมาขายข้าว"

              แม้ว่า วาระ “สุขภาพ” จะเป็นเทรนด์หลักของสังคมไทยยามนี้ก็ตาม หากแต่ถ้าสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ต้องปลอดสารเคมีโดยหลักการของมันอยู่แล้ว ตอบสนองคุณภาพชีวิต และความมั่นคงในอาชีพของผู้ผลิต “มูลค่า” ที่แฝงฝังอยู่ใน “ข้าวก่ำ” ทุกเมล็ดย่อมมีมากเหนือ “ราคา”

              “มหาวิทยาลัยเนชั่น เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพผู้บริโภค จึงเกิดแนวคิดที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกข้าวพันธุ์ดี ที่ได้รับการคัดสรรสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดี และเป็นการรักษาสายพันธุ์ข้าวก่ำที่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ มีสารป้องกันโรคภัยต่างๆ มากมาย”

              นี่คือจุดเริ่มต้นที่ ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่นและคณาจารย์หมายมั่นว่า ในอนาคตมหาวิทยาลัยอาจจะวิจัยนำข้าวก่ำมาแปรรูปต่อยอดสกัดสารทำเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เพื่อวางจำหน่ายต่อไป

              การก่อตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยเนชั่น” ขึ้นมา ก็เพื่อตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัย “เรียนกับมืออาชีพ และเป็นบัณฑิตจิตอาสา” เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็งยั่งยืน โดยต่อยอดจากผลงานวิจัย ผลงานวิชาการรวมถึงสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่อาศัยเทคโนโลยี ตลอดจนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์

              ที่สำคัญ ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ บอกว่า “ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยเนชั่น” ซึ่งให้กำเนิด  “เพอเพิลไรซ์” จะเป็นดังเรือธงผลักดันให้บุคลากร นักศึกษา ประชาชนทั่วไป เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้มแข็ง ที่ได้รับความรู้ แนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง และสามารถพัฒนาความคิดด้านการตลาด การผลิตการจัดการ และการเงินอย่างเป็นระบบ

              หากแต่การสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้าน ผู้เคยหันหลังให้ข้าวก่ำ เพราะราคาตกต่ำ ตลาดไม่รับซื้อให้หันมาปลูกข้าวชนิดนี้ คงไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่การบอกปากหรือเกลี้ยกล่อมเท่านั้น การวิจัยคือผลงานสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นในเวลาต่อมา

              อาจารย์พงษ์อินทร์บอกว่า ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่นให้ความสำคัญกับข้าวก่ำ ที่ได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าในภาคเหนือ มีคุณสมบัติและสายพันธุ์ที่หลากหลาย มหาวิทยาลัยเนชั่นได้คัดไว้ทั้งข้าวเหนียวก่ำ และข้าวเจ้าก่ำ จนได้สายพันธุ์ต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ลำดับต่อมาคือต้องรักษาสายพันธุ์ไว้ไม่ให้สูญหาย จึงจัดทำแปลงข้าวก่ำสาธิต จำนวน 2 แปลง แยกเป็น แปลงข้าวเหนียวก่ำ และแปลงข้าวเจ้าก่ำ และส่งเสริมให้เกษตรกรใน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ปลูกข้าวเหนียวก่ำเป็นการนำร่องบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพดี พร้อมรับซื้อกลับมาทั้งหมดในราคาค่อนข้างสูง จนเกษตรกรเห็นความสำคัญและเข้าร่วมโครงการ

              รอบแรกที่มหาวิทยาลัยเนชั่นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวก่ำได้ผลผลิตมาประมาณ 1 ตัน โดยมหาวิทยาลัยเนชั่นได้นำมาบรรจุลงแพ็กเกจขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัมเพื่อจัดจำหน่าย

              นั่นคือ จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำในแบรนด์ “เพอเพิลไรซ์” สุดยอดข้าวก่ำคัดพันธุ์ ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอยู่ในรูปแบบพร้อมเสิร์ฟผู้บริโภคผู้แสวงหาอาหารอินทรีย์ปลอดสาร และต่อต้านอนุมูลอิสระ

              ส่วนแผนงานในปี 2559 ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ คาดว่า จะขยายพื้นที่ส่งเสริมการปลูกทั้งข้าวเหนียวก่ำ และข้าวเจ้าก่ำให้มากขึ้นเพื่อเปิดทางเลือกตามรสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือ ค่านิยมเกษตรกรต้องงดใช้สารเคมี พร้อมกับที่ได้ปลูกฝังทัศนคติตระหนักในอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน

              ขณะเดียวกัน นับแต่แปลงนาขึ้นมาจนถึงบรรจุภัณฑ์ ทุกขั้นตอนคือจุดเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับชุมชนสู่การเรียนรู้เพื่อคุณภาพของบัณฑิตในอนาคต

              “มหาวิทยาลัยเนชั่น ต้องการส่งเสริมให้นักศึกษาทุกสาขาวิชาเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้นอกห้องเรียน มีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมลภาวะจากสารเคมี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนในพื้นที่ และเกษตรกรผู้ที่ได้รับการส่งเสริมก็จะมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

              รศ.ดร.นวลศรี รักอริยะธรรม อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเนชั่น เล่าว่า การจัดทำโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำ เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ บุคลากร นักศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ทำผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำปลอดภัยมูลค่าสูง และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าวก่ำโดยใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่

              อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเนชั่น บอกถึงขั้นตอนการทำงานว่า เริ่มจากเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและคุณสมบัติทางชีวภาพ การเตรียมดิน การปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ การปลูก การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ถึงการเก็บเกี่ยว การบรรจุภัณฑ์ตลอดจนถึงการตลาด ครบกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำคุณภาพดี ปลอดภัย และมีมูลค่าสูง

              จุดเด่นของการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวก่ำปลอดภัยมูลค่าสูง เกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการจะต้องไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก โดยทางมหาวิทยาลัยเนชั่นจะเน้นให้เกษตรกรใช้สารอินทรีย์แทน เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัย ทั้งนี้จะควบคุมการปลูกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยกำหนด
 
              “สิ่งที่มหาวิทยาลัยจะได้รับนอกจากจะได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพแล้วยังได้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในพื้นที่ด้วย ถือเป็นงานตัวอย่างชิ้นแรกของศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ เป็นการสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดี” รศ.ดร.นวลศรีกล่าว

              หลังจากที่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของข้าวก่ำได้รับความนิยม ราคาเริ่มสูงขึ้น เกษตรกรจึงหันมาปลูกกันมากขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยเนชั่นมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรได้ปลูกข้าวเหนียวก่ำ เพื่อให้ผู้ซื้อได้บริโภคสุดยอดของข้าวดีมีคุณภาพ ทั้งยังป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอีกทางหนึ่งด้วย

              การแปรรูปข้าวก่ำ ที่สามารถทำขนมได้หลากหลาย มหาวิทยาลัยวางแผนไว้ว่า จะทำวิจัยข้าวก่ำ เพื่อแปรรูปต่อยอดสกัดสารทำเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เพื่อวางจำหน่ายต่อไป

              “หากเราไม่ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนในช่วงนี้ ข้าวเหนียวก่ำที่มีคุณประโยชน์หลากหลายอาจจะสูญหายไป เนื่องจากไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ปลูกข้าวที่ดีมีคุณภาพ” รศ.ดร.นวลศรี กล่าวในตอนท้าย


มหัศจรรย์พันธุ์พื้นเมือง

              สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำ ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น จะวางจำหน่ายภายใต้ชื่อ “เพอเพิลไรซ์” สุดยอดข้าวก่ำคัดพันธุ์ ต้านอนุมูลอิสระ ผ่านกระบวนการปลูกโดยปราศจากยาปราบศัตรูพืช มีคุณสมบัติ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน วิตามิน และสารประกอบไบโอแอ็กทีฟ ได้แก่ สารประกอบฟินอลิก แอนโทไซยานิน และแกมม่า-ออริชานอล ซึ่งช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต เพิ่มภูมิคุ้มกัน ยับยั้งสารก่อมะเร็ง บรรเทาโรคเบาหวาน ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ที่หัวใจและสมอง

              สาเหตุที่ตั้งชื่อว่าเพอเพิลไรซ์ เนื่องจากเมล็ดข้าวมีสีม่วงเข้ม เป็นเอกลักษณ์ของข้าวก่ำ และไม่ต้องการใช้ชื่อที่ซ้ำกับไรซ์เบอร์รี่ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ทั้งยังสร้างความต่าง และเชื่อว่าในอนาคตเพอเพิลไรซ์ จะเป็นข้าวอีกชนิดที่เกษตรกรจะหันมาปลูกกันมาก เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาดต่อไป

              (1) ข้าวก่ำ (Purple Rice) เป็นข้าวพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชีย เรียกขานกันหลายชื่อ คนภาคกลางรู้จักในนาม ข้าวเหนียวดำ (Black Sticky Rice) ส่วนชาวปักษ์ใต้สั้นๆ ตามแบบฉบับว่า เหนียวดำ บางแห่งเรียกข้าวนิล จัดอยู่ในตระกูลไรซ์เบอร์รี่ที่กำลังได้รับความนิยม ข้าวก่ำในพื้นที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มอินดิก้า (indica type) มีสีแดงอมม่วง เพราะมีสารในกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีรายงานว่า สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารประกอบหลายชนิด เพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ

ต้องปลูกให้เหมือนกับกินเอง

              น.ส.กรรณิการ์ วงค์ปัญญา อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เป็นหนึ่งผู้เข้าร่วมบัณฑิตจิตอาสา ในโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำ กล่าวว่า ส่วนตัวมาจากครอบครัวเกษตรกร คลุกคลีอยู่กับการทำนามาตั้งแต่จำความได้ ที่บ้านปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงขาย ดังนั้นการปลูกจึงไม่ใช้สารเคมี ข้าวที่ได้จึงเป็นข้าวที่ปลอดภัย มีคุณภาพดี พ่อแม่เคยบอกว่า การปลูกข้าวต้องปลูกให้เหมือนกับปลูกไว้กินเอง ในเมื่อเราปลูกกินเองไม่ใช้สารเคมียังปลูกได้ ปลูกให้คนอื่นกินก็ต้องไม่ใช้สารเคมีด้วยเหมือนกัน

              กรรณิการ์เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เริ่มปลูกข้าว จนกระทั่งถึงการดูแลต้นข้าวที่กำลังตั้งท้อง ด้วยการถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในแปลงนาสาธิต เธอบอกว่า กิจกรรมนี้ทำให้ได้รับความรู้ที่ไม่มีสอนอยู่ในห้องเรียน ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี และสิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากความรู้ในการปลูกข้าวแล้ว ยังได้ความสามัคคีในการทำงานร่วมกันกับเพื่อนทั้งในและต่างคณะ ที่เข้ามาร่วมในโครงการนี้ด้วยกัน

              จากการที่เป็นลูกชาวนามีความผูกพันกับนาข้าวมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติม ความรู้ที่ได้จากแปลงนาสาธิตสามารถนำกลับไปต่อยอดให้ครอบครัวได้ ทั้งนี้มีเพื่อนอีกหลายคนที่เข้าร่วมอยู่ในโครงการ แต่ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับนาข้าวมาก่อน เมื่อได้เข้าร่วมโครงการต่างตื่นและได้รับความรู้เพิ่มเติมจากการปลูกข้าวไปด้วย ถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่หาไม่ได้ง่ายนักจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะทำแปลงนาสาธิต เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การปลูกข้าว จึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีโอกาสได้เข้ามาร่วมในโครงการนี้

              นางพัด แก้วโม๊ะ อายุ 48 ปี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวก่ำ ในโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ข้าวก่ำ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยเนชั่น กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาครอบครัวปลูกข้าวเหนียวก่ำเพื่อบริโภค และจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วบนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ สำหรับข้าวที่มหาวิทยาลัยเนชั่นนำมาส่งเสริมให้ปลูกนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงตั้งท้อง ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด รอการออกดอก ออกรวงและเก็บเกี่ยว ส่วนการดูแลรักษาเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น ที่ผ่านก่อนหน้าจะได้รับการส่งเสริมก็ไม่เคยใช้สารเคมีในการดูแลรักษาต้นข้าว ข้าวที่ออกมาได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ทำให้ต้นทุนในการปลูกข้าวต่ำกว่าแปลงที่ใช้สารเคมีเข้ามาดูแล ซึ่งส่งผลเสียมากมายสำหรับเกษตรกรที่ใช้สารเคมี นอกจากจะต้องประสบกับต้นทุนที่สูงแล้ว สุขภาพของตัวเกษตรกรเองก็ไม่ดีี เจ็บป่วยบ่อยครั้ง

              การที่มหาวิทยาลัยเนชั่นเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกข้าวเหนียมก่ำนั้น ถือเป็นเรื่องดี เพราะชาวนาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับข้าวก่ำที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง หาเกษตรกรที่จะปลูกข้าวก่ำเพื่อจำหน่ายในปัจจุบันค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นข้าวที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ขายไม่ได้ราคา ก่อนหน้านี้หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะเก็บไว้กิน หากมีเหลือจะนำออกไปขายตามตลาดนัด การเข้าร่วมในโครงการจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ขายข้าวได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเนชั่นจะรับซื้อข้าวทั้งหมดที่นำเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก หากข้าวก่ำเป็นที่รู้จักในตลาด เชื่อว่าจะมีคนกินหันมาให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากข้าวก่ำเป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง ช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้หลายโรค