ข่าว

สงครามกับวิกฤติผู้อพยพในตะวันออกกลาง

สงครามกับวิกฤติผู้อพยพในตะวันออกกลาง

18 ก.ย. 2558

สงครามกับวิกฤติผู้อพยพในตะวันออกกลาง : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์

              ภาพผู้อพยพลี้ภัยชาวตะวันออกกลางที่หลั่งไหลเข้ายุโรปเป็นจำนวนมากตามที่เป็นข่าวร้อนในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่โลกหันมาให้ความสนใจไม่น้อยหลายฝ่ายให้ความเห็นอกเห็นใจ เพราะคนเหล่านี้ต้องหนีตายจากสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศตน แต่มีอยู่น้อยคนนักที่จะออกมาตั้งคำถามถึงสาเหตุที่มาของระลอกคลื่นของผู้อพยพเหล่านี้

              ปัจจุบันปัญหาผู้อพยพถือเป็นวิกฤติใหญ่ในโลกมุสลิม เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้อพยพทั่วโลกเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะจากประเทศอย่างซีเรีย อิรัก ลิเบีย อัฟกานิสถาน และเยเมน ที่สำคัญสาเหตุของการอพยพนั้นไม่ได้เกิดจากอุบัติภัยทางธรรมชาติ หรือความอดอยากยากแค้น แต่มันเป็นวิกฤติผู้อพยพอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง

              เริ่มจากนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวของพวกสายเหยี่ยวอเมริกันที่เข้าไปจัดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง เข้าไปใช้กำลังรุกราน และยัดเหยียดสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ในดินแดนตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11

              แม้สหรัฐจะสามารถบุกถล่มเปลี่ยนการปกครองได้ในที่สุด อย่างกรณีของอัฟกานิสถานและอิรัก แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาประเทศทั้ง 2 ดังกล่าวก็ตกอยู่ในสภาพที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งสงครามถาวร ไม่รู้ว่าจะเกิดความสงบขึ้นเมื่อไหร่

              กรณีสงครามกลางเมืองในซีเรีย ลิเบีย และเยเมน น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดจากปัญหาการเมืองภายในหลังการลุกฮือของประชาชนต่อต้านอำนาจเผด็จการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2010 แต่หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละกรณีเราก็จะเห็นบทบาทการแทรกแซงของเหล่ามหาอำนาจชาติตะวันตกในทุกกรณี ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็น 2 ตัวแสดงหลักในการโค่นระบอบกัดดาฟีในลิเบีย ขณะเดียวกันก็สนับสนุนฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มในซีเรียโค่นระบอบอัสซาด

              ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องพูดถึงบทบาทสหรัฐ อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย ที่มีส่วนในทุกๆ สมรภูมิรบในตะวันออกกลางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

              ว่ากันว่าในสงครามซีเรียนั้น คนที่มีส่วนในการทำสงครามมีไม่กี่แสนคน แต่สงครามที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อกลับทำให้คนอีกเกือบ 20 ล้าน ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส จำนวนนี้กว่า 7 ล้านคน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของตนเอง อีกกว่า 4 ล้าน ต้องอพยพลี้ภัยออกไปนอกประเทศ ตุรกีเป็นด่านหน้าสำคัญที่รองรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้จำนวนเกือบ 2 ล้านคน จอร์แดนเอง ซึ่งเป็นประเทศเล็กและขาดแคลนน้ำอยู่แล้วกลับต้องแบกรับผู้ลี้ภัยกว่าล้านคน เลบานอนก็เป็นอีกประเทศเพื่อนบ้านหนึ่งที่ชาวซีเรียไปอยู่ที่นั่นจำนวนไม่น้อย

              ที่น่าสนใจคือ ประเทศร่ำรวยน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน ยูเออี คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน กลับไม่มีนโยบายรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่มีความใกล้ชิดด้านศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมกับชาวซีเรียอย่างมาก เหตุผลที่สำคัญอาจเป็นเพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้กลัวภัยความมั่นคง เพราะประเทศต่างๆ ทั้ง 6 นี้ ล้วนมีส่วนให้เกิดสงคราม โดยสนับสนุนฝ่ายต่อต้านต่างๆ เพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาด ด้วยเหตุนี้จึงไม่มั่นใจว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นฝ่ายไหน หากเป็นฝ่ายอัสซาดแทรกซึมเข้ามาก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของราชวงศ์ต่างๆ ได้

              แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ กลุ่มประเทศเหล่านี้มีพลเมืองดั้งเดิมของตนน้อยมาก ประชากรส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน ใครไม่มีงานทำก็อยู่ไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เข้ามาอยู่ถาวรกันหมดก็จะทำให้อัตลักษณ์ของชาติสูญเสียไป เพราะจะถูกวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่กลืนกิน ฉะนั้น ที่ผ่านมาแรงงานต่างชาติจึงสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำงานในประเทศร่ำรวยน้ำมันเหล่านี้จะมาอยู่ถาวรไม่ได้

              ด้วยเหตุนี้ ขืนรับผู้ลี้ภัย ซึ่งไม่มีงานทำอยู่แล้วและยังไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนได้เมื่อไหร่ (เพราะสงครามไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ) จึงอาจเป็นอันตรายต่อแต่ละประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียในอนาคต