ข่าว

เปิดมุมมอง‘อานันท์’4บรรดทัดฐานใหม่ประตูสู่การพัฒนา

เปิดมุมมอง‘อานันท์’4บรรดทัดฐานใหม่ประตูสู่การพัฒนา

18 ก.ย. 2558

เปิดมุมมอง‘อานันท์ ปันยารชุน’ 4บรรดทัดฐานใหม่ประตูสู่การพัฒนาประเทศ

              ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “ประเทศไทย” ประสบภาวะวิกฤติต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และปากท้อง ซึ่งทุกปัจจัยที่กล่าวถึงส่งผลให้การพัฒนาประเทศสะดุดแน่นิ่งหยุดอยู่กับที่ บางช่วงเวลาถึงขนาดมืดมิดแทบไร้ทางออก แต่ใช่ว่าการพัฒนาประเทศของไทยจะมาถึงทางตัน เพราะหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริง เชื่อว่าการนำพาประเทศสู่บริบทใหม่คงไม่ใช่เรื่องไกลนัก
 
              เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สู่บริบทใหม่ของประเทศด้วยธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย” ที่จัดในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2558 ว่า ประเทศไทย กำลังก้าวไปสู่การสร้าง “บรรทัดฐานใหม่ (New Normal” ที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง โดยประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างรอยต่อที่สำคัญทางการเมือง ซึ่งยากจะคาดเดาได้ว่า ผ่านรอยต่อนี้ไปแล้ว บรรทัดฐานใหม่ของไทยจะเป็นอย่างไร ถึงเวลาที่จะต้องเอาจริงกับการปรับบทบาท และจิตสำนึกของเราสู่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อช่วยให้สามารถเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติต่างๆ พร้อมกับหาคำตอบและทางออกของปัญหาเหล่านั้นได้
 
              "ผมอยากจะเสนอ 4 องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในบรรทัดฐานใหม่ของไทยที่จำเป็นสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและทรงพลัง ได้แก่ 1.บรรทัดฐานใหม่ของไทย ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และทั่วถึง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในมิติของตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะได้เห็นแล้วว่า การขยายตัวแบบอัดฉีดมาตรการประชานิยม ที่ไร้วินัยทางการคลัง เป็นการขยายตัวที่ไม่ยั่งยืน และสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงควรมุ่งเสริมโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งมากกว่า ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง"

              ขณะเดียวกัน เพื่อให้การพัฒนายั่งยืน ต้องแบ่งสรรผลประโยชน์ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน จึงจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม และความชอบธรรมของระบบเศรษฐกิจและการเมืองในที่สุด”

              2.การเปลี่ยนแปลงต้องนำไปสู่ “สังคมที่เปิด และมีส่วนร่วมของคนในสังคมไทย” นอกจากกระจายรายได้อย่างเสมอภาคแล้ว ต้องให้สิทธิเสรีภาพ และโอกาสที่ทัดเทียมกันแก่ทุกภาคส่วน ทุกกลุ่ม ทุกศาสนา และทุกพื้นที่ในสังคม ในการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของภาครัฐตลอดเวลา แต่เสรีภาพที่เท่าเทียมนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้ง เพราะระบบการปกครองโดยเสียงข้างมาก ไม่ได้หมายถึงการปกครองลักษณะผู้ชนะกินรวบ จนผู้ชนะสามารถทำได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ
 
              “การเป็นสังคมที่เปิดและมีส่วนร่วมนั้น ต้องทำควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการเปิดรับความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ต้องหัดที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน บนพื้นฐานของความแตกต่าง โดยไม่สร้างความแตกแยก หรือก่อให้เกิดการเกลียดชัง ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธ และความรุนแรงในด้านต่างๆ การจะนำไปสู่สังคมที่เปิดและมีส่วนร่วมนั้น การทำงานของสื่อนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางในการนำเสนอความคิดเห็นต่างๆ ให้เกิดความสมดุลและไม่บิดเบือน”

              ส่วนองค์ประกอบที่ 3 คือการทำให้ “สังคมไทยเป็นสังคมที่ปกครองโดยหลักนิติธรรม ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ตัวบทกฎหมาย” แต่ต้องคำนึงถึงเจตนารรมณ์แห่งกฎหมายและความเป็นธรรมด้วย สังคมที่ดีต้องมีกฎหมายที่ดี แต่กฎหมายที่ดี ไม่ใช่จะทำให้สังคมดีไปด้วย สังคมจะดี คนต้องดี ดังนั้นกฎหมายไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ลำดับขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาลต้องคงเส้นคงวา การปกครองด้วยหลักนิติธรรมนั้น ต่างจากการปกครองด้วยกฎหมาย เมื่อการบังคับใช้หลักนิติธรรมอ่อนแอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงทุจริตคอร์รัปชั่นก็เฟื่องฟู ความเป็นอิสระและเที่ยงธรรมของภาคตุลาการเป็นฐานหลักอย่างหนึ่งของหลักนิติธรรม และหลักนิติธรรมย่อมเกิดขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใสของสถาบันรัฐและบุคคลในสถาบันนั้น
 
              “การปกครองด้วยหลักนิติธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส และรับผิดชอบของภาครัฐ เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่รัฐบาลที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใสในแก่นแท้แล้วมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อคุ้มครองพลเมืองจากนโยบายที่หลงทาง เพราะรัฐบาลที่ดำเนินการต่างๆ โดยไม่มีการตรวจสอบนั้นมีแนวโน้มจะใช้อำนาจในทางที่ผิดและเพิกเฉยต่อประโยชน์สาธารณะ”

              4.การปรับสมดุลในโครงสร้างเชิงอำนาจ ระหว่างภาครัฐกับประชาชน รัฐที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นผลลัพธ์ของการมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมีการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายถึงการกระจายอำนาจให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น โดยควบคุมจากส่วนกลาง แต่เป็นการกระจายอำนาจให้ถึงมือประชาชน หรือกลุ่มตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากรูปแบบการกระจายอำนาจในอดีต ที่ควบคุมจากส่วนกลาง

              หัวใจของการกระจายอำนาจ คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดสิ่งที่เขาต้องการโดยตรงมากที่สุดในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค ความต้องการในการแก้ปัญหาอาจเหมือนกันหรือต่างกันได้ โดยรัฐยังดูนโยบายหลัก เช่น ความมั่นคง เศรษฐกิจการเงินการคลัง เป็นต้น แต่ในเรื่องที่กระทบกับประชาชนโดยตรง ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางปฏิบัติเช่นกัน
 
              “การกระจายอำนาจ ไม่เพียงช่วยลดภาระของรัฐบาลในส่วนกลาง ยังช่วยให้พลเมืองมีความตื่นตัว สนใจ และพร้อมมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นการบ่มเพาะประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าและอยู่ยืนยาวในสังคม การจะมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งต้องมีประชาชนที่มีการศึกษา ความรู้ และความรู้จักนึกคิดที่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุและผล ประชาธิปไตย จะมีพลังก็ต่อเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเข้าใจประเด็นที่ตัวเองเผชิญอยู่และทางเลือกที่ตัวเองมี รวมทั้งเข้าใจถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่พึงมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยด้วย”

              อดีตนายกรัฐมนตรี ยังบอกอีกว่า บรรทัดฐานใหม่ ของไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบนพื้นฐานของความชอบธรรม ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมี แต่มีประชาธิปไตยที่เน้นรูปแบบมากกว่าสาระ มีการเลือกตั้งแล้วก็จบ เป็นผลจากการที่เราไม่เคยเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ดังนั้นสถาบันหลายอย่างของไทย จึงไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในยุคโลกาภิวัตน์ ธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศในทิศทางที่สมดุลกว่าที่ผ่านมา การที่เรารับฟังความเห็นที่หลากหลายจากกลุ่มประชาชนที่กว้างขวางจะทำให้รัฐบาลให้น้ำหนักการพัฒนาที่รอบด้านและยั่งยืนมากกว่า

              “การจะเดินหน้าไปสู่บรรทัดฐานใหม่ จำเป็นต้องปฏิรูปอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก การถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ผู้เสียประโยชน์กีดขวางการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต้องพึ่งกลไกการกระจายผลประโยชน์ ที่ได้ระหว่างสมาชิกในสังคมอย่างสมดุล ทั้งนี้ การปฏิรูปที่สำเร็จ มักเป็นการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่เอื้อ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไทยเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญค่อนข้างเปลือง ปัจจุบันมีถึงฉบับที่ 19 แต่รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงของสังคมได้”

              อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่า การปฏิรูปนั้น ไม่ใช่การกระทำที่เสร็จไปครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่อาจจะเริ่มขึ้นด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา แต่กระบวนการนั้นต้องพัฒนาต่อไปและปรับตัวให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

              สุดท้าย “อดีตนายกรัฐมนตรี” กล่าวเสริมว่า ในกระบวนการปฏิรูปนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะถามว่าข้อเสนอต่างๆ นั้นสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าจะประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ ไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้ แต่ต้องทำด้วยเจตนาดีและความบริสุทธิ์ใจ และพร้อมที่จะแก้ไขใหม่ภายหลังตามความจำเป็น เพราะการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตย ไม่มีสูตรตายตัว เพราะเมล็ดของประชาธิปไตย ต้องงอกเงยจากภายใน แต่ละสังคมจึงจะได้รับการยอมรับและดำเนินไปได้ ธาตุแท้ของประชาธิปไตย คือ ประชาชนต้องเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยเอง ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาบอกให้ทำหรือไม่ทำ ไทยได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปจุดเดิมได้อีก การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกคนล้วนมีส่วนได้เสียกับอนาคตของชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปบนหนทางใหม่ที่สร้างสรรค์
 
              “ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ความหลากหลายของเรา รวมพลังและสามารถสะท้อนได้อย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นทางตรงที่สุดในการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยเชื่อประสานเป็นหนึ่งเดียวไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง”