
สมคิดหวังพ่อเมืองช่วยขับเคลื่อนศก.ยั่งยืน
สมคิดหวังพ่อเมืองช่วยขับเคลื่อนศก.ยั่งยืน ชี้2ปีฐานรากขาดกำลังซื้อทำไทยอ่อนแอ รับยังมีข้อกังวล 3 ส่วน ชี้ 30 ปีเน้นพัฒนา ลืมความจริงมนุษย์มีขา 2 ข้าง
ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต วันที่ 17 ก.ย.2558 กระทรวงมหาดไทยจัดการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญของกระทรวง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้มีรายได้น้อย ภายใต้หัวข้อ “โครงการสัมมนาผู้บริหารระดับสูงเพื่อกำหนดทิศทาง จุดยืน และยุทธศาสตร์การพัฒนาของกระทรวงมหาดไทย ในระยะ5ปี(พ.ศ.2559-2563)” ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นผู้มอบนโยบาย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง
นายสมคิด กล่าวว่า การที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน บุคคลที่มีความสำคัญที่สุดคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือกระทรวงมหาดไทย เพราะประเทศไทยทั้ง 76 จังหวัด หากทำให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ จะมีผลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความก้าวหน้าของประเทศ โดยผู้ที่จะยกระดับการพัฒนาในแต่ละจังหวัดย่อมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ไม่เหมือนกัน เพราะครั้งนั้นเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมหาศาล แต่ครั้งนี้ไม่เป็นอย่างนั้น สถานภาพทางเศรษฐกิจพื้นฐานของเรายังดีอยู่ ยังคงใช้ได้ ถึงแม้จะเก่าไปบ้าง โทรมไปบ้าง การแข่งขันจะต่ำลงไป แต่ไม่ได้ถึงขั้นที่ทำให้ประเทศหนักหน่วงลงไป
“ภาวะที่เกิดภายในปีสองปีนี้ เป็นเพราะคนที่อยู่ในระดับฐานรากไม่มีอำนาจซื้อที่เพียงพอ ความปั่นป่วน ความวุ่นวายทางการเมือง รวมกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เราไม่มีนโยบายที่ไปดูแลอย่างเพียงพอ ทำให้คนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งเป็นชาวนา ชาวไร่ เกษตรกรที่ยากจนยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ขณะที่มาตรการ 2 ชุดที่ผ่านมา มุ่งลงไปที่ฐานรากของประเทศ ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นมาตรการมามุ่งเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ความกังวลในอนาคตประเทศไทยไม่ได้อยู่แค่นี้ แต่อยู่ที่พื้นฐานที่แท้จริงของประเทศไทย ถึงแม้จะดูแข็งแรงดีอยู่ แต่บางส่วนนั้นไม่แข็งแกร่ง และไม่รองรับกับปัญหาในอนาคตข้างหน้า ตนพูดหลายครั้งว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือการรีฟอร์มเร่งปฏิรูปประเทศ ซึ่งทำได้ยากมาก เพราะเมื่อมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายๆสิ่งที่จำเป็น บางทีปฏิบัติไม่ได้ หรือมีอุปสรรคในการทำ แต่ในกรณีที่มีวิกฤติเกิดขึ้น ต้องใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการแก้ไขในสิ่งที่ยังบกพร่อง เพื่อให้ประเทศมีความยั่งยืน
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ตนมีความกังวล แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ 1.แนวทางการพัฒนา ประเทศไทยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ไทยเน้นการส่งออกเป็นตัวนำในการพัฒนาประเทศ พอมีกระแสตลาดโลกที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น มีการลงทุนจากต่างประเทศในเมืองไทยมากขึ้น วิธีการที่ใช้เป็นการก้าวกระโดด ทำให้เราลืมอะไรบางอย่าง เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ ถูกทุ่มไปในการดึงดูดให้คนมาลงทุนและส่งออก ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบได้เหมือนขาสองข้าง ที่ขาข้างขวาเติบโตขึ้นเรื่อยๆเปรียบเหมือนความเจริญ ส่วนขาอีกข้างหนึ่งคือขาข้างซ้ายที่เปรียบเหมือนคนส่วนใหญ่ของประเทศในท้องถิ่น ขณะที่ความเจริญของเราไม่ได้ไปถึงทางนั้น ถ้าหากเรายังคงเน้นการลงทุนในประเทศแล้วส่งออก ก็เหมือนเป็นการอิงอยู่บนขาข้างขวาข้างเดียว รายได้ส่วนใหญ่ถูกกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีการพัฒนา บางประเทศมองว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูงได้ ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ เพราะการที่บอกว่า เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางนั้น เป็นเพราะค่าเฉลี่ยของผลผลิต
“เมื่อเกิดปัญหาในตลาดโลก ประเทศของเราก็จะมีปัญหาทันที ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยเริ่มติดลบ การแก้ปัญหาคือการสร้างขาข้างซ้ายให้แข็งแรงเท่าๆกับขาข้างขวา โดยการเข้าไปสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แข็งแรงขึ้น เช่น สหกรณ์เกษตรต้องแข็งแรงพอที่จะช่วยชาติสร้างข้อต่อรองให้ชาวนาบริหารจัดการได้ การท่องเที่ยวต้องมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่น” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวและระบุถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขว่า คนจนในท้องถิ่นเขาต้องการประโยชน์ในการใช้ชีวิต มากว่าเงิน 400-500 บาท ผู้ว่าราชการจังหวัดมีส่วนสูงสุด อยู่ที่ว่า เราจะให้มีบทบาทอย่างไร การเติบโตจากภายในคือ การไปสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองให้ได้ โดยคำนึงถึงพื้นที่ต่างๆให้เหมาะสม
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับส่วนที่ 2. ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การส่งออกชะลอตัวอย่าไปโทษตลาดโลก สินค้าเราเริ่มขายไม่ได้ เพราะถูกอุตสาหกรรมใหม่ครอบงำ เทคโนโลยีการผลิตทำให้การแข่งขันยากขึ้น ต้องหวังพึ่งค่าเงิน โดยเฉพาะภาคเอกชนอยู่สบายมานานแล้ว ต้องเริ่มมีการขับเคลื่อน รัฐต้องสร้างพื้นฐานให้เอกชน ด้วยปัจจัย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษแถบชายแดน กับการเน้นความสามารถทางการแข่งขันในแบบไร้พรมแดน สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อแปลงเป็นผลผลิตส่งออกให้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศในไทย ที่เป็นสังคมเกษตรกรรม ทำอย่างไรจะตรึง ให้นักลงทุนเข้ามาไม่ไปไหน ดังนั้นการกระจายรายได้กลับคืนสู่ภูมิภาคที่แท้จริง อยู่ที่การจัดสรรคนและสถานที่ในท้องถิ่น การจัดสรรให้แรงงานในพื้นที่ไม่ต้องเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯให้มีงานทำในพื้นที่ ดังนั้นเราต้องสังเกตุว่าการจะทำแบบนั้นขาดผู้ว่าฯได้หรือไม่
และส่วนที่ 3.การผลิตสินค้า การเติบโต เกิดการชะลอตัวลง แต่สิ่งที่เติบโต คือภาคบริการ การท่องเที่ยวของประเทศไทยสำคัญที่สุดไม่แพ้ภาคการเกษตร ถ้าทำให้ดีสิ่งที่ตามมาคือ ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โรงแรม เป็นต้น จังหวัดแต่ละจังหวัดมีพื้นที่ของตัวเองอยู่ เพียงแค่ต้องพัฒนาและของบประมาณมาดูแลในเรื่องนี้ ในส่วนของบทบาทของผู้ว่าฯในอนาคต ควรมีดังนี้ 1.บทบาทในการเป็นผู้เปลี่ยนแปลง และสามารถริเริ่มความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้อยากตามท่านได้ 2.บทบาทในเชิงของสถาปนิกผู้ว่าราชการจังหวัดจะออกแบบอย่างไร และ 3.บทบาทของผู้ขับเคลื่อน เพราะผู้ขับเคลื่อนคือผู้ว่าฯ การขับเคลื่อนต้องใช้พลังสูงมาก ความสามัคคี ความอดทน ซึ่งตนคิดว่า ผู้ว่าฯจะต้องท่องในสิ่งเหล่านี้ และล้วนต่อเนื่อง เพราะถ้าไม่ต่อเนื่อง คนที่มาใหม่ก็เลิกไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงจะต้องพยายามวางครรลองในสิ่งเหล่านี้ และ4.บทบาทในฐานะข้าราชบริพารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ว่าฯหรือพ่อเมือง พ่อเมืองไม่ใช่ปกครอง พ่อเมืองมีหน้าที่คือการไปดูแลทุกข์สุขของราษฎร โดยการไปดูว่า เขาเดือดร้อนหรือไม่ ต้องการความช่วยเหลืออะไร เป็นที่พึ่งให้ประชาชน เป็นตัวแทนของเบื้องบน ดูแลราษฎรของท่าน
“หลายปีที่ผ่านมานี้ ด้วยความยากเย็น ด้วยความสับสนทางการเมือง ทำให้เกิดความสับสน กำลังถูกปลุกปั่นจนทำให้จากสังคมที่สงบเป็นสังคมที่ปั่นป่วนและขัดแย้ง ทั้งที่ความจริงแล้วคนไทยไม่ได้มีนิสัยอย่างนั้น ตรงนี้ถ้าผู้ใหญ่ในกระทรวง และผู้ว่าฯ มีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน ต้องไปชี้แจงสร้างความแข็งแรง ดูแลทุกข์สุข ทางชาวบ้านก็จะรัก ทุกคนก็รักทั้งประเทศ เรื่องนี้เป็นนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องจำใส่ไว้ในใจ หน้าที่ของเรานั้นคืออะไร เราไม่ใช่คนที่ต้องดูแลนักการเมือง ผมเคยเป็นนักการเมืองมาก่อนหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ต้องยอมโดนโยกย้าย ถ้า บอกให้ละทิ้งราษฎร ตำแหน่งที่ได้มาก็คงไม่มีความหมาย ถ้าทำตามเจตจำนงของนักการเมือง ที่สั่งให้ท่านทำโน่นทำนี่ นักการเมืองที่ดีก็มีเยอะ แต่บางคนที่ไม่ไหวก็มีเยอะ มันทำให้บางทีเกิดการวิ่งเต้น ถ้าไม่วิ่งก็ไม่ได้ แต่หารู้ไม่พอวิ่งเสร็จแล้วก็ติดกับดักต่อเนื่อง พวกที่ทำอย่างนั้นได้ประชาธิปไตยของไทยแข็งแรงและสมบูรณ์ เพราะว่า เขาเกิดความเข้าใจหน้าที่ของรัฐคืออะไร หน้าที่ของเขาคืออะไร ในฐานะพลเมือง” นายสมคิด กล่าว
ต่อมาพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวมอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทย ว่า วันนี้มาเป็นการพูดคุยให้ผู้ว่าฯลงไปปฏิบัติในพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะในขณะนี้เศรษฐกิจโลกไม่ดี ส่งผลมาถึงไทย เพราะเราเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออกมากพอสมควร ภูมิอากาศของโลกก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆมากมาย ประเทศไทยถือว่า น้ำค่อนข้างน้อย เพราะที่ผ่านมาประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคเกษตรไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เลยต้องพึ่งภูมิอากาศที่จะสามารถควบคุมน้ำในและนอกเขตชลประทาน เรื่องเหล่านี้คงไม่พ้นที่เราจะต้องเข้าไปดูแล
“อีกเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้คือประเทศเทศชาติของเรา ที่มีปัญหาภายในประเทศอยากให้ท่านผู้ว่าฯในฐานะนักปกครองช่วยกันดูแล ในเรื่องแรกกลไกมหาดไทยกับการบริหารปกครองที่แตกต่างกับทหาร เพราะเราปกครองประชาชนโดยตรง มีกลไกระดับนโยบายที่ต้องการส่งต่อยังผู้ว่าฯแล้วได้ลงไปปฏิบัติในระดับนายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขประชาชนในระดับ ไม่ใช่เพียงแต่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่ต้องพัฒนาด้วย” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า
ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดที่เป็นฝ่ายพัฒนามาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ถ้ามันเกิดความผิดเพี้ยนผู้ว่าฯต้องลงไปควบคุมกำกับดูแลให้ได้ ในบริบทที่เขาควรจะเป็นเมื่อเขาเป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกมาแสดงว่า เขาต้องมีอำนาจบารมี และความเชื่อถือศรัทธา เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯจะต้องใช้เขาให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงไปหาประชาชน มหาดไทยมีความเกี่ยวข้องหมด อย่างไรก็ดีถ้าถามว่า ในอดีตที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ผู้ว่าฯรู้ดี บางทีการเมืองก็ลงตรงไปหาเขา ถ้าเป็นการเลือกตั้งเขาก็กลายเป็นหัวคะแนน ผลประโยชน์ก็อีกเรื่อง ถ้าการเมืองบริสุทธิ์ทำให้กินดีอยู่ดีไม่เป็นไร แต่การเมืองที่ผ่านมา ตนถือว่า รัฐบาลที่มาทำงาน บางครั้งก็มีนโยบายที่ดีโดนใจประชาชน ขณะเดียวกันก็ทำลายประเทศเยอะไปหมด แต่คนข้างล่างไม่รู้ บางทีเขาอาจจะคิดแต่สิ่งที่ตัวเองได้ดี ถ้าเป็นกลไกที่มาจากการเมือง เขาคงไม่ได้มาด้วยความศรัทธา เลยเกิดการรับใช้พรรคการเมือง ถ้าด้วยบทบาทภารกิจไม่เป็นไร แต่เข้าไปรับใช้ในลักษณะนำพลังประชาชน หรือไปอาศัยความต้องการของประชาชนที่ชอบในนโยบายแล้วมาทำการบิดเบือน เช่น กรณี ไพร่ กับ อำมาตย์ ในอดีตกาลอาจใช่ แต่ปัจจุบันทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่ากันหมด เขาเลิกกันไปนานแล้ว จะไม่เท่ากันก็ด้วยปัจจัยทางความรู้ความสามารถ หรือหัวสมอง เขาก็พยายามใช้กฎหมายมาทำให้เท่ากัน เพราะฉะนั้นต้องว่ากันไปตามถูกตามผิด
“นักการเมืองทำผิดก็ต้องติดคุก ไอ้พวกนี้ไปบิดเบือน ที่ผ่านมาการนำกำลังประชาชนออกมาแล้วมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ว่าฯ นายอำเภอบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่มีตำราไหนเล่มใดในการปกครองจะให้นักปกครองทุกระดับทำให้ประชาชนคิดเห็นต่างกัน เอนไปข้างใดข้างหนึ่ง เช่น การตั้งโรงเรียนสีเสื้อแล้วใส่ความคิดเข้าไป แทนที่จะบอกว่า เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หรือเป็นการทำเพื่อหวังเจริญก้าวหน้า เรื่องนี้ผมไม่รู้ ผมขอเตือนผู้ว่าฯ และทุกระดับที่จะโตในอนาคต อย่าทำแบบนี้ เพราะจะฆ่าตัวอง และระบบของกระทรวงมหาดไทยในอนาคต เรามีพื้นที่ต้องไปพัฒนา อย่าสนแต่ตัวเองจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ว่าฯ อธิบดี ปลัดกระทรวง ผมอยากให้ท่านผู้ว่าฯลงไปดูกลไกที่มีให้เป็นไปตามลำดับการบังคับบัญชาอย่างแท้จริง เหมือนกองทัพที่อยู่ได้ เพราะกลไกเหล่านี้แน่นไม่ผิดเพี้ยน ที่อยู่ด้วยความเป็นจริงการบังคับบัญชาตามลำดับขั้น ไม่ใช่ปกครอง เพราะสายทางการเมือง จึงอยากให้ผู้ว่าฯทำในลักษณะแบบกองทัพ ที่ผ่านมาสั่งกันไม่ได้ เพราะกลไกการเมืองพรรคพวกและบารมี มันฝังอยู่ ท่านต้องทำให้ได้” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ในด้านท้องถิ่นที่เป็นฝ่ายพัฒนา ผู้ว่าฯต้องกำกับเขาดูแลในพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด อย่าให้เขาทำผิดกฎข้อบังคับ เพราะไม่มีโอกาสที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะสามารถพูดให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจตรงกันได้หมด ที่ผ่านมาบ้านเมืองเรามันมีวาระของความเห็นไม่ตรงกัน แล้วทำอย่างไรจะปรองดอง ไม่ใช่ว่านำคนผิดมีคดีมาปรองดอง ต้องเป็นไปตามกฎหมาย อย่างเช่น ตอนกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะมี ส.ส. ในมือ 377 คน ก็ออกมากันอีกมันไม่ได้ รับรองว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่มีผู้ว่าฯคนใดไม่รู้เรื่อง ถ้าทำอะไรที่ผิดเพี้ยนไปจากกลไกการปกครอง ให้พิจารณาตัวเอง
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องของการปรองดอง เราเป็นนักปกครอง ต้องให้ประชาชนทุกคนได้รับความเท่าเทียม ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การประกอบอาชีพ ตามกลไก ความรู้ความสามารถ และกฎหมาย ต้องทำให้เกิดความสามัคคี อย่านำประเทศไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก และรุนแรง ตนคิดว่า ถ้าบ้านเมืองกลับมาตีกัน ในพื้นที่ที่ผู้ว่าฯรับผิดชอบ ไม่ต้องมีใครไปทำอะไร ซักวันผู้ว่าฯจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่ได้ขู่ ต้องดูแลประชาชนอย่าให้กลับมาขัดแย้งกัน ใครจะมาอ้างประชาธิปไตย อย่ามาพูด ผู้ว่าฯรู้ดีหมดว่า การเมืองเขามายังไง ใช้ท่านอย่างไร เขาทำอย่างไรในเรื่องงบประมาณ ขณะที่คนต่างชาติไม่เคยรู้เรื่องตรงนี้ ประชาธิปไตยของเขาก็ใช้ระบบสภาเสียงข้างมากเหมือนกัน เป็นอย่างไรก็รู้ดี พอออกมาข้างนอกก็ประชาธิปไตยๆ
“ผมว่า เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่สร้างความแตกแยกในชาติ หลายๆคนมองไทยต้องเป็นประชาธิปไตย ผมไม่ค่อยสนใจมองที่ผ่านมาสิ่งที่เขาทำสร้างความแตกแยกอย่างมากแล้วมาขัดแย้ง มาตีรบกัน ทั้งเลวร้ายที่สุด มันน่ากลัว เป็นห่วงอย่างมาก เพราะผมเคยมีประสบการณ์มา โดยเฉพาะข้าราชการที่เหลืออายุเกษียณอีกหลายปีตรงนี้ก็น่ากังวล เพราะต้องเจออะไรอีกเยอะ อย่าไปแบ่งรับแบ่งสู้ ต้องมั่นคงในตัวเอง ท่านโตพอสมควรแล้ว อย่าทำผิดบทบาทภารกิจเท่านั้น หวังว่า คงไม่มีนะผู้ว่าฯไปจัดการเอาเสื้อแดง เสื้อเหลืองเข้ามาอีก ต้องจัดการเสื้อสีต่างๆ ให้ได้ เราเห็นต่างกันได้ไม่เคยว่า ชอบแบบไหนชอบไปเลย แต่ถ้าไปยุยงปลุกปั่นแล้วแตกแยก มันไม่ดีเลย หลังจากนี้ ผมจะคอยเฝ้าดูพวกท่าน อย่าตระบัดสัตย์” รมว.มหาดไทย กล่าวและมอบนโยบายด้านความมั่นคงให้กับผู้ว่าฯว่า เรื่องของการค้ามนุษย์ และไอยูยู ควรจะหมดไปจากประเทศเราเสียที เวลาเขาประเมินเรา มีหลายเรื่องที่ยังมองไม่ขาด โดยปัจจัยด้านสิทธิมนุษยชน ทางต่างชาติชอบไปถามกลุ่มแรงงานต่างๆ แล้วมักได้คำตอบว่ามีขบวนการพามา แล้วผ่านด่านเข้ามาได้อย่างไร ส่งผลถึงปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ต่างประเทศเขาจึงมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยว ตราบใดที่ยังเข้าไปอยู่ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่มีทางแก้ไขได้ ถ้าไม่มีการลงโทษ ยังไงก็ไม่พ้นการประเมิน หรือ เทียร์ 3
“ด่านต่างๆมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ โดยเฉพาะอส. ไม่รู้ว่าไปอยู่ในขบวนการนี้ด้วยหรือไม่ ผู้ว่าฯต้องจัดการให้ได้ ขณะเดียวกันก็มีการย้ายตำรวจในพื้นที่ด้วย เพราะฉะนั้นกลไกมหาดไทยต้องรู้หมดในด้านความมั่นคง ผมเคยถามท่านนายกฯ ที่ย้ายตำรวจ จะส่งผลถึงนายอำเภอหรือไม่ นายกฯบอกว่า เป็นเรื่องของตำรวจเขา ฉะนั้นผู้ว่าฯต้องลงไปกำกับดูแล” รมว.มหาดไทย กล่าว



