ข่าว

'อุเทน'ค้านดึงขรก.-อดีตขรก.ร่วมเป็นสปท.

'อุเทน'ค้านดึงขรก.-อดีตขรก.ร่วมเป็นสปท.

17 ก.ย. 2558

'อุเทน'ค้านดึงขรก.-อดีตขรก.ร่วมเป็นสปท. ควรให้ฝ่ายการเมืองเสนอคนร่วมร่างด้วย หวั่นตั้งคนหน้าเดิมๆจะล้มเหลวอีก

             17ก.ย.2557 นายอุเทน ชาติภิญโญ กล่าวถึงการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีการให้กระทรวงและหน่วยราชการต่างๆเสนอชื่อผู้แทนเข้าร่วมการสรรหาว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่ให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้เสนอชื่อ สปท. เพราะจะจำกัดวงอยู่กับข้าราชการประจำ หรือข้าราชการเกษียณบางส่วน ขัดกับวัตถุประสงค์ของ สปท.ที่ต้องมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งต้องการความหลากหลายในการเสนอผลักดันแง่มุมปฏิรูปด้านต่างๆ มากกว่าบุคคลที่เข้ามาสนองนโยบายรัฐบาล หรือทำตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมไปถึงอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หมดวาระไปแล้ว ซึ่งถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นหลังจากส่งมอบพิมพ์เขียวการปฏิรูป 37 ประเด็น และ 6 วาระพัฒนาให้แก่นายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ยิ่งภาพรวมการทำงานของ สปช.ถูกมองว่าล้มเหลวและสิ้นเปลืองมาก จึงไม่ควรที่จะเรียกร้องอะไรอีก ตามกระแสข่าวที่ว่ามีการวิ่งเต้นตำแหน่ง หรือหวังว่าจะมีการตอบแทนผลงานที่โหวตไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา

             “ถ้าให้ข้าราชการประจำมาเป็น สปท.ก็ไม่แตกต่างจากการใช้กลไกราชการปกติในการขับเคลื่อนการปฏิรูป จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง สปท.ให้สิ้นเปลืองงบประมาณแต่อย่างใด แต่หากเป็นข้าราชการเกษียณ ก็จะเป็นคนกลุ่มเดิมๆที่อยู่หรือมีส่วนในวังวนความขัดแย้งดังเช่นที่ผ่านมา และก็จะถูกตั้งสมญานามว่า สภาเกษียณ ที่ตั้งขึ้นสำหรับรองรับพรรคพวกของตัวเองที่เกษียณมานั่งฆ่าเวลาเท่านั้น ขณะที่อดีต สปช.ก็ควรที่พอใจในบทบาทหน้าที่ที่สิ้นสุดไปแล้ว มิเช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเสพติดอำนาจได้” นายอุเทน กล่าว

             นายอุเทน กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศไทยที่ผ่านมา คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม มีการทุจริต ซึ่งกลุ่มคนที่ก่อให้เกิดปัญหาเช่นนั้นก็คือบรรดาข้าราชการทั้งหลาย ยกตัวอย่างล่าสุดที่ชัดเจนกับการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมาเปิดเผยการทุจริตรับสินบนภายในสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สะท้อนให้เห็นว่าระบบที่มีปัญหาก็มาจากคนบังคับใช้กฎหมายเอง ดังนั้น คสช.ควรที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลอื่น โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ที่กล้าคิดกล้าทำเข้ามาเปลี่ยนแปลงสร้างกรอบกฎหมายของประเทศมากกว่าที่จะให้ข้าราชการเข้ามาส่วนร่วม เพราะปัญหาขณะนี้ควรได้รับการแก้ไขที่มากกว่าการปฏิรูปใดๆ ซึ่งโดยส่วนตัวหวังที่จะเห็นการปฏิวัติระบบการบังคับใช้กฎหมายเสียใหม่ด้วยซ้ำไป ต้องยึดหลักคนทำผิดต้องถูกลงโทษ ไม่มียกเว้น ทั้งนี้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจต้องไม่ดูถูกดูแคลนประชาชน ในลักษณะยัดเยียดอะไรให้ก็ได้ แต่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้มากที่สุด

             ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ระบุว่า จะไม่ตั้งนักการเมืองร่วมเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะเกรงว่าจะไม่ทั่วถึง เนื่องจากมีพรรคการเมืองในระบบถึง 77 พรรค นายอุเทนกล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจในข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ไม่ห้ามมิให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็น กรธ. แต่ก็ควรที่จะรับฟังฝ่ายการเมืองในการเสนอตัวบุคคลด้วย ซึ่งอาจจะมีตัวแทนที่ไม่ติดข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเลือกเอาเฉพาะ 2 พรรคการเมืองใหญ่ รวมทั้งกลุ่มการเมืองที่สำคัญในฐานะคู่ขัดแย้งโดยตรง ไม่ควรตั้งแง่ว่าจะไม่รับฟังเช่นนี้ และไปเลือกแต่งตั้งแต่คนจากกลุ่มเดิมๆที่ก้าวไม่ข้าม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาเพียงอย่างเดียว เพราะเคยเกิดความล้มเหลวของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดเก่าให้เห็นแล้ว