
โรดแม็พกับรัฐธรรมนูญ
โรดแม็พกับรัฐธรรมนูญ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
ดูเหมือนว่ามีความเป็นไปได้ที่สูตโรดแม็พ 20 เดือน (6-4--6-4) จะร่นระยะเวลาลง โดยอาจจะเหลือประมาณ 18 เดือน และเวลาที่ลดลงสองเดือนนั้นมาจากส่วนของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ “วิษณุ เครืองาม” ระบุว่าจาก 6 เดือน อาจจะเหลือเพียง 4 เดือนเท่านั้น และการทำประชามติอาจลดจาก 4 เดือน เหลือเพียงสามเดือน
ทั้งที่น่าสนใจว่าเวลาที่ลดลงหลักๆ จะมาจากการลดระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะจนถึงขณะนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำใหม่นั้นจะไม่ได้เป็นการนับหนึ่งเขียนใหม่จากศูนย์ หากแต่เป็นการเขียนตัดแต่งต่อยอดจากร่างฉบับที่เพิ่งตกไปในชั้น สปช.นี่เอง
นอกจากนี้ ยังน่าสนใจว่าด้วยความที่โจทย์ของร่างรัฐธรรมนูญชัดขนาดนี้ว่าต้องตอบสนองโจทย์ของ คสช. ที่จะไม่ทำให้การเมืองกลับเข้าสู่รูปแบบเดิมจึงไม่ต้องเสียเวลาที่จะไปคิดใหม่ทำใหม่ อีกทั้งโจทย์ที่ให้คงอำนาจใหม่ทางการเมืองอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ก็ทำให้ยากที่ร่างรัฐธรรมนูญจะออกไปทางอื่น เต็มที่ก็แค่ลดอำนาจปรับให้มีความประนีประนอมมากขึ้น
เพราะถึงขั้นที่ “วิษณุ เครืองาม” ต้องอธิบายความจำเป็นของการคงอยู่แม้ถูกถามถึงเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยขององค์กรนี้ว่า
“ถ้าครอบงำรัฐบาลถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาผมไม่เห็นว่าเป็นการครอบงำรัฐบาล เพราะถ้าสงสัยอะไรให้ถามไป แล้วให้เขาตอบว่าถูกหรือผิด ถ้าผิดจะได้ไม่ต้องทำ ถ้าถูกก็จะได้เดินหน้า ทุกวันนี้ถ้าไม่มีอะไรมาตอบคำถามถูกหรือผิด ก็ไม่รู้ พอทำไปหากผิดขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะนำไปสู่การถอดถอนบ้านเมืองก็จะเกิดช่องว่าง หรือบางครั้งเมื่อไม่มีคนตอบเลยไม่มีใครกล้าทำ ทั้งที่ความจริงเป็นสิ่งที่ถูกเราเคยพลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย ก่อนหน้านี้เคยนึกว่าไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าครอบงำเลยถามสำนักงานกฤษฎีกา แต่สำนักงานกฤษฎีกา ก็ไม่กล้าตอบเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะกลัวหน้าแตกเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นแย้งซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่ตอบรัฐบาล และองค์กรอิสระก็ไม่มีที่พึ่ง ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่าเป็นการครอบงำ ร่างใหม่ผมก็อยากให้มีอันนี้อีก”
นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ข้อที่กำหนดให้ทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะออกนอกลู่ที่กำหนดได้ ดังนั้น ทำให้ถึงนาทีนี้มีคนมองว่าโจทย์เช่นนี้ทำให้หาคนที่จะมาทำงานยาก โดยเฉพาะคนเก่งๆที่มักจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
ทำให้ขณะนี้เริ่มปรากฏชื่อของ “พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์” อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญว่าอาจจะเป็นผู้ที่มาทำหน้าที่นี้เอง เพราะมองว่าเมื่อโจทย์ชัด ชื่อบุคคลที่จะมาทำก็ไม่จำเป็นต้องเป็นต้องถึงขั้นปรมาจารย์แต่อย่างใด แต่เป็นใครก็ได้ที่สามารถตอบสนองต่อโจทย์นั้นได้มากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านก็ยังมีทางเลือกที่ คสช. จะเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเอง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่มีความแตกต่างจากโจทย์วางเอาไว้ เมื่อเจ้าของโจทย์จะเป็นผู้ทำด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าทำจริงอาจจะใช้เวลาไม่มาก
งานนี้ตัวกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องลุ้นมากนัก เหลือแค่โรดแม็พที่วางไว้จะร่นลง หรือยืดออกเท่านั้น และทุกเรื่องก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในมือของผู้มีอำนาจทั้งสิ้น



