
วิษณุแจงคณะทูต16-18เดือนเลือกตั้ง
วิษณุแจงคณะทูต16-18เดือนเลือกตั้ง ขอบคุณมาร์ค เคนท์ห่วงใยปชต.ไทย ขณะที่หน.ปชป.พร้อมส่งสมาชิกพรรคร่วมสภาขับเคลื่อนฯ
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 16ก.ย.2558 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อคณะทูต 66 ประเทศ ถึง โดยเป็นเอกอัครราชทูต 31 ประเทศ และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ 11 แห่ง ถึงโรดแม็พและกระบวนทางการเมืองไทย หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ร่างโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิม 36 คน ทำให้สปช.และกมธ.ยกร่างฯ ต้องหมดหน้าที่ลงพร้อมกัน จึงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยโรดแม็พต่อจากนี้ คือ 6-4-6-4 คือ 6 เดือนแรกสำหรับใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วน 4 เดือนต่อมาสำหรับการทำประชามติ อีก 6 เดือนต่อมาใช้สำหรับร่างกฎหมายลูก หรือพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และอีก4เดือน ใช้สำหรับรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมระยะเวลาแล้ว 20 เดือน
นายวิษณุ กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2558 โดยกรธ.จะใช้ระยะเวลา 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือนตุลาคม 2558-เมษายน 2559 จากนั้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำประชามติ ซึ่งใช้ระยะเวลาเตรียมความพร้อม อีก 4 เดือน คือตั้งแต่ เดือนเมษายน –สิงหาคม 2559 และเมื่อทำประชามติผ่าน รัฐธรรมนูญใหม่จะถูกประกาศใช้ ในเดือนกันยายน 2559
นายวิษณุ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือการดำเนินการร่างกฎหมายลูก ให้แล้วเสร็จใน 2เดือน คือช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม 2559 แล้วจึงส่งให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเพื่อผ่านกฎหมายลูกภายใน 3เดือน คือตั้งแต่ตุลาคม – มกราคม 2560 จากนั้น จะส่งกฎหมายลูกที่ผ่านการพิจารณาของสนช.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบภายใน 1เดือน คือเดือน กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากนั้น จึงจะประกาศใช้กฎหมายลูกในเดือนมีนาคม 2560 และเริ่มจัดให้มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายใน 3 เดือน ซึ่งกำหนดการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2560 และหลังจากนั้นจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นภายใน 1 เดือน คือในกรกฎาคม 2560
อย่างไรก็ตาม หากพูดตามโรดแม็พ 6-4-6-4 หรือ ระยะเวลา 20 เดือนหลังจากนี้ อาจจะดูยาวนานเกินไป แต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นสามารถย่นระยะเวลาในการดำเนินการโรดแม็พแต่ละขั้นตอนในสั้นลงได้ โดยคาดว่าโรดแม็พอาจจะเหลือประมาณ 16-18 เดือน
ขอบคุณ‘มาร์ค เคนท์’ห่วงใยปชต.ไทย
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์กรณีนายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความผ่านบล็อกของกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรทำนองว่าประชาธิปไตยของไทยดูห่างไกลออกไปกว่าเดิม ว่า ตนได้อ่านแล้วซึ่งก็ถือว่าดี ตนคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นกลางๆ ตามภาษาของคนที่เป็นห่วงเรา รัฐบาลจะพยายามส่งสัญญาณต่อไปว่าขอขอบคุณในความเป็นห่วง ซึ่งไทยก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เช่นกัน และเราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และหลังจากตนได้ชี้แจงก็เกิดความเข้าใจไทยมากขึ้น เพราะตนได้บอกไปว่า 20 เดือนต่อจากนี้ไม่มีอะไรต้องเสียเวลา รัฐบาลพยายามจะทำให้กระชับลงสัก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย ถือเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลนี้
“เขาไม่ได้เป็นห่วงเรามากกว่าประเทศอื่น เพียงแต่ต้องพยายามเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของแต่ละประเทศ อย่างสถานการณ์ในบังคลาเทศเคยรุนแรงกว่านี้ ฉะนั้นทุกคนควรใช้บทเรียนครั้งนี้มาเป็นบทเรียนของตนเองถือเป็นธรรมดา ส่วนที่ผมจะไปชี้แจงกับทูตประเทศต่างๆ ถือเป็นรอบวงปกติ และไม่อยากให้ทูตประเทศต่างๆ รับรู้สถานการณ์ผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว เราจึงจำเป็นต้องชี้แจงกับทูตที่กระทรวงต่างประเทศในวันเดียวกันนี้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญไม่อยากให้สูตร 6-4-6-4 ถูกต่างชาติตีความว่าเป็นการยืดเวลา เราจึงต้องไปอธิบายกับเขาเอง” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามถึงสัดส่วนพรรคการเมืองที่จะเข้ามานั่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) นายวิษณุ กล่าวว่า ในกรธ.ไม่มีสัดส่วนของพรรคการเมือง ไม่เหมือนกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ซึ่งตนเห็นว่ามีการเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมบ้างบางส่วนแล้ว ซึ่งจะเน้นไปที่พรรคการเมืองใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนพรรคใดจะไม่ส่งเข้าร่วมก็ไม่เป็นไร ส่วนกรธ.ชุดใหม่ สมควรที่จะมีกมธ.ยกร่างฯ ชุดเดิมหรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นในส่วนนี้ ส่วนสัดส่วนการคัดสรรกรธ.นั้น ครม.คงไม่เสนอความเห็นใด ทั้งนี้ตนอาจเป็นตัวประสานหากรัฐบาลจะดึงใครเข้ามา แต่ไม่ขอเปิดเผยในขณะนี้ เพราะเกรงว่าบุคคลนั้นจะปฏิเสธไม่เข้าร่วม
‘พีระศักดิ์’ระบุสนช.หนุนแนวคิด‘บิ๊กตู่’
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับให้หาแนวทางในการร่นระยะเวลาของโรดแมปใหม่ลงว่า เป็นเป้าหมายที่นายกฯได้กำชับในที่ประชุมร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.)และ สนช. เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการให้กรอบแบบกว้างๆ โดยขอให้แม่น้ำแต่ละสายช่วยกันคิดและหาแนวทาง เพื่อร่นระยะเวลาของโรดแมปใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินลง เพราะหากบรรยากาศภายในประเทศเกิดความสามัคคีมีความปรองดองกันได้แล้ว นายกฯก็อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว
นายพีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ระยะเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินตามสูตร 6-4-6-4 หรืออีก 20 เดือนของโรดแมปใหม่อาจจะร่นเวลาลงได้ อย่างในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะให้เสร็จก่อนกำหนด 6 เดือนได้หรือไม่ อย่างไรก็ดีนายกฯได้เน้นย้ำถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยว่าต้องเป็นสากล หรือสิ่งใดที่เป็นประเด็นสำคัญ ก็ขอให้ไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลแทน ในขณะที่กระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับงานของ สนช. นั้น อาจจะลดระยะเวลาลงจากกำหนดเดิมได้หรือไม่ ซึ่งสนช.ก็นำกลับมาช่วยกันหาแนวทางด้วยเช่นกัน
“อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ทางสนช.จะมีการจัดสัมมนาขึ้น โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมบรรยายเรื่องโรดแมปของรัฐบาลและคสช.ให้สมาชิกสนช.ได้รับฟัง เพื่อนำสาระกลับมาปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับโรดแมปใหม่ของคสช.ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป” นายพีระศักดิ์ กล่าว
หน.ปชป.พร้อมส่งสมาชิกพรรคร่วมสภาขับเคลื่อนฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปร่วมเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่า การทำหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนฯแตกต่างจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะไม่มีอำนาจในเรื่องการอนุมัติรัฐธรรมนูญ เป็นแค่การขับเคลื่อนการปฏิรูป มีบทบาทในการรวบรวมคัดกรองความคิด ที่เสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป เพื่อส่งต่อให้ผู้มีอำนาจ เช่น จัดลำดับความสำคัญ ว่าต้องปรับปรุงกฎหมายอะไรบ้าง ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ว่าใครก็เข้าไปร่วมได้ เพราะต้องการให้สังคมมีส่วนร่วมอยู่แล้ว อีกทั้งในแง่การเมืองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
“ผมไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน เพราะตอนที่ไม่ให้นักการเมืองไปร่วมเป็น สปช.ก็พูดชัดว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีอำนาจในการอนุมัติรัฐธรรมนูญ เท่ากับผู้เล่นจะเป็นผู้ไปอนุมัติกติกาเอง เป็นเรื่องไม่สมควร แต่กรณีสภาขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน อีกทั้งคนที่จะเข้าไปก็ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เนื่องจากพรรคไม่สามารถประชุมได้ แต่ถ้ามีการถามความเห็นผมว่ามีสมาชิกคนไหนสนใจประเด็นปฏิรูปผมก็ให้ชื่อได้ ส่วนจะได้รับการแต่งตั้งหรือไม่ผมไม่ทราบ และคนที่ได้รับการแต่งตั้งจะรับหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของบุคคลนั้น ทั้งนี้ไม่เชื่อว่าหากพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จะทำให้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อห้ามวิจารณ์ เพราะประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิ์มีส่วนร่วมในเรื่องรัฐธรรมนูญและการปฏิรูป จะผูกขาดที่สภาขับเคลื่อนฯ หรือกรรมการยกร่างฯไม่ได้ ดังนั้นการที่จะมาบอกว่าเข้ามาแล้วห้ามพูด หรือถ้าไม่มาก็ห้ามพูดคงไม่ได้ เพียงแต่การแสดงความเห็นต้องอยู่บนพื้นฐานความสุจริตใจ และสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลายความมั่นคง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะมีสมาชิกของพรรคเข้าไปเป็นกรรมการในสภาขับเคลื่อนก็ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นจะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ เพราะถ้าจะมีการหาข้ออ้างเพื่อปิดปากจริงๆ ก็อ้างได้อีกว่าไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ ไม่มีสิทธิ์พูด แต่ตนถือหลักเสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่ต้องไม่ใช่เพื่อบ่อนทำลาย หรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
“การที่คนของพรรคไปอยู่ร่วมในสภาขับเคลื่อนฯ ที่ไม่มีอำนาจจะมีประโยชน์อะไรนั้น ผมเห็นว่าเป็นเวทีในการแสดงความเห็น และถ้าเป็นสมาชิกพรรคเข้าไปก็ต้องยืนยันเรื่องการกระจายอำนาจ การปฏิรูปตำรวจ แต่คงคาดหวังว่าจะได้เป็นเสียงข้างมากไม่ได้ เพราะไม่ทราบ แต่สามารถใช้เวทีดังกล่าวแสดงจุดยืนในฐานะนักการเมืองได้ แม้ว่าที่ผ่านมาข้อเสนอของ สปช.หลายเรื่องจะไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลก็ตาม คนที่มีอำนาจต้องรับผิดชอบ ต่อการตัดสินใจของตัวเอง แต่คนที่ไปแสดงความเห็นไม่ว่าจะในหรือนอกสภาล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะการระดมความเห็นจากสังคมล้วนเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ ซึ่งตนไม่คิดว่าการที่นักการเมืองเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการจะกลายเป็นเพียงแต่ไม้ประดับ หรือความชอบธรรมให้ คสช. เพราะความรับผิดชอบในการปฏิรูปกฎหมายเป็นของ สนช. ส่วนอะไรที่เกี่ยวกับการบริหารก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนต้องรับผิดชอบคือจุดยืนของตัวเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการปรับระยะเวลาในแผนโรดแมปจาก 20 เดือนให้เร็วขึ้นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพูดเรื่อง 20 เดือน ก็จะเอามาจากบทบัญญัติในกฎหมาย ที่เขียนระยะเวลาว่าไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ จึงเป็นกรอบเวลาสูงสุด แต่เราไม่ควรพูดล่วงหน้า เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับ 21 คน ที่กำลังจะเข้ามา ว่าจะวางกรอบการทำงานอย่างไร เช่น จะหยิบร่างเดิมมาพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหา ก็ใช้เวลาไม่นาน ทั้งหมดต้องดูตามสาระเป็นตัวตั้ง โดยตนสนับสนุนให้คงบทบัญญัติที่ดีในร่างรัฐธรรมนูญเดิมไว้ แต่บทบัญญัติใดที่เป็นปัญหาก็ต้องนำมาปรับปรุง ทั้งนี้ที่ผ่านมากรรมาธิการยกร่างฯชุดก่อนก็วางแนวทางที่จะเขียนรัฐธรรมนูญไปพร้อมกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องมีความพอดี
นายภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะกฎหมายลูก ถ้าไปทำก่อนหรือทำพร้อมกับรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเขียนอะไร ก็เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจเห็นว่า ไม่สามารถเขียนทุกอย่างในรัฐธรรมนูญได้ จึงกังวลว่าถ้าไม่มีส่วนในการเขียนกฎหมายลูก คนที่มาทำต่ออาจไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น 21 คน ต้องกำหนดแนวทางการทำงานและเปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่ว เพราะในที่สุดต้องผ่านประชามติจากประชาชน
“ผมคิดว่า 21 คน ควรคิดถึงผู้ที่จะเป็นผู้อนุมัติรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะไปฟังใครถ้าประชาชนไม่อนุมัติก็ไม่มีประโยชน์ จึงของฝากทั้ง 21 คน ว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญบนความรับชอบต่อประชาชน ทั้งนี้ผมเห็นว่าบางครั้งการถามเรื่องการเขียนกฎหมายลูกแบบลอยๆ โดยยังไม่เห็นเรื่องหาสาระ เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ แต่ในรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดเจนในเรื่องที่จำเป็น เช่นอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ ต้องระบุให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ไปใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าคิดง่ายๆ ว่าเป็นรายละเอียด กลัวรัฐธรรมนูญยาวไปจึงไม่เขียน ต้องคำนึงด้วยว่าสถานะของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างกัน เพราะรัฐธรรมนูญแก้ยากกว่า แต่ถ้าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรัฐบาลที่เข้ามาสามารถแก้ไขได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่เป็นดุลอำนาจต้องหลักเลี่ยง อย่าไปกำหนดในกฎหมายลูก เพราะจะทำให้รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจ เช่น คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง ผมคิดว่าอยากให้รัฐธรรมนูญสั้น แต่อย่าเอามาเหนืออะไรที่เป็นสาระสำคัญต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.ส่วนใหญ่ จะให้ไปบัญญัติในกฎหมายลูก จะเป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นจบไปแล้ว และร่างฯที่แล้วก็ไม่ผ่าน จึงเป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่าย ถ้าหากยังทำเหมือนเดิมจะผ่านได้อย่างไร จึงขอให้ไปดูในส่วนที่มีปัญหาและเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการยอมรับ แต่ถ้าคิดว่าจะเอาให้เหมือนเดิมแล้วให้ผ่าน จะยิ่งเกิดความยุ่งยากมากขึ้น



