
เกษตรกู้เศรษฐกิจ
พูดกันมากพูดกันอยู่เรื่อยว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก หลายคนสร้างฝันถึงขนาดที่ว่าไม่มีน้ำมันไม่ตาย แต่ขาดพืชผลทางการเกษตรถึงกับตายได้ ซึ่งแม้จะเป็นคำพูดที่ฟังแล้วคล้อยตามได้จนถึงขั้นเห็นจริง แต่หากขาดข้อมูลและแผนพัฒนาที่เป็นจริง แทนที่จะก้าวไกลไปเป็นแห
เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเกษตรกรของไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นว่าสินค้าทางการเกษตรตัวใดมีตลาดใหม่ๆ หรือทำกำไรได้ ก็จะหันไปปลูกพืชไร่ตัวนั้นๆ กันจนผลผลิตล้นตลาด และก็ขาดทุนล้มหายตายจากกันไป
5-6 ปีก่อนอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเติบโตทั้งโลก ทำให้มีความต้องการยางพาราสูงมาก เพราะต้องนำไปผลิตเป็นยางรถยนต์ ราคายางพาราเคยขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท รัฐบาลในยุคนั้นก็หันมาส่งเสริมให้มีการปลูกยางพารา ถึงขนาดมีการแจกต้นกล้ายางจนนักการเมืองร่ำรวยไปทั่วหน้า
จากเดิมที่ยางพาราเคยเป็นไม้ยืนต้นปลูกกันในภาคใต้ เพราะเป็นพื้นที่มีฝนตกหนักปริมาณน้ำฝนมากตลอดปี เมื่อรัฐบาลบ้องตื้นเห็นว่ายางพาราราคาดี ประชาชนที่ปลูกยางและมีรายได้ดีในครั้งนั้น ก็ไม่ใช่ประชาชนที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นฐานเสียงของรัฐบาล จึงส่งเสริมให้กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้าในเขตพื้นที่ของรัฐบาล หันมาปลูกยางกันบ้างโดยหวังจะให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นคนในภาคใต้
ยางพาราจึงมีการปลูกกระจายไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่แล้งนานและขาดน้ำ และกว่าที่ยางพาราจะให้น้ำยางได้ก็ต้องมีอายุถึง 6-7 ปี ดังนั้นเมื่อวันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์โลกตกต่ำลง ความต้องการยางพาราลดน้อยตามลงไป ราคาของยางพาราจึงตกต่ำลงไปกว่าที่ประมาณการเอาไว้มาก ต้นยางพาราทางภาคอีสานจำนวนไม่น้อยที่มีอายุอยู่ในระหว่าง 5-7 ปี จึงกลายเป็นพืชไร่ที่ทำท่าว่าจะไม่คุ้มทุนขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง
เช่นเดียวกันกับปาล์มน้ำมันที่หันมาส่งเสริมให้มีการปลูกกันมากขึ้น เพราะเชื่อกันว่าราคาในตลาดจะสูงมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเห็นว่านอกจากจะนำไปผลิตเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่รู้จักกันมานานแล้ว 3-4 ปีที่ผ่านมายังมีการพูดกันถึงการนำเอาน้ำมันจากปาล์มไปทำน้ำมันเชื้อเพลิงอีกทางหนึ่งด้วย ทำให้มีการตัดโค่นต้นหมากรากไม้พันธุ์อื่นๆ จำนวนไม่น้อย เพื่อหันมาปลูกปาล์มกันมากขึ้น
การทำให้ประชาชนทั่วไปคาดหวังเฉพาะหน้า ไม่วางแผนจัดการแบ่งพื้นที่การผลิตพืชผลให้เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไปจนทำให้ราคาตกต่ำ และภาคการเกษตรจะได้ไม่ต้องเสี่ยงฝากชีวิตอยู่กับพืชผลเพียงไม่กี่อย่าง ทั้งที่ประเทศไทยสามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรได้มากมายหลายชนิด
ล้วนแต่เป็นตัวเร่งให้เกษตรกรของไทยต้องตกอยู่ในภาวะเป็นหนี้เป็นสินไปตลอดชีวิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมไปถึงหน่วยงานหลัก เช่น กรมวิชาการเกษตร ต้องหันมาหาหนทางเพิ่มผลผลิตทางเกษตรในพื้นที่ซึ่งมีจำกัดเท่าเดิมให้ได้ เพราะประเทศไทยไม่มีป่าให้หักร้างถางพงกันเพิ่มได้อีกแล้ว
การวางแผนการผลิตพืชผลแต่ละชนิดต้องเหมาะสมทั้งพื้นที่และปริมาณ มิฉะนั้นฝันที่จะให้ไทยเป็นยุ้งฉางของโลกก็ต้องดับสลายไปในไม่ช้า เกษตรกรก็จะต้องเดินขบวนและเรียกร้อง ให้มีการรับจำนำพืชผลหรือรับประกันราคากันตลอดไปครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



