
รัฐบาลไทยร่วมพูดคุยสันติสุขเพื่อ3จังหวัดชายแดนใต้
รัฐบาลไทยร่วมพูดคุยสันติสุขเพื่อ3จังหวัดชายแดนใต้
เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา มีการพูดคุยสันติสุขรอบที่ 3 ที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มที่มีความเห็นต่าง ภาพที่ปรากฏออกมาทำให้ใครหลายคนมีความหวังมากขึ้น ที่จะเห็นกระบวนการพูดคุยเพื่อนำไปสู่สันติสุขจริงๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงแม้หลังจากนั้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ จะมีกลุ่มที่อ้างว่าเป็น บีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์ในยูทูบ บอกไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพูดคุย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การพูดคุยหยุดชะงัก ยังคงเดินหน้าต่อไป การพูดคุยล่าสุดที่มาเลเซียมีความหมายอย่างไร
พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง เลขานุการพูดคุย เพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวในรายการชั่วโมงที่ 26 ทางช่อง NOW26 เมื่อคืนวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า หลังจากมีการพูดคุยกันมาแล้ว 3 รอบ ระดับของความไว้วางใจดีขึ้นมาตามลำดับ ในการพูดคุยนั้นบรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะมาจากเรื่องของความคุ้นเคยกัน เรื่องของช่วงพักที่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
สำหรับบรรยากาศของช่วงการพูดคุยกัน ส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อเสนออะไรที่เป็นลักษณะของการทดสอบที่เป็นขั้นใหญ่ ล่าสุดในการพูดคุยครั้งที่ 3 ก็เป็นขั้นเบสิก เริ่มมีการยื่นเครื่องมือในการเดินต่อ เห็นชอบร่วมกัน ข้อตกลงร่วมกัน ที่จะเดินไปอย่างไร หรือว่ากล่าวได้ว่า เป็นการพูดคุยในแง่หลักการ ทิศทางที่จะเดินไปด้วยกัน แต่ยังไม่ลงรายละเอียด
หากมีแถลงการณ์ร่วมได้ หลังจากนั้นก็น่าจะเปิดเป็นทางการที่เป็นรูปธรรม ที่จะเริ่มพูดคุยถึงเรื่องปัญหาได้ ถ้าเป็นไปตามกรอบ พูดคุยกันอีกสัก 2 ครั้ง ก็น่าจะเข้า สำหรับการพูดคุยครั้งต่อไปก็ประมาณเดือนตุลาคมนี้
ในการพูดคุยครั้งล่าสุดมีการยื่นข้อคิดเห็น และข้อเสนอ ที่แลกเปลี่ยนกันฝ่ายละ 3 ข้อ โดยของไทยได้ยื่นข้อเสนอ 1.เปิดพื้นที่ปลอดภัย 2.พัฒนาตามที่ประชาชนต้องการ 3.สร้างความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ขณะที่ทาง มารา ปาตานี (MARA PATANI) ได้ยื่นข้อเสนอ 1.ให้การพูดคุยปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ 2.ยอมรับในองค์กร มารา ปาตานี (MARA PATANI) และ 3.กระบวนการยุติธรรม
การพูดคุยในครั้งต่อไปในเดือนตุลาคมนี้ก็จะเป็นการตกลงในเรื่องของข้อเสนอดังกล่าว และลองหาดูว่า สิ่งไหนไปกันได้ สิ่งไหนรับกันได้ ก็จะใช้ตัวนั้นมาเป็นแถลงการณ์ร่วม ซึ่งจะโชว์ให้คนในพื้นที่และทั่วไปได้เห็น
สำหรับข้อเสนอของมารา ปาตานี ในข้อที่ 1 ที่ขอให้รัฐบาลไทยทำเป็นวาระแห่งชาติ นั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนผู้บริหาร หรือ เปลี่ยนคน ก็จะหมุนไปเรื่อย ขณะที่ส่วนใหญ่ฝ่ายของเขาเป็นคนคนเดียว ทำให้เขามองถึงเรื่องของความต่อเนื่อง นโยบายต่อเนื่องหรือไม่ เรื่องนี้จะเอาหรือไม่ หรือจะหยุด เหมือนกับรอบที่แล้ว สุดท้ายก็หยุดไป แล้วเปลี่ยนทีมใหม่เข้ามาคุย
ในการพูดคุยครั้งที่แล้วยังไม่ได้เข้าถึงจุดไคลแมกซ์ อย่างทีมที่แล้วหรือรัฐบาลที่แล้วไปตันที่ 5 ข้อ เพราะการทำงานที่ไม่เป็นระบบ พอติดแล้วไปไม่ได้ ทิ้งโจทย์ไว้แล้วไม่แก้
อันที่จริงนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ และการพูดคุยเป็นงานกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายใต้การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งเราจะต้องอธิบายให้เขาฟังว่า อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ ซึ่งขณะนี้ทางทีมเลขาฯ กำลังทำหนังสือชี้แจง
อีกข้อหนึ่งที่เขาขอให้ทางการไทยรับรององค์กรมารา ปาตานี เป็นตัวแทนของกลุ่มที่มาพูดคุย เรื่องนี้เรามองว่า ถ้าเรารองรับได้ เขาใช่ เขาทำได้ไหม เขาควบคุมอะไรได้ไหม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ให้นโยบายว่า ต้องดูเขาก่อนว่า 1.เขาจริงใจเหมือนเราหรือไม่ 2.เขาสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้เพิ่งเห็นหน้ากันครั้งแรก จะให้ยอมรับ มันไม่ใช่ ต้องเป็นไปตามสเต็ป อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า 6 กลุ่มที่มารวมตัวกันเป็นองค์กรที่ชื่อว่า มารา ปาตานี เป็นตัวแทนของกลุ่มในพื้นที่จริงๆ
หลังจากการพูดคุยที่มาเลเซียเพียง 2 สัปดาห์ ก็มีแถลงการณ์ออกมาจากกลุ่มที่อ้างว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น ผ่านทางเว็บไซด์ยูทูบว่า ไม่เห็นด้วยกับขบวนการพูดคุย และไม่ไว้วางใจรัฐบาลไทย ตรงนี้ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า บุคคลนั้นซึ่งอยู่ในทีมพูดคุย และมีความสำคัญในการเจรจา ถ้าออกมาปฏิเสธ ก็ไม่แน่ใจว่า แล้วจะมาพูดคุยทำไม เพราะรัฐบาลนี้ก็สานต่ออยู่แล้ว จริงๆ แล้ว การที่ออกมาพูดลักษณะอย่างนี้จะทำให้เกิดผลกับทางกลุ่มของเขามากกว่า
จากการสัมภาษณ์ของเขา ทางนั้นไม่ได้แตกกลุ่มขึ้นมาคุยเลย ไม่ได้พูดถึงเลย พูดถึงแต่ฝ่ายไทยกับจุดยืนของเขามากกว่า ดังนั้นแถลงการณ์ที่ออกมาทางยูทูบไม่น่าจะมีผลกระทบกับกระบวนการพูดคุย
จริงๆ แล้วคนในพื้นที่ประมาณ 80% ให้การสนับสนุนให้มีการพูดคุยกันระหว่างไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่ใช้ความรุนแรง เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
การสร้างความไว้วางใจในพื้นที่ที่มีเหตุรุนแรง ตรงนี้จึงมีการวางไว้ 3 ระดับ ซึ่งทุกระดับจะเดินหน้าไปด้วยกัน
ขณะนี้เป็นจุดเริ่มต้น อันดับแรก ความมั่นคง มีการคุมเข้มในเรื่องของการป้องกัน 100% ไม่มีผ่อนปรน การพูดคุยในช่วงแรกๆ อาจะมีพวกไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ให้คุมเข้ม การพูดคุยข้างบนจะตัดไปส่วนหนึ่ง ไม่ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ในช่วงนี้เหตุการณ์สงบลงบ้างแล้ว ลดลงโดยปริยาย
ถือว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจน ท่าทีที่เป็นมิตรบนโต๊ะพูดคุยถูกแปลงมาเป็นสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น
จริงๆ แล้ว หลักใหญ่เป็นเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้ผล การพูดคุยกับกลุ่มเห็นต่างที่ใช้ความรุนแรง ที่เขาแปลมาเป็น สู้โดยสันติวิธี แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้เห็นต่างกลุ่มอื่นเป็นผู้กระทำ บางพื้นที่เรื่องยาเสพติด สินค้าเถื่อน น้ำมันเถื่อน เป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่ทำให้ภาคใต้ไม่สงบ เพราะเขาค้าขายไม่ได้ จึงก่อเหตุบ้างเพื่อให้เห็นว่า การพูดคุยล้มเหลวแล้วเหตุรุนแรงกลับมาเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปร่วมเจรจาในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศ ของคนในพื้นที่ ก็หวังเป็นอย่างมากว่า จะทำอย่างไรให้คุยกันรู้เรื่อง และส่งผลกระทบให้ภาคใต้สงบให้ได้โดยเร็ว ในขณะนี้เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่เห็นด้วย ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการหันหน้ามาคุยกัน แก้ปัญหาร่วมกัน
ส่วนเรื่องความกังวลว่า จะมีประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศให้การสนับสนุน ขณะนี้ไม่มีความกังวลแล้ว เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นประชาคมอาเซียน และจะเริ่มโครงการเออีซี ส่งผลให้การกระทำในลักษณะแทงข้างหลังก็ลดลงค่อนข้างเยอะ ต่อไปเรื่องของการให้ความร่วมมือก็จะเกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือจะเป็นเรื่องสองสัญชาติ ต่อไปเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะง่ายต่อการแก้ปัญหา
กระบวนการนี้ ประเทศมาเลเซียมีบทบาทเป็นอย่างมาก ประสานงานได้ดีเยี่ยม สามารถนำคนที่เราต้องการพูดคุยมาร่วมเจรจาได้
สำหรับการพูดคุยในเดือนตุลาคมนี้ ก็จะยังเป็นระยะที่ 1 ก็คือเรื่องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไทยเราพยายามให้ได้ข้อตกลงร่วม หรือข้อคิดเห็นร่วมกันที่จะเดินหน้าเข้าไปสู่สันติสุขให้ได้ คือ เหมือนกับการทดสอบความไว้วางใจกัน การเห็นด้วยร่วมกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยาก ถ้าเห็นชอบร่วมกันได้ เดินหน้าไปด้วยกันได้ ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันได้ ถือว่า ผ่านสเต็ปที่ประมาณ 1.2 เลยเชียว
อย่างไรก็ตาม จากข้อเสนอของเขาในบางข้อยังไม่ถึงเวลาก็จะขยับ ยืด ออกไป อย่างเช่น เรื่องของวาระแห่งชาติ ที่จะต้องมีการนำมาพิจารณาในรายละเอียดก่อน



