
อุกกาบาตกาญจนบุรีลูกใหญ่สุดแห่งปี 2015?
อุกกาบาตกาญจนบุรีลูกใหญ่สุดแห่งปี 2015? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ควันแสงพวยพุ่งบนท้องฟ้าเช้าวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา สร้างความสงสัยให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก มีผู้บันทึกแสงเจิดจ้าพร้อมเสียงคล้ายระเบิดก้อนมหึมาได้ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น อุทัยธานี กาญจนบุรี แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีหลายคนบันทึกภาพไว้ได้เช่นกัน...
ช่วงแรกโลกโซเชียลมีเดียต่างช่วยกันวิเคราะห์ว่า อาจเป็นดาวตก ลูกไฟ จรวดยักษ์ ขีปนาวุธ เครื่องบินระเบิด ฯลฯ เนื่องจากยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่าเป็นวัตถุอะไรแน่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติประสานข้อมูลกับนาซาระบุชัดเจนว่าเป็น “อุกกาบาต” จากนอกโลกมนุษย์
“ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา” รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อมูลว่า องค์การนาซา ยืนยันมาแล้วว่าภาพลูกไฟที่เกิดในเมืองไทยเวลา 08.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2558 เป็น “วัตถุจากนอกโลก” เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 เมตร น้ำหนัก 66 ตัน ความเร็วพุ่งเข้ามาในโลกมนุษย์วัดได้มากกว่า 75,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อวัดจากแสงสว่างพบว่าสูงจากพื้นประมาณ 29.3 กิโลเมตร พลังงานการชนของวัตถุดังกล่าวมีค่าเทียบเท่าการระเบิดของทีเอ็นที 3.9 กิโลตัน ทิศทางการเคลื่อนที่มุ่งไปทางตะวันตก มีมุมเอียงของการชนเทียบกับพื้นโลก 45.4 องศา
“ถือเป็นลูกไฟใหญ่ที่สุด ที่พุ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกในปีนี้ คาดว่าน่าจะพบชิ้นส่วนก้อนอุกกาบาตได้ที่กาญจนบุรี บริเวณอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตอนนี้พื้นที่ค้นหาตีเป็นวงกว้างประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร” ดร.ศรัณย์กล่าว
หลายคนเริ่มสงสัยว่า หากเป็นลูกอุกกาบาตใหญ่ขนาด 66 ตัน หรือ 6,600 กิโกกรัมจริง ควรมีคนพบเศษชิ้นส่วนอุกกาบาตลูกนี้ไปแล้ว !?!
“รศ.ดร.บุญรักษา สุนทรธรรม” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ วิเคราะห์ให้ฟังว่า อุกกาบาตที่มาจากนอกโลกนั้น ในแต่ละปีมีหลายพันลูกด้วยกัน บางครั้งลูกใหญ่หรือเล็กแล้วแต่ภาพหลักฐานที่เก็บได้ แต่กรณีการเก็บชิ้นส่วนได้หรือไม่นั้น มีหลายปัจจัยประกอบ เช่น หากเป็นลูกไฟดาวตกที่เกิดการระเบิดสมบูรณ์อาจไม่พบชิ้นส่วนอะไรก็ได้ เพราะความร้อนเผาผลาญจนหมด หรือถ้าเผาผลาญไม่หมดอาจตกลงสู่ทะเลหรือพื้นที่ซึ่งยากต่อการค้นหา
“เช่นในกรณีนี้ คาดว่าไปตกอยู่แถวอุทยานแห่งชาติไทรโยคนั้น ทีมค้นหาเล่าให้ฟังว่าออกลาดตระเวนหลายวันแล้ว แต่ยังไม่พบ เพราะเป็นพื้นที่ป่าลึก การหาชิ้นส่วนอุกกาบาตที่มีลักษณะคล้ายก้อนหินไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญแยกแยะ อย่าไปคิดว่าจะเป็นก้อนใหญ่หลายกิโล เพราะหลายครั้งตกลงมากระจายเป็นเศษ เหมือนก้อนหินสีดำก้อนเล็กๆ น้ำหนักไม่กี่กรัม สำหรับกรณีอุกกาบาตที่ตกในรัสเซียนั้น มีขนาดใหญ่กว่าไทยหลายเท่า เพราะน้ำหนักถึง 1 หมื่นตัน ของไทยแค่ 66 ตัน ที่สำคัญพื้นที่ตกอยู่ในเขตหิมะ สามารถแยกแยะก้อนหินได้มากกว่าพื้นที่ป่าไทรโยค”
การจะพิสูจน์ว่าเป็น “อุกกาบาต” หรือ “ก้อนหินทั่วไป” ต้องใช้เครื่องมือตรวจอย่างละเอียด ที่ผ่านมาอุกกาบาตมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ 1. "อุกกาบาตหิน” ลักษณะคล้ายก้อนหินทั่วไป แต่มีรูพรุนแทรกอยู่ด้านใน เพราะถูกเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิสูงมาก 2. “อุกกาบาตเหล็ก” หรือแร่โลหะ มีสารโลหะเหล็กปนอยู่มาก ลักษณะคล้ายก้อนแม่เหล็กดูดติดได้ 3 .“อุกกาบาตหินปนเหล็ก” ซึ่งประเภทที่ 3 เคยพบในเมืองไทยแล้ว ที่ อ.เชียงคาน ปี 2524
“วิธีการตรวจพิสูจน์ทำได้ไม่ยาก ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron Microscope) ชิ้นส่วนอุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อย ชนิดที่เป็นหินแบ่งเป็น ซีไทป์ (c-type) และเอสไทป์ (s-type) ส่วนแบบโลหะผสมจะเป็น เอ็มไทป์ (M-type) พวกหินจะมีคอนไดร์ท (Chondrites) เป็นส่วนประกอบสำคัญเป็นหินที่ไม่มีในโลกมนุษย์ ส่วนอุกกาบาตโลหะ ถ้าส่องกล้องดูจะเป็นแนวเส้นตัดกัน หรือที่เรียกว่า โครงสร้างแบบ วิดแมนสทาแทน (Widmanstatten)” ที่สถาบันทำได้ รอไม่กี่ชั่วโมงก็รู้ผลว่าเป็นก้อนอุกกาบาตหรือไม่”
นักดาราศาสตร์ข้างต้นฝากขอให้ประชาชนผู้อาศัยอยู่บริเวณอุทยานไทรโยค หรือพื้นที่ใกล้เคียง หากพบหรือเก็บก้อนหินได้หลังวันที่ 7 กัรยายน แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นอุกกาบาตหรือไม่ ขอให้ส่งตัวอย่างไปที่ “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” เบอร์โทรศัพท์ 0-5322-5569 อีเมล:[email protected]
เพื่อช่วยตรวจพิสูจน์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เพียงแต่ต้องให้รายละเอียดพิกัดว่า เก็บมาได้จากบริเวณใด เมื่อวันที่เท่าไร เพราะนี่คือหลักฐานสำคัญของวงการดาราศาสตร์ประเทศไทย และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามดู ในวันนี้มีการบันทึกข้อมูลใน “วิกิพีเดีย” แล้ว โดยตั้งชื่อรหัสว่า “2015 Thailand bolide”
หากถึงสิ้นปีนี้ ไม่มีดาวตกที่ใหญ่กว่านี้ “อุกกาบาตกาญจนบุรี” จะกลายเป็นอุกกาบาตลูกใหญ่สุดของโลกแห่งปี 2015



