ข่าว

 ‘บิ๊กตู่’กลับจากยูเอ็นเคาะ‘กรธ.-สปท.’

‘บิ๊กตู่’กลับจากยูเอ็นเคาะ‘กรธ.-สปท.’

15 ก.ย. 2558

‘บิ๊กตู่’กลับจากยูเอ็นเคาะ‘กรธ.-สปท.’ เปิดเผย 5 กลุ่มหลักเป็นสปท.-รับไม่ได้คนไม่ยอมรับกติกา ขอสื่อช่วยอธิบายสังคมเรื่องปรับทัศนคติ ยันฟ้องแพ่งจำนำข้าวทันแน่

             15ก.ย.2558 แหล่งข่าวจากที่ประชุมร่วม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงสัดส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยจะมีสัดส่วนของอดีต สปช.จำนวน 60-70 คน และจะห้ามบุคคลที่มีตำแหน่งปลัดกระทรวงที่อยู่ในวาระดำรงตำแหน่งเข้ามาร่วม เนื่องจากมีงานที่รับผิดชอบมากแล้ว ในขณะที่สัดส่วนของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน ทางพล.อ.ประยุทธ์ ได้ฝากให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กลับไปคัดเลือกสมาชิก สนช.ที่มีความเหมาะสม เข้าร่วมเป็น กรธ.ด้วย โดยมีกำหนดส่งรายชื่อทั้งหมดในวันที่ 22 กันยายนนี้ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาประกาศรายชื่อเองทั้งหมด ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา


เผย5กลุ่มหลัก-รับไม่ได้คนไม่ยอมรับกติกา

             พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีและ คสช. ซึ่งการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลายาวนานที่สุด โดยใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมง 7 นาที โดยได้กล่าวว่า การประชุมวันนี้วาระแรกคือการประชุมร่วม ครม.-คสช. ซึ่งตนได้ทำความเข้าใจว่าต่อไปนี้จะบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรต่อไป เนื่องจากระยะเวลาตามโรดแมปต้องขยายออกไปอีก 20 เดือน

             นายกฯกล่าวว่า   ซึ่งในความจริงก็คาดหวังว่าจะให้น้อยกว่านั้น การใช้เวลาต่างๆ ให้ลดน้อยลง ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายมาพิจารณาดูแล้วก็มีหลายอย่างที่ลดลงได้ไม่มากนัก แต่บางอย่างก็ลดลงได้ อย่างไรก็ตามก็ขอยืนยันเสมอว่า ถ้าสามารถทำให้เร็วได้ก็จะทำให้เร็วจะไม่มีการดึงไว้ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ ประเด็นสำคัญตนได้บอกไปว่า ให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร ให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย โดยจะต้องมีทั้ง 2 อย่างคือ เรื่องประชาธิปไตยและการทำให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย มีการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงในวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปต้องทำให้เกิดความชัดเจนให้ได้ ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะวันข้างหน้าก็จะมีคนมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการบริหารประเทศอยู่แล้ว จึงถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปแล้ว

             นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในเรื่องสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ตนได้แถลงนโยบายของตนไปว่าจะจัดกลุ่มไหนได้บ้าง ซึ่งเคยได้พูดก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งข้าราชการประจำที่รู้ว่าแต่ละกระทรวงทำงานกันอย่างไร กลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งเขาจะรู้ปัญหาดีว่าปัญหาอยู่ตรงไหน กลุ่มนักการเมือง พรรคการเมืองก็ต้องเข้ามา ซึ่งได้มอบหมายให้มีการติดต่อไปบ้างแล้ว ก็มีการเสนอตัวเข้ามาพอสมควร ซึ่งตนจะพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งถ้าเข้ามาก็ต้องยอมรับในกติกาตรงนี้ ในการปฏิรูปไม่ใช่เข้ามาแล้วก็มาสร้างความขัดแย้งขึ้นอีกเมื่อมีหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อย ซึ่งในส่วนของกลุ่มการเมืองนี้ถ้าใครอยากสมัครก็ขอให้สมัครเข้ามานอกจากพรรคการเมืองและนักการเมืองก็ยังมีกลุ่มการเมืองอีก ตอนนี้เยอะแยะไปหมดก็ต้องเชิญเข้ามา ซึ่งก็น่าจะครบถ้วน

             นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ก็จะมีกลุ่มในส่วนผู้ที่รู้กฎหมาย ต้องเข้ามาเป็นตัวแทนอยู่ใน สปท. กลุ่มนักวิชาการ ที่รู้เรื่องหลักการทางวิชาการทั้งหมด เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรื่องการปฏิรูปควรเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งเท่าที่ศึกษาการปฏิรูปมีการตั้งแต่สมัย ร.5 เริ่มจากการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน ปฏิรูปการใช้แรงงานต่างๆ ซึ่งประเทศไทยเราปฏิรูปมาตั้งแต่สมัยนั้นและยังไม่เคยปฏิรูปอะไรอีก และใช้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินมาตั้งแต่สมัย ร.5 วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มกระทรวงเท่านั้นเอง แต่ยังขาดการบูรณาการข้ามกระทรวง การใช้งบประมาณข้ามกระทรวงในกิจการงานเดียวกัน ซึ่งตนเห็นว่าจะต้องมีการบูรณาการทั้งเรื่องแผนงานโครงการ เจ้าหน้าที่ตั้งแต่การจัดทำงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณ กระจายความทั่วถึงและให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทั่วประเทศ ไม่ลงเฉพาะพื้นที่หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเพราะจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

             นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของ สปท.จะต้องมีกลุ่มของผู้ที่จะต้องรู้เรื่องแผนงาน และการจัดทำโครงการ เพราะความจริงยุทธศาสตร์ชาติเป็นคนละส่วน จะพูดเฉพาะกว้างและหลักการว่าประเทศชาติจะต้องเดินอย่างไรใน 6 เรื่องทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและเรื่องต่างๆ เพื่อจะได้เป็นร่มให้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นอกจากนี้ก็ยังต้องมีกลุ่มงานด้านความมั่นคง ซึ่งจะมีทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ทั้งที่เกษียณแล้วและยังไม่เกษียณเพราะตนมองว่างานด้านความมั่นคงเป็นบ่อเกิดของความมีเสถียรภาพและเดินหน้าด้านเศรษฐกิจต่างๆ ในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และจะต้องมีกลุ่มของ สปช.เดิม ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็จะต้องนำเข้ามา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกับประเด็นในการปฏิรูปและมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสปท.ชุดใหม่ ซึ่งสุดท้ายตนอยากให้เป็นไปในทิศทางเลแนวเดียวกัน ถ้าทุกคนยังไม่เข้าใจกันก็จะเกิดปัญหาแบบเดิมไม่ว่าจะ 3-4 ครั้งก็จะเป็นแบบเดิม ดังนั้นวันนี้จึงจำเป็นต้องเอาคนที่รู้อยู่แล้ว รู้งาน รู้เรื่องการปฏิรูปเอามารวมกันให้ได้ รวมถึงนักการเมืองที่ต้องเป็นคนใช้รัฐธรรมนูญในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องเข้าใจตั้งแต่แรก ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปแล้วทั้งหมด และคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว

             “ก็อย่ามองว่ามีแต่ทหาร มีแต่พวก เพราะทหารบางคน ผมยังไม่รู้จักเลย เพราะอยู่คนละเหล่าทัพกัน บางคนก็เกษียณไปตั้งนานแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้เอาแต่พวก อยากถามว่า ถ้าเป็นทหารต้องเป็นพวกกันทั้งหมดหรืออย่างไร วันนี้มันเป็นพวกไม่ได้หรอก บ้านเมืองในวันนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งเป็นของทุกคน เราก็ต้องเอาตัวแทนมาทั้งหมด ผมไม่ได้ต้องการมีอำนาจหรืออะไรต่างๆ ทุกวันนี้ผมขาดทุนลงทุกวันเพราะผมไม่เคยได้ผลประโยชน์อะไรอยู่แล้ว มีแต่ขาดทุนในเรื่องของชื่อเสียง ที่ถูกทำลายโดยคนที่มาใส่ร้ายป้ายสีผมเยอะพอสมควร มีทั้งคนที่ต่อต้าน ชอบพูดในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง ซึ่งผมก็ขี้เกียจโมโห นอกจากนี้ยังขาดทุนในเรื่องของชีวิตและความปลอดภัยและยังขาดทุนในเวลาที่ผมจะได้ไปพักผ่อนเวลาก็น้อยลงเรื่อยๆ จากการทำงานแบบนี้ความกดดันก็สูงและยังไม่รู้ว่าจะได้พักผ่อนเมือ่ไหร่ ตรงนี้ผมคิดว่าผมขาดทุน แต่ผมก็จำเป็นต้องทำ รักษาสถานการณ์เดินหน้าประเทศและแก้ปัญหาของประเทศให้ได้ ผมคิดแต่เพียงว่าผู้ที่ได้กำไรต้องเป็นประชาชน ที่จะได้รับกำไรจากสิ่งที่ผมได้ขาดทุนไป ซึ่งผมได้พูดกับรัฐมนตรีทุกคนให้เข้าใจว่าผมคิดแบบนี้และขอให้ทุกคนคิดแบบผมได้หรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ตกลงและยอมที่จะขาดทุน 3-4 อย่างที่บอกไป ทั้งฐานะทางสังคม คนรักก็เยอะ คนเกลียดก็มาก ซึ่งมันไม่มีความพอดี” นายกรัฐมนตรีกล่าว

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าตนอยู่เฉยๆ ปล่อยบ้านเมืองไปอย่างที่ผ่านมาก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ดี วันนี้สิ่งที่อยากขอร้องคือให้ทุกคนสร้างความเข้าใจว่าวันนี้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์อะไร โดยเฉพาะ กรธ. ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ ซึ่งทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ถ้าทุกคนคิดว่าผมทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจก็สนับสนุนตน ถ้าคิดว่าตนมีนอกมีในจะว่าอะไรตนก็รับทั้งหมด ไม่รู้จะทำอย่างไร ตนอยากจะบอกว่าตนไม่ได้อะไรเลย เพียงแต่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนระดับหนึ่งที่เขาไว้วางใจและตนก็เอาส่วนนี้มาชดเชย ส่วนที่ถูกตำหนิต่อว่า ก็สามารถมาหล่อเลี้ยงจิตใจของตนให้อยู่ต่อได้ เพราะตนต้องทำเพื่อเขา วันนี้ตนจึงอยากขอร้องพรรคการเมืองและนักการเมืองต่างๆ และสื่อช่วยทำความเข้าใจกับสังคมว่า เรายังจะเผชิญกับสถานการณ์แบบเก่าก่อน 22 พ.ค. 57 หรือย่างไร ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ปลอดภัย ทุกคนก็ต้องไปช่วยกันคิด ส่วนตนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องทำงานต่อไปในการบริหารแผ่นดินให้ได้ เพื่อไม่ให้ติดขัด"นายกรัฐมนตรี กล่าว

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กำลังหารือกันอยู่ต้องมีนักกฎหมายด้วย ที่ผ่านมาเอาคนจากสปช. ใน 250 คน มาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่เขียนมาอาจจะไม่ค่อยสมบูรณ์ ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ เพราะมันต้องผ่านคน 250 คน ไม่ใช่ทำกัน 36 คน แล้วผ่านไปทำประชามติเลย ฉะนั้น รัฐธรรมนูญต้องกลับไปถามในคำตอบข้อที่หนึ่งว่าควรจะทำอย่างไร จะเป็นเหมือนเดิม เหมือนเก่าหรือเหมือนกมธ.ยกร่างฯ ที่ว่ามาทั้งหมดอะไรทำให้เกิดการปฏิรูป อะไรที่ทำให้รัฐบาลหน้ามีความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน อะไรที่ทำให้บ้านเมืองไม่เสียหาย ไม่มีการละเมิดธรรมาภิบาลนั่นคือสิ่งที่ท่านต้องกังวลกับตน และคิดแบบตนคิดถ้าคิดแต่เพียงว่าเลือกตั้งมีรัฐธรรมนูญ อำนาจเป็นของประชาชนมันก็เหมือนเก่าจะทำอะไรไม่ได้

             “เราเป็นอย่างนั้นมานานหลายสิบปีหลายรัฐบาล มันก็ทำไม่ได้ ปฏิรูปอะไรไม่ได้หากถึงวันนั้น เมื่อผมไปแล้วผมไม่กลับมาอีกแล้วนะ ก็ทำกันไปสิฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะทิ้งไว้ให้ทุกคนคิดคือ ทำอย่างไรประเทศจะเดินหน้า ในอนาคต และวันหน้าสื่อแส่ ก็เสนอแต่สิ่งที่ดีของประเทศไทย ถ้ายังมีเรื่องราวร้ายกาจนำเสนออยู่ทุกวันคงไม่มีใคร เชื่อมั่นประเทศไทยหรอก เขาเคยชมความมีเสถียรภาพของรัฐบาลวันนี้กลับมาอีกแล้ว เริ่มมีความไม่แน่ใจ ในการเมืองของประเทศไทย ผมถามว่ามาจากใครก็มาจากคนไทยทั้งชาตินั่นแหล่ะที่ทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนมองอย่างเดียวประชาธิปไตย เมื่อไหร่เลือกตั้ง แล้วท่านเคยรู้ไหมว่าใครจะเป็นนายกฯ ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นฝ่ายค้าน มีใครนอกจากที่ท่านไม่รู้จักมาอีกไหม ถ้าเขากลับเข้ามากัน ผมไม่ได้ รังเกียดนะ ถ้าเขามีการปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ไม่ทำเรื่องที่เสียหายอย่างที่เป็นมาก่อน ผมก็รังเกียดเขาไม่ได้ขณะเดียวกันคนที่ไม่เคยยอมรับกติกาเลยทั้งหมดแล้วกลับเข้ามาใหม่ ผมรับไม่ได้ มันต้องรับกติกาก่อน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

             นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้จะทำปฏิรูปในระยะที่หนึ่ง และการที่ประเทศไทยจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่นำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น เป็นการเริ่มต้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของหัวใจการบริหารราชการแผ่นดิน ฉะนั้นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งมาบริหารประเทศต้องมีธรรมาภิบาล บังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรมนั้นคือประชาธิปไตยที่ถูกต้อง และหนึ่งปีที่ตนอยู่จะหนึ่งปีเท่าไรก็ไม่รู้ เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น นั่นแหล่ะตนจะทำในสิ่งนี้ รัฐบาลใหม่มีเวลา 4 ปี เขาควรจะมาอยู่ใน 5 ปีแรกนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อเราเขียนว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะเดิน 20 ปี ตามที่วางไว้ระยะละ 5 ปี ตนอยู่ 1 ปีแรก 4 ปีต่อมา รัฐบาลต่อมาทำ ถ้าอยู่ต่อก็เป็น 4 ปีของเขา โดยมีหนึ่งปีที่เชื่อมต่อระหว่างกัน จะได้เก็บปัญหาอุปสรรคต่างๆมาทบทวนแล้วทำกัน ตนคิดแบบนี้ และไม่เคยคิดให้ตัวเองเลย คิดอนาคตว่าจะทำอย่างไร วันข้างหน้าถ้าแก้ไขเรื่องรายได้อาชีพการศึกษา คนก็สามารถคิดเองได้โดยไม่ต้องมีใครนำ คนไทยพร้อมเพียงแต่ขาดคนนำในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่สอนให้คนเอาแต่เงินโดยที่ไม่มีการพัฒนาตนเอง มีใครคิดแบบนี้บ้างหรือพูดแค่ให้คนเชื่อมั่นศรัทธาแล้วไม่ทำ ไปหามา อย่ามาไล่แต่ตนคนเดียว

             เมื่อถามว่า ขั้นตอนการดำเนินการสรรหร กรธ.และสปท. ต้องใช้เวลากี่วัน นายกฯ กล่าวว่า ก่อนวันที่ 5 ต.ค. ทำไมหรือ จะรีบไปเรียกคนมาสมัครหรือยังไง แต่รายชื่อรอบแรกก่อนที่ตนจะเดินทางไปต่างประเทศต้องมีรายชื่ออกมาแล้ว ได้สั่งเอาไว้หมดแล้ว และจะกลับมาตัดสินอีกทีเมื่อเดินทางกลับมา

             เมื่อถามว่า จะกระชับขั้นตอนของร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้เริ่มเลย มีหลายอย่าง หลายขั้นตอน ที่หารือกันในที่ประชุมครม. ว่า การใช้เวลา4 เดือนไม่ได้ง่าย การร่างรัฐธรรมนูญ นำของเก่ามาเทียบเคียงกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ก็คล้ายๆกับการร่างใหม่ แต่จะพยายามเอาข้อมูลเดิมมารวมด้วย จากที่ระบุว่าจะใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน อาจจะเหลือ 4เดือน อะไรที่ใช้เวลา 4 เดือนอาจจะเหลือ 3 เดือนครึ่ง ก็ลดได้อยู่แค่นั้น แต่ประเด็นสำคัญคือการจัดทำรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ ทำให้เหมือนทำเนียบจารีตประเพณีลงในสมุดข่อย รู้กันหรือไม่จะให้เขียนวันนี้เสร็จพรุ่งนี้หรืออย่างไร สิ่งที่ช้าที่สุดเขียนสมุดข่อยด้วยลายมือคน ถ้าเขียนผิดก็ผิดแล้วก็ทำใหม่ สมุดข่อมันเขียนง่ายหรืออย่างไร แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ตนอยู่ยาวหรือไม่ได้อยู่ยาว เป็นเรื่องของเทคนิคการทำงานและขั้นตอน ตนบอกว่าถ้าประเทศชาติสงบมีความเข้มแข็ง เศรษฐกิจดีกว่านี้ ประเทศชาติดีกว่านี้ ชาวนาไม่เดือดร้อนอย่างนี้ ตนไปพรุ่งนี้เลย ถ้าใครคิดว่าทำได้ก็มาทำ เอาแค่ที่มาพูดอย่างตนพูดก็มา

             เมื่อถามว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะนำเอาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดองและปฏิรูปประเทศ(คปป.) ใส่ไว้ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญเก่ายังไมได้เอามาคิดเลย เรื่องนี้ก็ยังไมได้คิด คปป.ให้รัฐบาลทำอยู่ ให้ไปเทียบกับที่สปช.ทำมา ซึ่งมี 6เรื่อง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งของประเทศ การพัฒนาคน และทรัพยากรมนุษย์ ประมาณนี้ซึ่งเขียนอยู่ในกรอบกว้างๆ แต่กิจกรรมเป็นเรื่องที่แตกย่อยออกไป รัฐบาลหน้าก็นำหัวข้อเหล่านี้ขึ้นมาทำเท่านั้นเอง ตนแค่ต้องการให้การปฏิรูปเป็นแบบนี้เพราะตนคิดมา ซึ่งได้ถามผู้รู้แล้วและไม่ได้ผิดตรงไหน ถ้าเราไม่มีกรอบพัฒนาประเทศด้วยยุทธศาสตร์ใหญ่ แผนพัฒนาประเทศก็เดินไม่ได้อยู่ดี เขียนมาให้ตาย ตั้งสภาพัฒนาฯมาตั้งกี่ปี จ้างคนมาเท่าไหร่ เสียเงินเดือนมาเท่าไหร่ แต่รัฐบาลไม่ได้เอามาปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติประเทศเจริญไปนานแล้ว ต้อวางแผน 1 ปี 5 ปี ทำอะไรบ้าง เช่นการยกระดับรายได้ให้มากขึ้นจากปีละ 30,000 บาท เป็น 300,000บาท

             เมื่อถามว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่าน ได้เตรียมการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า บอกแล้วว่าต้องทำให้ผ่าน และไม่มีแนวทางอะไรทั้งสิ้น เพราะตนไม่ได้คาดหวัง แล้วเดี๋ยวก็จะมาบอกว่าเตรียมแผนไว้อีก แต่ถ้าสมมุติว่ามีขั้นตอนที่จำเป็นต้องปรับรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ต้องปรับให้เดินหน้าให้ได้ แต่อย่างไรตนไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าการปรับแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของอนาคตใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องเผชิญอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้ตนเผชิญคนเดียว

 

ยันฟ้องแพ่งจำนำข้าวทันแน่ตัวเลขยังไม่ชัด

             พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงความคืบหน้าการฟ้องแพ่งในคดีจำนำข้าวว่า ยังไม่ได้ฟ้อง กำลังสอบสวนหาหลักฐาน แต่จะฟ้องภายในปีนี้ เพราะต้องไปตรวจสอบทุกไซโล ซึ่งบางยุ้งข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องขออนุมัติจากอัยการสูงสุดเพื่อให้ขายข้าวได้

             เมื่อถามว่าคณะกรรมการตรวจสอบได้มีการสรุปตัวเลขเบื้องต้นหรือยัง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สรุปมาแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน ในส่วนยุ้งข้าวที่ตรวจสอบไม่ได้ ที่กองข้าวพังลงมา ไม่มีใครอยากไปแยกข้าว กรรมกรยังไม่อยากทำเลย  เมื่อถามว่าตัวเลขเบื้องต้นนั้นมีความเสียหายเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า"ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ก็หลายแสนล้านบาท ตัวเลขขั้นต้นมัน 5 แสนล้านบาท แต่เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องของเงินหมุนเวียน ซึ่งก็แล้วแต่เขา ขี้เกียจเสียสมอง ให้คนที่มีหน้าที่เขาทำไป อย่างไรก็ฟ้องทัน ไม่ต้องกลัว ประชาชนจะร่วมฟ้องด้วยหรือไม่เล่า"
             

ขอสื่อช่วยอธิบายสังคมเรื่องปรับทัศนคติ

             พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การเรียกตัวนักการเมือง รวมทั้งคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและ คสช.มาปรับทัศนคติว่า เรื่องนี้ใครจะต่อต้านตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะใช้ความรุนแรงไม่ได้ แม้แต่จะเรียกเขามายังเป็นปัญหาเลย ยิ่งสื่อไปขยายความ ต่างประเทศก็เล่นงานตนมากขึ้น จึงอยากถามว่าประชาชนต้องการอะไร หรือต้องการให้เป็นแบบนี้ไม่ต้องทำอะไร ใครจะขัดขวางก็ปล่อยไป แล้วมันจะทำงานสำเร็จได้อย่างไร จึงอยากให้สื่อช่วยอธิบายว่าสิ่งที่ผมทำในเรื่องการใช้มาตรา 44 นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ผมไม่ชอบไอ้คนนี้แล้วไปเรียกคนนี้มา ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่กฎหมายตาม มาตรา 44 เขียนไว้ชัดว่า กฎหมายและคนทุกคนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งจะต้องยึดถือตามนี้ เพราะผมไม่ได้เขียนว่าให้ลงโทษใคร แต่กฎหมายบัญญัติไว้ว่ามาตรา 44 มีไว้เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ขัดคำสั่งก็ถือว่าผิดกฎหมาย ถ้าไม่ทำผิดผมก็ไปจับไม่ได้ ทำไมไม่มองตรงนี้ สื่อยิ่งขยายความเดี๋ยวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มาเล่นงานต่อ แล้วมันจะแก้ปัญหาอะไรได้
 
             “อย่างกรณีของนายสุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศไทย ก็ไปกันใหญ่แล้ว มีการเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีต่างๆ ผมเสียดายไม่รู้เขาเกิดมาเป็นคนไทยหรือเปล่า ผมไม่ได้ว่าอะไรที่ท่านทำหน้าที่ เพื่อโลกแต่อยากถามว่าท่านทำเพื่อโลกจริงหรือเปล่า เพราะดูเจตนาง่ายๆ ก็รู้ว่าเจตนาผิดหรือไม่ผิด แต่สื่อก็ยังเข้าข้างกันตลอด เพราะเขาใช้กลไกปกป้องตัวเองจะองค์กรต่างๆ แล้วมันจะไปได้อย่างไร แม้กระทั่งสื่อบ้างคนที่ต้องเรียกมาคุย ความจริงผมไม่อยากรบกับสื่อ แต่ถามว่าคนๆ นี้พูดจาแบบนี้มาตลอดหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็รู้ดี ดังนั้นทุกคนต้องยอมรับในกติกาว่าเราสร้างกติกาไว้เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคม การรักษาช่วงเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราจะเข้ามาเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นเพราะเราอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ลืมกันไปหรือยังก็ต้องมีกลไกเพื่อรักษาสถานการณ์ให้มันสงบ ถ้าผมไม่มีอะไรเลยก็แก้ไขอะไรไม่ได้ แล้วปัญหามันก็จะเป็นแบบเดิมด้วยคำว่าประชาธิปไตยที่ไร้ขีดจำกัด ใครทำอะไรก็ได้ ผิดกฎหมายยังไงก็ได้ และปัญหาต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดในสมัยตนแต่ต้องมาแก้ทุกเรื่อง แต่ถ้าต้องการส่งเสริมอีกฝ่ายให้มาต่อต้านตนก็ยินยอมตอบรับในทุกเรื่องที่ผ่านมาก็แล้วกัน แต่ตนไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก วันนี้ตนยอมรับว่าผมไม่สบายใจ บางคนอยากให้ตนทำงานต่อ ซึ่งตนก็ดูแล้วประเทศไทยก็ยังไม่สงบ วันนี้เราต้องส่งเสริมระดับความปรองดองเบื้องต้นให้ได้เสียก่อน ถ้าทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายใดมารวมกันเพื่อกำหนดกติกา ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปได้ แต่ถ้ายังไปสนับสนุนคนที่ไม่ดี ทำความผิดด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง สถานการณ์ก็จะถูกดึงออกไปอีก จากคนไม่กี่คนที่ต้องเรียกมาคุยในเมื่อคนเหล่านี้ทำความผิดจะไปให้เครดิตทำไม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ผมไม่ชอบหน้าเขาแล้วไปเรียกเจามา เพียงแต่ใครผิดก็ต้องเรียกมาทั้งหมด


ลั่นสมาคมสื่อฯไร้ประโยชน์ถ้าคุมจรรยาบรรณพวกเดียวกันไม่ได้

             พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า งานหลังจากนี้รัฐบาลต้องเร่งบริหารราชการแผ่นดิน ในลักษณะเชิงบูรณาการโดยเอายุทธศาสตร์ชาติ ที่ร่างไว้มาดูว่าจะทำอย่างไร และจะสอดคล้องการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร เพื่อให้เกิดการปฏิรูปในระยะที่1ให้ได้ และเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ20ปี หากตนไม่เริ่มทำวันนี้ ทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าจะปฏิรูปกันอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะล็อคทุกอย่างจนขยับไม่ได้ ยุทธศาสตร์ชาติก็เขียนเหมือนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อ่านและไม่ได้ปฏิบัติเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยถ้าทุกอย่างเดินตามแผนตั้งแต่ในอดีต คงไม่ต้องถึงตนเข้ามาในวันนี้ แค่นี้ยังไม่ยอมจะแล้วเชื่อมั่นได้อย่างไรว่ามีการปฏิรูป

             “หากยุทธศาสตร์ชาติ ยังคิดแต่เพียงว่าผมจะมีอำนาจไปทับซ้อน คิดอยู่แค่นี้ไม่รู้เป็นอย่างไร อยากได้แต่อำนาจ และพอมีอำนาจก็ไม่ทำดีอย่างที่ประชาชนไว้วางใจ วันนี้ผมได้สั่งให้สรุปความเสียหาย ในโครงการต่างๆ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งมีหลายเรื่อง โดยรัฐบาลนี้ต้องแก้ไข เป็นเรื่องที่ฟ้องก่อนหน้าที่ผมจะมาทั้งสิ้น จำนวนเงินสูงพอสมควร ถ้าแพ้อีกก็จะเหมือนคดีคลองด่าน ถ้าผมไม่เข้ามาจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ เรื่องเหล่านี้มันผิดเพราะใคร การบริหารราชการแผ่นดินผิดเพราะใคร การต่อสัญญาทางด่วน คลองด่าน และไอทีวี เรื่องพวกนี้อยู่ในคดีความทั้งสิ้น เดี๋ยวถ้าประกาศออกมาอย่ามาโทษผมนะ ผมกำลังจะแก้ไขให้มันดีขึ้น กระบวนการศาลว่าอย่างไรไปหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว เพราะนี่คือหนี้สาธารณะทั้งสิ้น รวมกับเรื่องข้าวที่ผ่านมาเป็นเงินเท่าไหร่ แทนที่จะมาสร้างรถไฟ โดยไม่ต้องกู้ใคร หรือสร้างถนนร้อยเส้น สิบเส้น และกองทุนหมู่บ้านที่ต้องให้ได้มากกว่านั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

             นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้การลงทุนบางอย่างรัฐบาลก็ต้องใช้เงินลงทุน เพราะถือว่าเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ดังนั้นเงินที่รัฐบาลให้ไปอย่างกองทุนหมู่บ้าน ก็ต้องไปทำให้เกิดรายได้ในภาพรวม ตรงนี้จะเกิดรายได้ในอนาคต แต่ที่ผ่านมาสักแต่ว่าให้แล้วจบ ไม่เห็นความแข็งแรง ทั้งๆที่เงินเหล่านี้ก็มีมานานแล้ว วันนี้รัฐบาลพยายามเริ่มให้เขาเข้าใจ หากปลูกข้าวไม่ได้ก็ปลูกพืชชนิดอื่น ซึ่งก็มีเกษตรกรหลายคนปรับเปลี่ยน ตรงนี้ถือเป็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ทำไมสื่อไม่นำเสนอให้สังคมและต่างประเทศรับรู้

             “เพราะอย่างไรท่านก็ไล่ผมออกนอกประเทศไทยไม่ได้หรอก ผมบอกเสียก่อน ในเมื่อไล่ผมไม่ได้ก็ต้องให้ผมทำงาน ให้การบริหารราชการแผ่นดินเร็วขึ้น ลดความขัดแย้ง ผมก็เห็นแต่สื่อเท่านั้นที่ช่วยผมได้ ผมพูดเองการรับรู้ก็ไม่เหมือนกับสื่อเขียน สื่อไม่เคยเขียนผิดจากที่ผมพูดหรอก ผมเข้าใจ   ไม่ได้ต่อว่า แต่เขียนถึงอีกฝ่ายให้มันดูรุนแรงขึ้น แล้วผมถามว่าประเทศไทยจะถูกมองว่าสงบหรือยัง เขาก็บอกว่าไม่สงบ สถานการณ์การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การค้า การลงทุนก็เสียหาย คนมาเที่ยวลดลงนั่นแหล่ะ สื่อต้องมองในมิตินี้ให้ผมด้วย ไม่อย่างนั้นสมาคมสื่อตั้งมาก็ไม่มีประโยชน์ ทำหน้าที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย เพราะคุมสื่อให้มีจรรยาบรรณไม่ได้ ผมไม่ได้พูดถึงสื่อที่เขียนดีอยู่แล้ว แต่มันมีบางคนที่ไม่มีจรรยาบรรณเหมือนกับใช้ตาข้างเดียว มองเห็นแต่ความบกพร่อง ความผิดพลาดตลอดเวลา ในเมื่อที่ผ่านมา ก็คนเดิมนี่แหล่ะ อยู่ข้างคนที่ทำผิดตลอดเวลา นั่นแหล่ะคนเหล่านี้ผมเรียกว่าไม่มีจรรยาบรรณ พอทำอะไรไปก็หาว่าผมไปจำกัดสื่อ ผมไปจำกัดอะไรที่ไหน ผมไม่เคยไปวุ่นวายแต่อาจจะเสียงดังบ้างอะไรบ้าง ซึ่งผมอาวุโส อายุมากกว่าฟังผมบ้างจะเป็นอะไรไป เหมือนฟังผู้ใหญ่คนหนึ่งบ่น ตรงนี้อยากให้ไปคิดหากประเทศชาติยังขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้จะไปทำอะไรได้ จะสตรองเกอร์ ทูเก็ตเตอร์ คงไม่มีทาง จะเป็นประชาธิปไตยสากลก็ไม่มีทางอีก การตัดสินตามกระบวนการต่างๆทำไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรอีกประเทศไทย จะเหลืออะไรให้ลูกหลาน ผมพยายามพูดจ้ำขี้จ้ำไชอยู่ทุกวันนี้ ก็หวังแค่นั้น จะอยู่ไม่อยู่ผมบอกแล้วว่า ไม่ได้คิดไม่ได้อยากเอง อยากอยู่ก็ไม่ได้ ไม่อยากอยู่ก็ไม่ได้ วันนี้มันอยู่ตรงกลางพอดี” คนส่วนหนึ่งก็ตั้งความหวังกับรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งก็ต่อต้านทุกเรื่องทุกเม็ด ก็มีอยู่สองพวกซึ่งต้องถามว่าสองพวกนี้ทำความดีมากน้อยอย่างไร ถ้าท่านแยกไม่ออกว่าใครทำดีไม่ดี ผมว่ามันไม่ได้ ผมกล่าวไว้แค่นั้นไม่ได้ตำหนิใคร ผมคิดและพูดเหนื่อยอยู่ทุกวัน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 
ยันคดีบึ้มราชประสงค์ไม่เกี่ยวส่งอุยกูร์ให้จีน


             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงข้อสรุปสาเหตุการวางระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่มีแนวโน้มอาจจะเกี่ยวข้องกับการส่งชาวอุยกูร์ให้กับรัฐบาลรัฐบาลจีน ว่า ไม่เกี่ยว ชั้นต้นนี้ยังไม่เกี่ยว คิดว่ายังไม่เกี่ยว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะต้องมีคนออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่เขาก็ไม่ได้ตัดทิ้งประเด็นดังกล่าว มันก็เป็นได้ทั้ง 3 เรื่อง ทั้งอาชญากรรมธรรมดา ค้ามนุษย์ธรรมดา และถ้าเป็นกรณีนั้นต้องมาพิจารณากันว่าจะทำอย่างไร เพราะว่ามันเป็นการบังคับรัฐแบบนี้ไม่ได้ ท่านยอมหรือมีใครเข้ามาในประเทศไทยแล้วใครจะเอาอะไรก็เอาไป ไม่มีกติกาเลยหรืออย่างไร เราให้ตามการพิสูจน์สัญชาติเป็นของใครก็ให้ไป แต่เรื่องใช่ไม่ใช่ผิดไม่ผิดไม่ใช่เรื่องของเรา เราจะพิจาณาแทนได้หรือ ถ้าทำอย่างนี้มันคงไม่เกิดศูนย์อพยพพักพิง 9 แห่งขึ้น เพราะเราเป็นม้าอารี แล้ววันนี้กี่ประเทศที่รับผู้อพยพไม่ได้ วันละ 4 หมื่นคนไหวไหม ถ้าเราทำอย่างนี้ต่อไปใครมาบ้านเราแล้วส่งไปที่ที่อยากจะไปวันนั้นบ้านเรากำลังเป็นชุมทางการค้ามนุษย์ คิดอย่างตนบ้าง จะผิดจะถูกไปสอบที่ต้นทางมาสอบตนตำหนิตนอย่างเดียวมันไม่ถูก

             เมื่อถามว่า นายกฯได้รับรายงานกรณีที่คณะทำงานของพล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร.ว่าที่ผบ.ตร.จะเดินทางไปจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีวางระเบิดที่มาเลเซียหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ทราบแล้ว โดยจะไปดูข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ ประเทศเพื่อนบ้าน ทุกคนเป็นเพื่อนเราหมดรอบบ้านเราถ้าไม่เป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ได้หรอก มันไม่แข็งแรงเพียงพอ มันต้องไปด้วยกันกันในอาเซียน ถ้าเราเติบโตแข็งแกร่งไปด้วยกันอาเซียน 600 กว่าล้านคน