
'พิชัย'งดจ้อการเมือง-เศรษฐกิจ
15 ก.ย. 2558
'พิชัย' ชี้สภาวะไม่ปกติ งดสัมภาษณ์การเมือง-ศก. ปล่อยตัวพร้อม 'เก่ง-ประวิตร' เซ็นสัญญาห้ามพูด-เคลื่อนไหวกระทบ คสช.
15 ก.ย. 58 มีรายงานถึงกรณีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมตัว นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อปรับทัศนคติ ซึ่งวันนี้จะครบกำหนด 7 วัน โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะนำตัวนายพิชัย แจ้งความต่อ บช.น. ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ก่อนจะนำตัวส่งศาลทหาร
อย่างไรก็ตาม ต่อมารายงานแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง จะไม่มีการฟ้องร้องนายพิชัย ต่อศาลทหาร โดยจะปล่อยตัวกลับบ้าน เนื่องจาก คสช.เห็นควรให้โอกาสนายพิชัยอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 8 หลังเคยควบคุมตัวปรับทัศนคติแล้วถึง 7 ครั้ง ขณะที่นายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็จะได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับนายพิชัย
ทั้งนี้ น.ส.จินตนา ปัญญาอาวุธ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เนชั่น ได้ยื่นหนังสือต่อ คสช. ให้ปล่อยตัวนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หลังถูกควบคุมตัวเพื่อปรับทัศนคติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
'พิชัย-เก่ง-ประวิตร' เซ็นสัญญาห้ามพูด-เคลื่อนไหวกระทบ คสช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่เวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัว นายการุณ นายประวิตร ออกจาก พัน.ร.มทบ.11 มายังกองทัพภาคที่ 1 เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ กกล.รส โดยทั้งสองคนได้ลงนามในเอกสารข้อตกลงหยุดการเคลื่อนไหว หรือแสดงความคิดเห็น ที่จะกระทบต่อการทำงานของ คสช. ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 12.00 น. นายพิชัย ก็ถูกนำตัวมาที่กองทัพภาคที่ 1 และได้ลงนามในหนังสือในลักษณะดังกล่าวแล้วเช่นกัน
'พิชัย' งดไม่ให้สัมภาษณ์ทางเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.42 น. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว Pichai Naripthaphan เผย ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเรียกร้อง ระบุ ในสภาวะการเมืองที่ไม่ปกตินี้ ขอไม่ให้สัมภาษณ์ทางเศรษฐกิจ และผลของการเมืองที่มีต่อเศรษฐกิจ
" เพื่อไม่ให้ทุกท่านเป็นห่วง ผมขอเรียนว่า ผมได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว ตั้งแต่หลังเที่ยง ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ที่กรุณาเสนอข่าวตลอดเวลาที่ผมถูกคุมตัว ผมขอขอบคุณ ท่านจาตุรนต์ ท่านภูมิธรรม ท่านสุรพงษ์ ท่านกิตติรัตน์ และทุกท่าน ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวผม รวมถึง ฮิวแมน ไรตส์ วอตช์ และหน่วยงานอื่นๆ
โดยในสภาวะการเมืองที่ไม่ปกตินี้ ผมขอไม่ให้สัมภาษณ์ทางเศรษฐกิจ และผลของการเมืองที่มีต่อเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในทุกเรื่องที่ผมได้ให้ข้อคิดไว้ และอีก 10 - 20 ปีในอนาคต เราจะสามารถย้อนกลับมามองประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี และขอให้กำลังใจรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาของประเทศได้ "
ขณะที่เมื่อเวลา 15.31 น. ภรรยานายการุณ โหสกุล ได้อัปโหลดคลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พิมพ์ชนา โหสกุล และโพสต์ในเฟซบุ๊ก การุณ โหสกุล ระบุว่า เจ้าของมาแล้ว...ดีใจฝุดๆ
คสช.ชี้ 4 ข้อ เชิญปรับทัศนคติ ไม่ได้เลือกอาชีพ-สาขา
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. พร้อมด้วย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. ร่วมกันแถลงถึง การเชิญตัวบุคคลมาปรับทัศนคติ ยืนยันว่า การเชิญตัวดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลที่พาดพิงบุคคลและองค์กร ซึ่งมีผลต่อความขัดแย้ง ทำให้ความเชื่อมั่นขององค์กรลดลง โดยการเสนอข้อมูลต่างๆ ยังไม่มีข้อพิสูจน์และความชัดเจน ทำให้เกิดความสับสน จนนำไปสู่ความขัดแย้ง สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ การเชิญกลุ่มคนมาปรับทัศนคติ จะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน โดยเจ้าหน้าที่ยังเน้นการใช้วิธีแลกเปลี่ยนความคิด ทำความเข้าใจเป็นหลัก จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด ตลอดจนนายพิชัย โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือ ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเชิญตัวกลุ่มคนมาปรับทัศนคติของ คสช.นั้น ดูที่ 1. พฤติกรรม 2. ทำผิดข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ 3. ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน 4. สร้างความเสียหายต่อองค์กร ทั้งนี้การพิจารณาไม่ได้มุ่งเน้นว่าบุคคลนั้นจะทำอาชีพใด สาขาใด จึงอยากให้แยกแยะ เพราะ คสช.ดำเนินการกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายบนบรรทัดฐานที่เท่าเทียมกัน ส่วนข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอขององค์กรทั้งในและต่างประเทศ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น ขอเรียนว่า ประกาศและคำสั่งของ คสช.ถือเป็นกฎหมาย ใครไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปดำเนินการ เป็นหลักการเดียวกันที่ทุกประเทศยึดถือ ยืนยันว่า การเนินการของ คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจ หรือสิทธิ์เกินขอบเขต ทุกอย่างอยู่บนฐานกฎหมาย
แจงเหตุนำ 2 ผู้ต้องหาบึ้มไปไว้เรือนจำชั่วคราวแขวง ถ.นครไชยศรี
เมื่อเวลา 12.00 น. พ.อ.วินธัย แถลงผลการดำเนินงานของศูนย์ติดตามสถานการณ์ คสช. ถึงความคืบหน้ากรณีเหตุลอบวางระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า การติดตามสืบสวนคดียังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวนายอาเดม คาราดัก อายุ 24 ปี และนายไมไรลี ยูซูฟู อายุ 26 ปี 2 ผู้ต้องหาคดีระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรจากเรือนจำพิเศษมีนบุรี ไปควบคุมตัวที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ภายในกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 หรือ (พัน.ร.มทบ.11) ซึ่งเหตุผลที่ต้องนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มาฝากขังไว้ที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีนั้น เนื่องจากเรือนจำทั่วไปมีผู้ต้องขังจำนวนมาก ทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีความสะดวกในการเข้าสอบปากคำ และยังต้องนำตัวพยานมาชี้ตัวผู้ต้องหา รวมถึงการเบิกตัวผู้ต้องหาออกไปทำแผนยังพื้นที่ต่างๆ กระทำได้ยากลำบาก อีกทั้งผู้ต้องหาคดีระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร เป็นคดีความมั่นคงที่สำคัญ และกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้ตั้ง มทบ.11 เป็นเรือนจำชั่วคราวฯ สำหรับคุมขังผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ ซึ่งนับว่ามีความเหมาะสม



