
มหาดไทยกลไกหมุนเงินสู่ฐานราก
มหาดไทยกลไกหมุนเงินสู่ฐานราก : วัฒนา ค้ำชู สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยนับจากนี้ไป ชัดเจนว่ารูปร่างคล้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เรียกกันว่า “กองทุนหมู่บ้าน” ในยุค “ประชานิยม” เฟื่องฟูจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้หนีไม่พ้นหน้าที่ของ “กระทรวงมหาดไทย” ที่ต้องเข้าไปเป็นกลไกขับเคลื่อน “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” ในฐานะที่คลุกคลีใกล้ชิดประชาชนทั่วประเทศ ถือเป็นหน่วยปฏิบัติประสานให้สำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคืนความสุขให้แก่ประชาชน
พิจารณาตามโครงสร้าง พ.ร.บ.คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 16 เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ประธานใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นหน้าที่ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี หรือบุคคลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ในที่นี้บุคคลที่ถูกวางตัวเข้ามาวางหมากกำหนดทิศทางมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น-ระยะยาว ให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ชัดเจนคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี กูรูเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าทีม
วางเป้ากำหนดตั้งโจทย์แหล่งเงินงบประมาณให้แก่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง ในฐานะรองประธานกองทุนคนที่ 1 เคาะแหล่งเงินสินเชื่อเบื้องต้นมาจากธนาคารออมสินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ขีดเส้นทางการเทจ่ายเม็ดเงินให้แก่กองทุนระยะเวลา 7 ปี โดยในช่วง 1-2 ปีแรกดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 0 ต่อปี เรียกได้ว่าทุนยังไม่หายกำไรยังไม่เพิ่ม อยู่ในขั้น “ฟรีดอกเบี้ย” แล้วค่อยมาเก็บดอกผลในช่วงปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงินบวกด้วยร้อยละ 1 ต่อปี แล้วเสริมโปรโมชั่นให้เงื่อนไขสามารถรีไฟแนนซ์ได้
มือไม้เจ้าของสโลแกน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” คอยประสานกำกับตัวเร่งต่อยอดอย่าง “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย หรือ “บิ๊กป๊อก” ยังมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เมื่อถูกวางบทบาท “บิ๊กป๊อก” เกี่ยวข้องเป็นรองประธานกองทุนคนที่ 2 ย่อมถือเป็นตัวกลางขับเคลื่อนให้แผนเป็นไปตามระยะเวลา
บทบาทหน้าที่ของ “กระทรวงมหาดไทย” ที่เห็น จึงเป็นคนกลางใช้มือไม้ไปหว่านเมล็ดเงินให้ประชาชนได้นำมาใช้ให้เกิดมรรคผลในอนาคต แล้วรอ ที่จะผลเห็นได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ส่วนมือไม้ในภูมิภาคที่เห็นได้ มี “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เป็นประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับจังหวัด ปลัดจังหวัดเป็นรองประธาน พัฒนาการจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และหัวหน้ากลุ่มงานแผนงานและข้อมูลสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 1 ขณะที่โครงสร้างของคณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ ตามระเบียบฯ พ.ศ.2551 ข้อ 16 กำหนดให้นายอำเภอเป็นประธาน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มหรือฝ่ายเป็นรองประธาน พัฒนากรอำเภอเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอจำนวนหนึ่งคนเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
โครงสร้างที่เห็นเป็นเพียงกลไกผลักดันความมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาวะที่รัฐบาลที่กำลังเข้ามาสร้างความปรองดองชูการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเสาหลักในการค้ำยันความเชื่อถือของประชาชนต่อการบริหารประเทศ ตอนนี้ “บิ๊กหัวแถว” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ นายสมคิด พล.อ.อนุพงษ์ กำลังมอบสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ว่าราชการทั่วประเทศในช่วงวันที่ 16-18 กันยายนนี้ โดยเน้นบูรณาการ ขันนอต ป้องโกงวางหลักเกณฑ์ในการร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหาชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย
แต่ปัญหาใหญ่หากยึดโยงจากอดีตที่เคยมีการทำงานแก้ไขในลักษณะประชานิยมมีชาวบ้านแห่ไปกู้ยืมเงินไปใช้ในลักษณะฟุ่มเฟือย ไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบแท้จริง เช่น การกู้ไปซื้อมือถือ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ รอบนี้เปิดกว้างกระบวนการกู้ยืมมีรูปลักษณ์เป็นนิติบุคคลคล้ายสหกรณ์ มีกรรมการดูแลกว่า 10 คน ซึ่งเป็นข้อกังวลของฝ่ายปฏิบัติว่าการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้ จะอุดช่องโหว่ในเรื่องนี้ได้หรือไม่
"ต้องไม่ประมาทในความสามารถพิเศษของคนไทยที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต ควรนำข้อผิดพลาดในอดีตมาพิจารณาเพื่อวางกรอบป้องกันความเสียหายที่อาจซ้ำรอยอย่างที่ผ่านมา ไม่ให้เกิดกรณีวัวหายแล้วค่อยคิดล้อมคอก” เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายรายหนึ่งกล่าว
นอกจาก “กองทุนหมู่บ้าน” แล้ว ยังมีอีกส่วนในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปมีบทบาท คือ "มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล”
สุดท้ายต้องดูว่า “ประชานิยม” ยุค คสช.จะสามารถครองใจประชาชนได้มากน้อยเพียงใด!
มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล
วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ ซึ่งมีผลกระทบต่อการซื้อของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอ่อนแอลง โดยมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับตำบลจะช่วยให้เกิดการจ้างงานการบริโภคและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการจัดสรรงบประมาณลงในระดับตำบล
สาระสำคัญ
ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล โดยจัดสรรงบประมาณให้ตำบลละ 5 ล้าน ซึ่งมีตำบลอยู่จำนวน 7,255 ตำบล คิดเป็นเงิน 36,275 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการที่มีการจ้างแรงงานหรือก่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในจังหวัด ที่มีลักษณะต่อไปนี้
-โครงการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การซ่อมแซมแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ การซ่อมแซมสถานพยาบาล โรงเรียน ตลาดกลาง และการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งขยะ เป็นต้น
-โครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกพืชใหม่ที่มีตลาด การเปลี่ยนแปลงอาชีพ การสร้างฝาย ปลุกต้นไม้หรือป่าชุมชน เป็นต้น
-โครงการด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้านและชุมชน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ การปรับปรุงซ่อมแซมศูนย์เด็กเล้ก ศุนย์บริการผู้สูงอายุ เป็นต้น
การดำเนินการ
-ให้หมู่บ้านหรือชุมชนจัดทำโครงการเสนอต่อคณะกรรมการตำบลรวบรวมและรับรองโครงการเสนอต่อนายอำเภอ เพื่อเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดแล้วเสนอกระทรวงมหาดไทยต่อไป
-โครงการที่เสนอต้องไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงานโครงการหรือกิจกรรมของส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินการในพื้นที่
ระยะเวลาดำเนินการ
ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการและเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558
ต้องไม่มีหนอนบ่อนไส้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 กันยายน 2558
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ถูกบรรยายความเหลวแหลกเอาไว้ตามคำนิยามของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่งพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าเป็น "บ่ออุจจาระ” ที่เขาเองเมื่อสมัยที่ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการสตม.ยังต้องขอย้ายออกจากหน่วยเพื่อไม่ให้แปดเปื้อนด้วย ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณบริเวณสี่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทรเมื่อวันที่ 17– 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาส่วนหนึ่งสามารถลักลอบเข้าเมืองโดยการจ่าย "ส่วย” ให้แก่เจ้าหน้าที่เป็นใบเบิกทาง ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า การตรวจสอบตามขั้นตอนต่างๆ นั้นมีความหละหลวมถึงขั้นต้องสังคายนากันครั้งใหญ่ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า ประเทศไทยคือแดนสวรรค์ของเหล่าอาชญากรจากทุกทิศทั่วโลก
เมื่อมาพิจารณาในทางคดี ยิ่งเห็นชัดเจนว่า กระบวนการ "ตรวจคนเข้าเมือง” ของไทยมีปัญหาอยู่ในระดับวิกฤติทีเดียว ผู้ต้องหาหลายคนใช้หนังสือเดินทาง "ผ่าเล่ม” คือนำหนังสือเดินทางจริงมาเปลี่ยนแปลงภาพถ่าย หลายคนเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง ซ้ำร้ายก็คือ คนกลุ่มนี้ยังกระทำการเป็นขบวนการเข้า-ออก-เคลื่อนย้าย โดยมีคนไทยอีกส่วนหนึ่งคอยอำนวยความสะดวก โดยการสืบสวนพบว่าขบวนการนี้แบ่งการทำงานออกเป็น กลุ่มปฏิบัติการ 6 คน กลุ่มสนับสนุนและเปิดห้องพัก 3 คน ผู้สนับสนุนด้านการเงิน 3 คน ผู้สนับสนุนเรื่องวีซ่าและพาสปอร์ต 2 คน ทีมพามือระเบิดหลบหนี 7 คน รวมทั้งหมด 5 กลุ่ม มีผู้ต้องหา 22 คน มีทั้งที่จับกุมได้แล้ว และอยู่ระหว่างการหลบหนี ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากด่านคือ สตม. ที่เปรียบเสมือนประตูบ้านจะหละหลวมแล้ว การข่าวความมั่นคงภายในประเทศก็มีปัญหาด้วยเช่นกันที่ปล่อยให้ขบวนการเข้ามาหาประโยชน์ผิดกฎหมาย และสุดท้ายลงมือก่อวินาศกรรม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารูปการณ์ การสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดครั้งนี้มีแนวโน้มไปในทิศทางว่า น่าจะเกิดจากการสูญเสียผลประโยชน์ของขบวนการนำพาคนต่างด้าวชาติพันธุ์หนึ่งไปยังประเทศที่สาม โดยอาศัยประเทศไทยที่เข้าออกค่อนข้างง่ายเพราะอำนาจเงินสามารถง้างประตูได้ เป็นทางผ่าน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิต 20 คน มีผู้บาดเจ็บอีกนับร้อย สร้างความเสียหายทั้งในแง่ชีวิตและจิตใจ ซึ่งนั่นอาจจะเข้าข่ายของการก่อการร้ายมากกว่าอาชญากรรมธรรดา แม้ว่าในทางการสืบสวนจะไม่พบการเชื่อมโยงกับขบวนการต่างๆ ในต่างประเทศก็ตาม และก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าหากประเทศไทยไม่มีมาตรการปรับปรุงการข่าว ความมั่นคง การตรวจคนเข้าเมือง รวมไปถึงระบบการรักษาความปลอดภัยต่างๆ แล้ว จะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมาอีก
กล่าวสำหรับรัฐบาล เมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานคณะกรรมการบูรณาการงานด้านความมั่นคง เพื่อให้ข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกหน่วยเชื่อมโยงกันและมีความแม่นยำสูง ซึ่งก็เป็นที่มาของแนวคิดจัดตั้งกระทรวงความมั่นคง ที่จะรวบรวมทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งด้านการข่าวและอาจรวมถึงงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย พร้อมกับการเชื่อมโยงให้เป็นระบบทั้งในเรื่องของ "อุปกรณ์” และ "คน” ให้เป็นเนื้อเดียวกัน กระนั้น บทเรียนจากความผิดพลาดที่ผ่านมาพบว่า เกิดจากปัญหาการโกงกินของคน มากเสียยิ่งกว่าขาดแคลนเครื่องใช้ไม้สอย ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งจัดการกับ “บ่ออุจจาระ” ที่มีอยู่ในประเทศให้หมดสิ้นไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้น บรรดาหนอนบ่อนไส้ก็จะหาจังหวะเปิดรับคนร้ายได้ตลอดเวลา



