ข่าว

ทำให้รบ.เสื่อมเสียโดนคสช.เรียกหมด

ทำให้รบ.เสื่อมเสียโดนคสช.เรียกหมด

14 ก.ย. 2558

‘นายกฯ’ชี้ใครพูดทำให้รบ.เสื่อมเสียโดนคสช.เรียกหมด ย้อนถามสื่อบ้านเมืองจะสงบหรือไม่ถ้าเอาแต่ฟังคนไม่ดี เนชั่นเรียกร้องปล่อยตัวผู้สื่อข่าว

             เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 14 ก.ย.2558 ที่เมืองทองธานีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าคสช.เตรียมเชิญตัวนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และการที่เจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสเครือเนชั่นไปตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน โดยไม่เปิดเผยสถานที่คุมตัว ว่า “ใครนะ ถ้าพูดเสื่อมเสียก็ต้องโดน เอาอย่างนี้แล้วกัน สื่อฯอย่าไปลงพาดหัวว่า ภูมิธรรมโดนคาดหัว ก็ช่วยไปสอนเขาด้วยว่า อย่าพูดให้มันเสียหาย วันนี้ประเทศชาติเดินหน้าอยู่จะพูดไปทำไม โน่น ไปดูเรื่องของตัวเองกันโน่น ก็ทำกันมากี่ปีแล้ว คนยากจน คนเดือดร้อนมีเยอะแยะ ก็จะเอาแต่การเมืองกันนั่นแหละ การเมืองก็ทำในวันหน้าโน่น”

             เมื่อถามถึงกรณีที่นายวัฒนะ เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาตั้งข้อสังเกตว่าทหารเป็นผู้ทำร้ายร่างกายตนเอง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ไปหามาซิ ก็ไปแจ้งความเอา เมื่อเขากล่าวหา ก็ต้องฟังเขา เราจะได้จับตัวมาให้ได้ ก็ไม่รู้ว่าไปพูดแล้วเป็นศัตรูกับใครเขาอีกหรือเปล่า ปากเสียอีกหรือเปล่าไม่รู้ แล้วมาโทษทหารตลอด ทหารมันเป็นยังไง ทหารมันนักเลงมากหรืออย่างไร สื่อไปฟังเขาทำไม เขาน่าเชื่อถือหรือไม่เล่าคนแบบนี้ คนที่พูดปากแบบนี้ เชื่อถือได้ไหม สื่อก็ขยายให้เขาไปเรื่อยๆ สิ ขยายไปคนพวกนี้ คนดีไม่ค่อยไปพูดให้หรอก คนที่ไม่ค่อยดีก็ไปพูดให้เขาทุกวัน แล้วบ้านเมืองมันจะสงบได้หรือไม่ ขอถามหน่อยเถอะ”

             เมื่อถามว่าจะเชิญมาปรับทัศนคติอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนจะเดินออกไปจากวงสัมภาษณ์ทันที ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า ในเรื่องการปฏิรูปหากใครอยากจะเข้ามา ก็ให้เชิญเข้ามาซึ่งไม่นานนี้ก็จะประชุมกันแล้ว แต่ตนคงไม่ต้องไปเชิญใครเป็นการส่วนตัว ถ้าจะเชิญจะเชิญไปยังพรรคการเมือง ส่วนพรรคจะส่งใครก็ให้ส่งมา


เนชั่นเรียกร้องปล่อยตัวผู้สื่อข่าวนสพ.เดอะเนชั่น

             นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) ปล่อยตัวนายประวิตรทันทีว่า หลังจากที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ควบคุมตัวนายประวิตรไปตั้งแต่เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว การควบคุมตัวนายประวิตรครั้งนี้ ผู้บริหารเครือเนชั่นเห็นว่าจะกระทบต่อเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อ  นอกจากขอเรียกร้องดังกล่าวแล้ว  ในวันที่ 15 ก.ย.จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์เพื่อให้พิจารณากรณีที่เกิดขึ้นเป็นการด่วน


ส.นักข่าวหนุนแถลงการณ์จี้ปล่อยตัว 

             นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อและโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ทหารกองทัพภาคที่ 1 ควบคุมตัวนายประวิตร ว่า สมาคมนักข่าวฯขอเรียกร้องให้กองทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงเหตุผลในการควบคุมตัวนายประวิตรไปโดยยังไม่ทราบสถานที่ควบคุมตัว และนายประวิตรไม่ได้รับอนุญาตให้นำโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย ทำให้ไม่สามารถทราบความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของนายประวิตรได้นับตั้งแต่คุมตัวไปเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา

             นายมานพ กล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายความมั่นคงที่กระทำต่อสื่อมวลชน พึงกระทำด้วยความระมัดระวังแม้ จะมีอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศไว้ก็ตาม แต่บทบาทของนายประวิตร ที่มีฐานะเป็นสื่อมวลชนย่อมจะต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเป็นปกติ การควบคุมตัวนายประวิตรโดยไม่แจ้งสาเหตุหรือมีการแจ้งความดำเนินคดีใดๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อประเด็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 4 ได้ให้การรับรองไว้

             โฆษกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศที่ตกต่ำลงในด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขอสนับสนุนแถลงการณ์ของเครือเดอะเนชั่น ที่ขอให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติปล่อยตัวนายประวิตรในทันที และให้ทำความกระจ่างเรื่องการควบคุมตัวนายประวิตรต่อสาธารณชน รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินการในประเด็นที่อ่อนไหวต่อสังคม เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายความมั่นคงต่อผู้ที่เห็นต่าง โดยเฉพาะสื่อมวลชนเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ และสมาคมนักข่าวฯ ขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ตระหนักและยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะพึงคำนึงถึงความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในสังคม


เรียกผู้สื่อข่าวหตุเห็นขัดการรักษาความสงบ

             พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เปิดเผยว่า การเชิญนายนายประวิตรหรือบางบุคคลมาสอบถามพูดคุยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งในช่วงหลังเริ่มพบบ่อยครั้ง โดยบางครั้งอาจมีเนื้อหาที่มีลักษณะเข้าข่ายไปพาดพิงบุคคลหรือองค์กรอื่น หรือในเนื้อหาที่อาจส่งผลให้สังคมสับสนเข้าใจผิดได้โดยเฉพาะในบางสิ่งบางอย่างพบว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆที่ชัดเจนซึ่งขณะนี้คงอยู่ในระหว่างดำเนินการของของเจ้าหน้าที่

             ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรนั่น พ.อ.วินธัยบอกว่า ขึ้นอยู่กับผลสอบสวน ความร่วมมือ และหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่พร้อมกันนี้ เชื่อว่าทุกขั้นตอนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเป็นไปตามพยานหลักฐานที่พบอย่างมีเหตุมีผล แต่เพื่อนำเสนอข้อมูลต่างๆ ไม่นำไปสู่ความสับสนหรือ เกิดความขัดแย้งของบุคคล กลุ่มหรือองค์กรต่างๆ ในสังคมคสช.จำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกส่วนอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในสังคม ยังคงต้องระมัดระวังให้มากเพื่อให้สังคมมีความเรียบร้อยและเพื่อสนับสนุนกระบวนการเดินหน้าประเทศมีความต่อเนื่อง


บิ๊กต๊อกแจงเป็นการให้มีพื้นที่พูดคุย

             พล.อ.ไพบูลย์  คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ใช้มาตรการเรียกตัวนักการเมืองและผู้สื่อข่าวปรับทัศนคติอย่างต่อเนื่อง ว่า  เป็นการเรียกเพื่อไปทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้   ซึ่งต้องดูพฤติกรรมของกลุ่มคนดังกล่าวว่า ได้แสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลผ่านสื่อจนส่งผลกระทบหรือไม่  อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้คิดในแง่บวกว่าการที่คสช.ใช้มาตรการเชิญตัวไปปรับทัศนคติเป็นมาตรการที่ดีกว่าใช้มาตรการอื่น  เพราะถ้าไม่เชิญมาจะไม่มีพื้นที่ในการพูดคุยและอาจเป็นข้ออ้างที่จะพูดผ่านสื่อต่อไป. ทั้งนี้ ตนขอให้กลับไปดูถึงพฤติกรรมบุคคลที่ถูกเรียกมาปรับทัศนคติด้วยว่าได้แสดงความเห็นดีหรือไม่ดีอย่างไร คสช. ไม่ได้ห้ามการแสดงความคิดเห็น  แต่การพูดส่อเสียด พูดเหน็บแนม  เหยียดหยามไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง  ซึ่งจะเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้มาเป็นวงรอบ เริ่มขึ้นตั้งแต่การคว่ำรัฐธรรมนูญ

             พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา  เมืองสุข   อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย  อ้างถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายว่า  นายวัฒนามีสิทธิตามกฎหมาย หากเห็นว่าถูกละเมิดสิทธิก็ควรใช้สิทธิในการดำเนินการตามขั้นตอน  อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้ว่าทหารคนดังกล่าวและนายวัฒนามีเรื่องอะไรระหว่างกันมาก่อนหน้านี้หรือไม่
 
         
ห่วงปรมาจารย์กฎหมายปัดร่วมร่างรธน.

             นายตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่สามารถพิจารณาหรือสรรหาบุคคลให้เข้าดำรงตำแหน่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้และมีผู้ที่สื่อมวลชนคาดว่าจะได้รับตำแหน่งปฏิเสธการเข้าร่วม ว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างปัญหาได้ เพราะกรณีนักกฎหมายที่เป็นระดับปรมาจารย์ที่สังคมให้การยอมรับและเชื่อมั่น ไม่ตอบรับเข้าร่วมงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วมีนักกฎหมายมือรองที่ได้รับตำแหน่งเข้าทำหน้าที่อาจทำให้การยอมรับต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีปัญหาได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะมีนายทหารในราชการเข้ามาร่วมเขียนร่ารัฐธรรมนูญนั้น ตนมองว่าอาจทำให้สังคมไม่เชื่อมั่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นของความเป็นอิสระและร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีใบสั่งได้ อีกทั้งอาจมีมุมมองต่อประเด็นการเมือง สภาพการเมืองในอดีต ถึงปัจจุบันไม่แตกฉานได้ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต่อกรณีของการตอบรับเข้าร่วมเป็นกรธ. นั้นตนมองว่าคสช. ควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะให้ความเป็นอิสระต่อกระบวนการทำงานดังกล่าว แต่อาจมีโจทย์เพียง 1-2ประเด็นที่ขอให้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น กติกาที่ป้องกันนักการเมืองที่ทุจริตเข้าสู่ระบบการเมือง เป็นต้น

             นายตระกูล กล่าวด้วยว่าส่วนกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากฝ่ายการเมืองและนักวิชาการกลุ่มต่อต้าน คสช. ให้แก้ไขมาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าด้วยกรอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น หากคสช. แก้ไขจะเท่ากับว่าคสช.ยอมรับความผิดพลาดจากการเข้ามาทำรัฐประหาร เพราะในประเด็นของมาตรา 35 ดังนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของการเข้ามายึดอำนาจ อย่างไรก็ตามตนมองว่าการตั้งโจทย์ของมาตรา 35 ไว้ที่อาจมีการต่อต้าน เป็นสิ่งที่น่าวิตกเช่นกัน แต่มีทางออก คือ การทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีหลักการสำคัญๆ ไว้ ส่วนรายละเอียดให้นำไปเขียนไว้ในกฎหมายประกอบ เช่น ระบบเลือกตั้ง อาจกำหนดแค่หลักการส่วนรายละเอียดการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมให้นำไปเขียนไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ตามสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของการเมือง

             “ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสังคมมีแรงเหวี่ยงกลับมายัง คสช. จำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ดังนั้นวิธีที่ควรแก้ไข คือ การทำร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดเผยและอธิบายให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุผลของเนื้อหา ไม่ใช่การยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยระบบซุปเปอร์อีโก้เหมือนที่ผ่านมา” นายตระกูล กล่าว

             นายตระกูล กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ระบุว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และร่างรัฐธรรมนูญมาปรับปรุง นั้น ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีข้อดี เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย แต่เปิดช่องให้นักการเมืองมีอำนาจมาก ส่วนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็อุดช่องว่างของปัญหา ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ2558 ตนมองว่ามีข้อดีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากจะทำจริง ตนมองว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ 1 สัปดาห์


สุภัทราชี้อดีตสปช.ขอตำแหน่งหาประโยชน์เข้าตนเอง

             น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ในฐานะอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ล่าสุดให้หน่วยงานราชการเสนอรายชื่อข้าราชการในสังกัดเข้าให้คัดเลือก ว่า การสานต่อการปฏิรูปตามที่ สปช. ได้วางแผนไว้ ตนมองว่าควรให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมไม่เฉพาะแต่ข้าราชการเท่านั้น ทั้งนี้ตนยอมรับว่าข้าราชการนั้นมีส่วนที่จะช่วยงานปฏิรูปได้ แต่บางครั้งความเป็นราชการ หรือรัฐที่ยังมีแนวคิดแบบเก่าไม่สามารถจะขับเคลื่อนแผนงานปฏิรูปได้ ดังนั้นตนมองว่าแนวคิดที่จะสานต่อการปฏิรูปต้องประกอบด้วยประชาชนหลากหลายภาคส่วน ทั้งนี้เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมช่วยสนับสนุนงานปฏิรูปให้สำเร็จ โดยตนไม่คิดว่าการสรรหาสมาชิกสปท. ที่มาจากฝั่งราชการจะเป็นความพยายามค้ำอำนาจหรือสถานภาพของคสช.ให้มั่นคง หรือแข็งแรง แต่หากเป็นจริงตนเชื่อว่าจะไม่มีส่วนใดที่สามารถสร้างสมดุลของอำนาจได้อย่างแน่นอน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
 
             ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า อดีตสปช. บางคนวิ่งเต้นของตำแหน่ง สปท. นั้น ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่หากเป็นข้อเท็จจริงอดีตสปช. จะต่างอะไรกับนักการเมืองที่ถูกสปช.วิจารณ์ว่ามีแต่เรื่องของการวิ่งเต้นเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง ทั้งนี้การวิ่งเต้นของอดีตสปช. บางคนนั้น จะเป็นผลสะท้อนไปยังผู้ที่เลือกบุคคลผู้นั้นเข้าทำหน้าที่ด้วยเช่นกัน
       
             “ปัจจุบันบ้านเมืองอยู่ในภาวะลำบาก ไม่อยากให้บ้านเมืองเดินไปในทางที่แย่ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่เผชิญ เราต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์ คนจริงจัง คนที่แก้ปัญหาได้ มองประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่มองเรื่องขอตำแหน่งหรือคิดถึงพวกพ้องตนเองเท่านั้น ซึ่งยังเชื่อว่าคสช.จะพิจารณาเลือกบุคคลที่เมื่อเปิดชื่อแล้วจะได้รับเสียงชื่นชมจากสังคม เพื่อเข้ามาทำหน้าที่” น.ส.สุภัทรา กล่าว