
ทหารดูแลพิชัย-เก่งอย่างดี
ฉัตรเฉลิมแจงทหารดูแลพิชัย-เก่งอย่างดี ไม่มีทำร้ายร่างกายครบ7วันปล่อยแน่ ขณะที่เจษฎ์หนุนใช้ความเห็นของ135สปช. คว่ำร่าง
13ก.ย.2558 พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ของ คสช. ควบคุมตัวนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน และนายการุณ โหสกุล หรือเก่ง อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ปรับทัศนคติในค่ายทหารว่า ทั้งสองคนยังอยู่ดีเป็นปกติที่บ้านพักรับรองแห่งหนึ่งของทหาร โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปพูดคุยด้วยทุกวัน เพื่อปรับทัศนคติ และขอร้องให้ทำตามกฎ กติกา หากรับปากก็จะดำเนินการปล่อยตัว ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่เชิญตัวมาทำความเข้าใจร่วมกัน
แต่ที่ผ่านมาทั้งสองคนยังพูดแสดงความคิดเห็นด้านลบต่อรัฐบาลและคสช.ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือทำให้คนทะเลาะกันได้ เพราะการพูดในบางเรื่องนั้นอาจทำให้เกิดความแตกแยก แต่ถ้าเป็นการพูดแนะนำเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลและคสช.ก็ไม่มีปัญหา เพราะเราพยายามดำเนินการตามโรดแม็พ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทหารไม่ทำร้ายร่างกายทั้งสองคนอย่างแน่นอน
“เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องควบคุมตัวทั้งสองคน เพื่อดำเนินการปรับทัศนคติตามกฎหมายเป็นเวลา 7 วัน ถ้าปล่อยตัวไปแล้วยังไม่พูดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายอีก ทาง กกล.รส.ก็จะไปเชิญตัวมาปรับทัศนคติอีกเป็นเวลา 7 วัน เรื่อยๆ แต่หากยังไม่ยอมรับฟังกันก็จำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้ามาดำเนินการ เนื่องจากถือว่า ขัดคำสั่งคสช. ทางรัฐบาลและคสช. ฟังทุกคน เรื่องความคิดนั้นทุกคนสามารถคิดแตกต่างได้ แต่ช่วยพูดแบบสร้างสรรค์ในเชิงแนะนำ ไม่ใช่การพูดติติง เปรียบเทียบ กล่าวหารัฐบาลและคสช. เพราะรัฐบาลและคสช.มีความหวังดี แต่ทุกเรื่องต้องใช้เวลา ซึ่งอาจช้าไปบ้าง” พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าว
เสนาธิการทหารบก ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้คสช. ดูแลความปลอดภัย ภายหลังถูกชายฉกรรจ์ผมเกรียนทำร้ายร่างกายที่สนามซ้อมฟุตบอลเมืองทองธานี (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา คาดว่า สาเหตุมาจากการเมืองว่า ทาง คสช.ดูแลความปลอดภัยให้กับทุกคนอยู่แล้ว ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุมาจากเรื่องการเมืองหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ และยืนยันว่า ทหารไม่ทำร้ายร่างกายใครแน่นอน
เจษฎ์หนุนใช้ความเห็นของ135สปช.คว่ำร่าง
นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เตรียมทาบทามตนให้เป็น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว อีกทั้งจะเป็นการเร็วไปที่จะพูดถึงเรื่องการทำงานของ กรธ. เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะมีใครบ้างเข้ามารับในตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ดีส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยๆ กรธ. ก็จะต้องย้อนไปพิจารณาถึงทิศทางการทำงานของ อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ว่ามีประเด็นอะไรที่สามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขได้ หรือนำมาใช้ได้บ้าง นอกจากนี้ยังมีอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจำนวน 135 คนที่ลงมติไม่รับร่างรัฐรรมนูญฉบับนี้ ที่สามารถบอกได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า มีปัญหาในส่วนไหนบ้าง ทำไมถึงไม่ให้ผ่าน ซึ่งเรื่องเหล่านี้น่าจะแนวทางให้ กรธ. นำไปพิจารณาได้ นอกจากนี้สิ่งที่ กรธ. จะต้องคิดถึงก็คือสถานการณ์ทั่วๆไป ว่าเรามีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขละพิจารณา ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเป็นส่วนของ คสช. หรือฝ่ายพรรคการเมืองที่จะเสนอเรื่องให้ กรธ. นำไปพิจารณาอีกที
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงระยะเวลาการทำงานของ กรธ. ว่าจะใช้ถึง 20 เดือนหรือไม่ นายเจษฎ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาระยะเวลาการทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้เวลาไป 9 เดือนกับ 18 วัน และถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านในชั้นมติของ สปช. ก็จะเข้าสู่กระบวนการประชามติ 2 - 3 เดือน และเข้าสู่ขั้นตอนร่างกฎหมายลูกอีประมาณ 6 เดือน และให้เวลาพรรคการเมืองหาเสียงอีก 3 - 4 เดือน จากนั้นจะนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นการดำเนินการของ กรธ. ก็คงไม่ต่างอะไรจากสูตรระยะเวลา 6-4 6-4 ที่ได้มีการพูดถึงกันก่อนหน้านี้แล้ว โดยระยะเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เผื่อเหลือขาดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการทำหน้าที่ของกรธ. น่าจะมีประมาณ 18 - 20 เดือน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามอีกว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านในชั้นประชามติอีกจะเกิดอะไรขึ้น นายเจษฎ์กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องเป็นเรื่องที่คิดให้หนักมากๆ หากจะสรรหา กรธ. 21 คนชุดใหม่ ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาใคร่ครวญฟังเสียงรอบด้านให้มากกว่าเดิม เช่นเชิญชวนตัวแทนภาคประชาชน พรรคการเมือง หรือกลุ่มเสื้อสีอะไรต่างๆเข้ามาร่วมด้วยไหม อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งต้องอยดูว่า 21 คนที่จะมาเป็น กรธ. นั้นจะมีทิศทางการดำเนินงานเช่นไร ส่วนเรื่องถ้าหากได้รับการทาบทามให้รับตำแหน่ง กรธ. นั้นในวันนี้ยังได้คิดถึงเรื่องนี้ว่าจะรับหรือไม่แต่อย่างใด
ดิเรกเชื่อนายกฯเลือกสปท.หลากหลายกลุ่ม
นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครมาทาบทามตนให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพราะการตัดสินใจเลือกบุคคลใดให้เข้ามาทำหน้าที่ตรงจุดนี้คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีจะพิจารณาเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญที่หลากหลายแตกต่างกันไป คงไม่ไปเจาะจงเลือกเฉพาะคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ส่วนจะเลือกอดีต สปช.เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี แต่หากมีการทาบทามตนให้เข้ามาทำหน้าที่ ตนก็คิดว่า ไม่น่ามีปัญหาใด พร้อมทำงานและทำด้วยความเต็มที่อยู่แล้ว และถ้าหากมีการเปิดกว้างให้นักการเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ด้วยก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้สภาขับเคลื่อนฯมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะเลือกบุคคลใด
นิรันดร์หนุนแก้รธน.ชั่วคราวแก้ปมประชามติไม่ผ่าน
นายนิรันดร์ พันธกิจ อดีตสมาชิกสปช. กล่าวถึงกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประชุมหารือ แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 37 วรรคเจ็ด เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เห็นด้วย เพราะตนเห็นว่า มาตรานี้อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้ เนื่องจากการตีความ คำว่า “ผู้มีสิทธิ” กับ “ผู้มาใช้สิทธิ” หากแก้ในมาตรา 37 วรรคเจ็ด ว่า เสียงประชามติจะผ่าน ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิก็ค่อนข้างสบายใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะผ่านการเห็นชอบจากประชาชน แต่ถ้าไม่แก้ให้ชัดเจน โอกาสที่จะไม่ผ่านนั้นมีสูงมาก
นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า หากครม.เห็นชอบให้แก้มาตราดังกล่าวแล้ว อยากเสนอให้แก้ไขเพิ่ม่วามาตราเดียวกันให้มีความชัดเจนด้วยว่า หาก ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยังไม่ผ่านประชามติอีก ก็ให้หยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เคยประกาศใช้แล้วมาปรับแก้ไข โดยฉบับนั้น ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เคยผ่านการทำประชามติมาแล้ว เพราะถ้าจะให้ ร่างแล้วทำประชามติ วนไปเรื่อยๆ มองว่า ไม่เป็นผลดีและจะทำให้เราเสียงบประมาณมากเกินไป
นายนิรันดร์ ยังกล่าวถึงการแต่งตั้ง 200 สปท.และ 21 กรธ. ด้วยว่า ไม่มีโควต้าสำหรับสมาชิกสปช.สำหรับทั้ง 2 ตำแหน่ง แต่ส่วนตัวมองว่า สมาชิกสปช. ทั้งที่โหวตรับและไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ควรจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสปท.อย่างน้อย 100 คน โดยเฉพาะระดับประธานกมธ.ปฏิรูปทุกคณะ ทั้งนี้เพื่อจะได้ให้คนที่ร่างแผนการปฏิรูปเข้าไปร่วมผลักดัน สานต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งยังควรเปิดให้ฝ่ายการเมืองเข้าร่วมด้วย เพื่อจะได้มีเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ถือเป็นการลดความขัดแย้งไปในตัว
สุริยะใสชมสปิริตบวรศักดิ์เว้นวรรค
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการสสรหากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จำนวน 21 ว่า ตนเห็นว่าคสช.ควรพิจารณาคัดสรรกรรมการยกร่างควรเป็นคนใหม่ทั้งหมด และควรเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ปฏิรูป เข้าใจสภาวะการเมืองไทยและโลก กระบวนการยกร่างฯ ต้องให้สังคมมีส่วนร่วมให้มากที่สุดและรับฟังความเห็นที่หลากหลายอย่าเขียนกันเอง เออกันเองโดยคนเพียง 21 คนเท่านั้น ไม่ควรเอาคนที่เคยเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน.ที่เพิ่งพ้นวาระไปกลับมาเป็น กรธ.อีก เพราะอาจจะถูกครหาว่า คสช.วางคนไว้เพื่อคงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เคยมีปัญหาไว้และจะทำให้เกิดความหวาดระแวงโดยไม่จำเป็น
นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า สปช.ที่วิ่งเต้นเข้าเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ หรือ กรธ.ก็ควรระมัดระวังแม้เป็นสิทธิแต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม สังคมจะเอือมระอาและจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการปฏิรูปทีีกังถูกมองว่าเป็นแค่เกมหรือวาทกรรมเท่านั้น และโดยสปิริตคนที่เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรสมัครอีกเพราะอาจทำให้สังคมสับสนและถูกกล่าวหาได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปถูกเขียนโดยกลุ่มคนกลุ่มเดียวและอาจถูกประณามว่าเป็นพวกเนติบริการ หรือเขียนกฎหมายเพื่อรับใช้อำนาจ ในกรณีนี้ต้องชื่นชมสปิริตอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณที่ประกาศเว้นวรรคไม่รับเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอีก แต่อยากเห็นอาจารย์บวรศักดิ์และคณะทั้งคนที่เคยเป็นกรรมรธิการยกร่างและ สปช.รวมกลุ่มกันตั้งชมรมเพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเพราะถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์และแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำไป แต่ก็มีบทบัญญัติที่ดีๆ ก้าวหน้าจำนวนมากหลายมาตราที่ควรถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกลุ่มนี้สามารถเสนอแนะและผลักดันได้
สมชัยแนะสภาขับเคลื่อนปฏิรูปนำระบบราชการร่วมมีบทบาท
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คระกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า สิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ทำไว้เป็นเพียงแนวทางปฏิรูปที่ผ่านการศึกษามา แต่ยังไม่นำไปสู่รูปธรรม หรือมีผลต่อการปฏิบัติ ดังนั้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ควรนำมาแปลงเพื่อนำไปสู่รูปธรรมและปฏิบัติได้อย่างแท้จริง แต่การปฏิรูปต้องอาศัยกลไกรัฐหรือส่วนราชการเป็นหลัก สิ่งที่เป็นห่วงคือ กระบวนการคิดของข้าราชการยังไม่เปลี่ยนจากอดีต เพราะไม่ได้แสดงบทบาทในการผลักดันการปฏิรูป ยังเน้นทำตามคำสั่ง ทำงานภายใต้กฎระเบียบต่างๆ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการจะให้ราชการเป็นกลไกหลักจึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการก่อน เพราะแนวคิดการปฏิรูปประเทศทำมานับ 10 ปีได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ดังนั้นจุดนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สภาขับเคลื่อนฯต้องดำเนินการให้ส่วนราชการมีบทบาท
เชื่อ'ประยุทธ์'เคาะชื่อ'กรธ.-สภาขับเคลื่อน'ก่อนบินสหรัฐ
พล.ต.วีรชน สุคนธปฎิภาค รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแต่งตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่า การแต่งตั้งจะแล้วเสร็จก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปร่วมการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ อย่างแน่นอน เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมในการทำงานของแต่ละฝ่าย ส่วนข้อเสนอของอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) บางส่วน ที่อยากให้มีการเพิ่มโควต้าในสัดส่วนของอดีตสปช. ได้เข้าไปเป็นสภาขับเคลื่อนฯนั้น นายกฯและรัฐบาลยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ เนื่องจากมีการกำหนดสัดส่วนตามที่นายกฯ ได้ระบุไปก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ระบุว่าถ้าจะให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย ต้องเชื่อมโยงกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง พล.ต.วีรชน กล่าวว่า รัฐบาลก็รับฟังไว้ แต่อยากให้มองว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงรอยต่อก่อนที่จะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราต้องมีมาตรการอะไรที่เหมาะสมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาให้รอบด้าน



