
เช็กจุดสำคัญ 'การเมืองไทย'
13 ก.ย. 2558
คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เช็กจุดสำคัญ 'การเมืองไทย' : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์
ผ่านมา 1 สัปดาห์เต็ม นับตั้งแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ตอนนี้สายตาผู้ติดตามการเมืองจับจ้องอยู่ที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) 21 คน ที่ “คสช.” จะตั้งขึ้น และ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) 200 คน ที่ “นายกรัฐมนตรี” จะเป็นผู้ตั้ง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และอีกฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์หลายครั้ง ทั้งเกี่ยวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ แต่น้ำหนักจะไปอยู่ที่ กรธ.มากกว่า เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของโรดแม็พที่มีปลายทางอยู่ที่การเลือกตั้ง
ส่วน สปท.นั้น ถ้าพูดตามตรงก็ต้องบอกว่า ไม่ได้มีความสำคัญมากนักกับกระบวนการของโรดแม็พนับจากนี้ไป ต่างจาก สปช.ที่ยังมีหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนทำประชามติ แต่ตามกระบวนการใหม่นี้ เมื่อ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ให้แจ้งไปยัง ครม. “เพื่อทราบ” เท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และให้ ครม.ประสาน กกต.เพื่อจัดให้มีการทำประชามติโดยเร็ว
นั่นคือ สภาขับเคลื่อนฯ จะไม่มีอำนาจมาชี้เป็นชี้ตายร่างรัฐธรรมนูญเหมือนสภาปฏิรูปแห่งชาติ ถึงแม้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะกำหนดให้สภาขับเคลื่อนฯ มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานด้านการปฏิรูปเหมือน สปช.ก็ตาม แต่อำนาจเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ถูกมองว่าเป็นเรื่อง “นามธรรม”
การที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ขึ้นมาแทน สปช. จึงถูกมองว่า เพื่อกระชับอำนาจคสช. โละคนที่ “พูดคนละภาษา” กับคสช.ออกไป มีการจับจ้องว่า “นายกฯประยุทธ์” จะตั้งใครมาเป็นสมาชิก สปท.บ้าง สปช.ที่โหวต “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 6 กันยายน จะได้กลับมาทำงานร่วมกับ คสช.หรือไม่ กี่คน และใครบ้าง
กลับมาที่ กรธ. หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่นายกฯ บอกว่า ก่อนไปร่วมประชุมเวทีขององค์การสหประชาชาติในวันที่ 23 กันยายนนี้ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จะได้รายชื่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์นี้ก็น่าจะมีความชัดเจน
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงทั้งตัวบุคคล คุณสมบัติ และแนวการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
มีรายชื่อบุคคลที่ถูกพูดถึงว่าจะมาเป็นประธาน กรธ.นับสิบคน รวมทั้ง “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานวุฒิสภา มือกฎหมายระดับ “เซียน” อีกคนของเมืองไทย ที่ตอนนี้เป็นสมาชิก คสช.อยู่ด้วย ข่าวด้านหนึ่งบอกว่า นายมีชัยปฏิเสธไปแล้ว แต่อีกด้านบอกว่ายังอยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจาเรื่องเงื่อนไข โดยนายมีชัยขอเอาทีมของตัวเองเข้ามาด้วย
“วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ด้านกฎหมาย เป็นอีกคนที่อยู่ในรายชื่อที่ถูกจัดว่าเป็น “ตัวเต็ง” ซึ่งหากเป็นจริงเขาจะต้องลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดคุณสมบัติไว้ว่าต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกเว้นเป็น คสช. สปช. หรือ สนช. หากเลือกได้ “วิษณุ” คงไม่อยากมาเป็น
อย่างไรก็ตาม มีการมองว่าผู้ที่จะมาเป็นประธาน กรธ.อาจไม่จำเป็นต้องเป็น “มือกฎหมายชั้นเซียน” เพราะภารกิจของ กรธ.คงไม่ใช่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่น่าจะเป็นการนำร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการชุด “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่เพิ่งถูกคว่ำไป มาปัดฝุ่นปรับปรุงเฉพาะในบางประเด็น
หากดูในภาพรวมแล้ว ต้องบอกว่า “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับที่เพิ่งถูกคว่ำไปมีเนื้อหาถูกใจ “แป๊ะ” หรือ คสช. แล้วหากออกมาได้ตามนั้นก็จะมีกลไกที่ทำให้การเข้ามายึดอำนาจของ คสช. “ไม่เสียของ” โดยเฉพาะ “อำนาจพิเศษ” 5 ปี ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)
เพียงแต่ว่าด้านหนึ่ง คสช.ยังเล็งเห็นว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านออกไปก็อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ เพราะฝ่ายการเมืองพร้อมใจกันไม่เห็นด้วย หากปล่อยให้เดินไปสู่การทำประชามติ ก็จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความไม่เห็นด้วย รวมถึงพยายามทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ตกไปในชั้นประชามติ หรือหากผ่านก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งได้
การที่ สปช. “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ช่วงเวลา 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญ จึงอาจจะไม่ใช่การเน้นหนักที่ “การร่าง” เพราะ คสช.น่าจะยังต้องการ “เนื้อหา” ร่างรัฐธรรมนูญในแนวเดิม แต่น่าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการเจรจา ต่อรอง ทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะ “นักการเมือง” และพรรคการเมือง ให้ยอมรับในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ
“คปป.ยังต้องมีอยู่ และอีกประเด็นคือ รัฐบาลปรองดองแห่งชาติหลังการเลือกตั้ง” แหล่งข่าวใกล้ชิด คสช.พูดถึงความต้องการของ คสช.
ในร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ ไม่ได้กำหนดเรื่องรัฐบาลปรองดองแห่งชาติไว้ แต่มีการเตรียมตั้งเป็นคำถามเพื่อให้นำไปทำประชามติถามประชาชน แต่ในการทำประชามติรอบต่อจากนี้ จะไม่สามารถตั้งคำถามประชามติควบคู่ไปได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดเรื่องนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วย
สำหรับประเด็นหลักประเด็นอื่นที่ คสช.ยังคงต้องการให้มีอยู่ แต่ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างมาก ได้แก่ เรื่องที่มานายกฯ ที่เปิดช่องให้ “คนนอก” เป็นได้ เรื่องที่มา ส.ว. ที่มาจากการสรรหาเป็นส่วนใหญ่แต่มีอำนาจมากขึ้น เรื่องระบบเลือกตั้ง ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยากที่สุด เพราะต้องผ่านทั้งศาลรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ
ส่วนประเด็นอื่นๆ แม้จะมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก
ด้านหนึ่งมีการมองว่า ในเมื่อภารกิจของ กรธ.คงไม่ใช่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ฉะนั้นไม่น่าจะต้องใช้เวลาเต็ม 6 เดือนตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ แต่อีกด้าน หากมองว่า 6 เดือนนี้คือเวลาการสร้างผลงานของรัฐบาล คสช.ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยเฉพาะภารกิจด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ยิ่งจำเป็นต้องใช้เวลา
อีกจุดที่ต้องจับตามองเช่นกัน คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ล่าสุด “วิษณุ” เริ่มพูดถึงบ่อยขึ้น ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าควรจะต้องแก้ไข คือเรื่องเกี่ยวกับการทำประชามติ 2 ประเด็น คือ คะแนนเสียงในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ ทำให้เข้าใจได้ว่าต้องใช้เสียงเกินครึ่งของ “ผู้มีสิทธิ” ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านนั้นยากมาก เทียบกับปี 2550 มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินครึ่งเพียงเล็กน้อย จำเป็นต้องแก้ไขกำหนดให้ชัดว่าใช้เสียงเกินครึ่งของ “ผู้มาใช้สิทธิ”
“วิษณุ” กลับมองว่า จุดนี้ไม่มีปัญหา เขียนไว้ชัดเจนแล้ว อาจจะไม่แก้ไข แต่ที่เป็นปัญหาและอาจจะแก้ คือ หากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร เพราะหากไม่เขียนใหม่ อาจจะต้องวนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำประชามติใหม่ ไม่รู้จบ
แต่จะแก้จริงหรือไม่ เพราะหากแก้ไขให้ชัดเจน หมายถึงโรดแม็พจากนี้จะไม่สามารถเลื่อนออกไปได้อีก จะล็อกตายตัว คสช.จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสถานการณ์อีกแล้ว
ดังเช่นในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 มีการกำหนดไว้เลยว่า หากประชามติไม่ผ่านให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประชุมร่วมกับ ครม.พิจารณาหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 30 วันแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
คสช.จะทำตามนั้นหรือ?
นี่คือทุกจุดสำคัญทางการเมืองที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย และจะกำหนดว่าโรดแม็พไปสู่การเลือกตั้งจะขยับเขยื้อนอีกหรือไม่!!
--------------------
จุดสำคัญของการเมืองไทยนับจากนี้
1.การตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนโดย คสช.
2.การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 200 คน โดยนายกฯ
3.แนวการทำงานของ กรธ.จะยกร่างใหม่ หรือนำร่างเดิมมาปรับปรุง
4.การเจรจาทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะการเมือง ให้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ
5.จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ หากไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร
--------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เช็กจุดสำคัญ 'การเมืองไทย' : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)



