ข่าว

กรณี5กรกฎาที่ซินเจียง

กรณี5กรกฎาที่ซินเจียง

22 ก.ค. 2552

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ เกิดเหตุทำร้าย ทุบตี ปล้นสะดม ตลอดจนเผาและฆ่าคนที่อุรุมชี เขตปกครองตนเองเหวยอู่เอ่อซินเจียง ประเทศจีน

 สำนักข่าวจงซินของจีนอ้างคำพูดของทางการนครอุรุมชีว่า สันติบาลได้ตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่ากรณีดังกล่าวมีการจัดตั้งล่วงหน้า มีการวางแผนมาก่อน โดยเย่อ ปี่ เอี้ย หัวโจก "สภาผู้แทนเหวยอู๋เอ่อทั่วโลก" (ส.ว.ล.) อาศัยกรณีมีการวางมวยหมู่ระหว่างพนักงานคนงานที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ซินเจียง กับพนักงานคนงานท้องถิ่นในโรงงานผลิตของเล่นที่เสากวาน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งได้จัดการอย่างเหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นมายุยงปลุกปั่นให้ก่อความรุนแรงอันเป็นอาชญากรรมภายในประเทศ

 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว "ส.ว.ล." ได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างใส่ร้ายป้ายสีนโยบายชนชาติและศาสนาของประเทศจีนอย่างสุดความสามารถ ยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนก่อเรื่อง รวมทั้งโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตโดยบุคคลที่มีเจตนาซ่อนเร้น

 เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 4 กรกฎาคม ก็มีการเปิดฟอรั่มทางอินเทอร์เน็ต มีการส่งเทียบเชิญชวน และส่งจดหมายข้อความสั้นๆ ให้ไปชุมนุมกันที่จัตุรัสประชาชนอุรุมชี ในวันที่ 5 กรกฎาคม เวลา 17.00 น. เพื่อขานรับการชุมนุมเดินขบวนนอกประเทศ ซึ่งจัดตั้งโดย "สภาเหวยอู๋เอ่อทั่วโลก"

 เย่อ ปี่ เอี้ย หัวโจก "ส.ว.ล." พูดอย่างเปิดเผยว่า วันที่ 5 กรกฎาคม จะเกิดเหตุใหญ่ที่อุรุมชี เรียกร้องให้คนในประเทศให้ความสนใจ และจับตาสถานการณ์ให้ดี

 วันที่ 5 กรกฎาคม เวลา 18.20 น. มีคน 200 กว่าคนมาชุมนุมกันที่จัตุรัสประชาชน แต่ฝ่ายตำรวจท้องที่ได้ขอให้สลายการชุมนุมเอง เวลา 19.40 น. มีคน 300 กว่าคนไปปิดถนนเหยินเหมินและถนนหนานลู่ ฝ่ายตำรวจได้สลายการชุมนุม เวลา 20.18 น. มีคนลงมือทำร้ายคน ทุบตียานพาหนะและปล้นสะดม ผลักดันให้แผงกั้นทางล้มครืน ทุบรถประจำทาง 3 คัน ฝ่ายตำรวจจึงได้สลายการชุมนุม

 เวลา 20.30 น. เหตุการณ์บานปลาย มีการเผารถตำรวจที่ตอนใต้ถนนเจ่ฟ่าง และถนนหลงเฉวียน ไล่ตีคนที่สัญจรไปมา มีผู้ชุมนุม 700-800 คน เคลื่อนขบวนจากจัตุรัสประชาชนไปทางต้าซีเหมิน และเสี่ยวซีเหมิน และทำร้ายคน ทุบตียานพาหนะ ปล้นสะดม และเผาอาคารบ้านเรือนตลอดจนฆ่าคนตลอดทาง เป็นเหตุให้มีคนถูกทำร้ายจนเสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บ 26 คน ในจำนวนนี้มีตำรวจ 6 คนรวมอยู่ด้วย เหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนถึงเวลา 22.00 น. ตำรวจจึงควบคุมสถานการณ์ในบริเวณถนนหนทาง และย่านการค้าที่สำคัญไว้ได้

 เวลาต่อมา พวกก่อความรุนแรงได้เปลี่ยนกลวิธีโดยกระจายกำลังไปหลายทาง เป็นกลุ่มๆ ไปเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ที่ควบคุมได้ เคลื่อนไหวตามถนนหนทางและตรอกซอย เมื่อเห็นชาวฮั่นก็ฆ่า เห็นรถยนต์ก็ทุบตีและเผาทำลาย ทางการที่เกี่ยวข้องจึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์โดยจัดกำลังเป็นหน่วยย่อยไปช่วยประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อ และตรวจค้นจับกุมพวกก่ออาชญากรรม

 หลังจากก่อการจลาจลแล้ว ในวันที่ 6 และ 7 กรกฎาคม พวก "แยกตัวซินเจียงเป็นอิสระ" ยังได้จู่โจมสถานทูตจีนประจำประเทศเยอรมนี ฮอลแลนด์ ตุรกี และนอร์เวย์ ตามลำดับ วันที่ 7 กรกฎาคม เย่อ ปี่ เอี้ย ยังได้นำพวก "แยกตัวซินเจียงเป็นอิสระ" 100 คน ไปชุมนุมสำแดงกำลังที่สถานทูตจีนประจำสหรัฐ
 ความรุนแรงของการจลาจลครั้งนี้นับเป็นประวัติการณ์ในซินเจียง ภายหลังได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี ค.ศ.1949 โดยมีคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากกว่ากรณี 14 มีนาคม ที่ลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต

 กรณีทั้งที่ซินเจียงและทิเบตมีการขานรับซึ่งกันและกัน ทั้ง 2 กรณีเกิดขึ้นในวาระที่อ่อนไหว การจลาจลที่ลาซาเกิดขึ้นในยามใกล้กับการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ส่วนกรณีที่อุรุมชีเกิดขึ้นในยามใกล้กับวันเฉลิมฉลองวันชาติจีนครบรอบ 60 ปี นอกจากนั้น ลักษณะการจัดตั้งและกลเม็ดในการยุยงปลุกปั่นของทั้งสองกรณียังคล้ายคลึงกัน

 กรณี 14 มีนาคม เริ่มด้วยการจัดงานอย่างเปิดเผยของพระเพื่อระลึกถึงวันที่ทะไล ลามะหนีออกจากประเทศจีนเมื่อปี 1959 ส่วนกรณีอุรึมชีเริ่มต้นด้วยฝูงชน ชนชาติเหวยอู๋เอ่อชุมนุมตามท้องถนนเพื่อประท้วงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างพนักงานคนงานชนชาติเหวยอู๋เอ่อกับชนชาติฮั่นที่โรงงานผลิตของเล่นในมณฑลกวางตุ้ง และได้บานปลายจนกลายเป็นการจลาจลก่ออาชญากรรม

 เย่อ ปี่ เอี้ย เป็นใครอยู่ที่ไหน ขอให้ผู้อ่านติดตามตอนต่อไป

 ทิวสน