
โจรใต้เร่งก่อเหตุร้ายถี่ยิบมุ่งขยายผลสู่เวทีอาเซียน
หลังจากกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งก่อเหตุอย่างหนักเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ทั้งการยิงครู ฆ่าพระ สังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และกราดยิงในมัสยิดบ้านไอปาแย เหตุความรุนแรงก็ซาลงไปช่วงหนึ่ง
แต่แล้วเหตุรุนแรงระลอกใหม่ก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อคนร้ายบรรจุระเบิดลงในถังแก๊สน้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม นำไปซุกไว้ในรถกระบะ ก่อนจะจุดชนวนสังหารจนทำให้ทหารต้องพลีชีพไปอีก 2 นาย คือ พ.ต.พันธ์ศักดิ์ ทองสุข รอง ผบ.ฉก. ยะลา 14 และ จ.ส.อ.วิชัย สาหลี
เหตุความสูญเสียครั้งล่าสุด นอกจากจะกระทบต่อขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่กองกำลังในพื้นที่แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า คนร้ายมีศักยภาพในการประกอบระเบิด และจุดชนวนด้วยวิธีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลงมือที่ถือว่าหยามเจ้าหน้าที่มาก เพราะสามารถนำพาหนะประกอบระเบิดไปวางไว้ในที่ชุมชนในตัวอำเภอ คือห่างจากที่ว่าการอำเภอยะหาเพียง 100 เมตร และสถานีตำรวจเพียง 150 เมตร เท่านั้น !!
แหล่งข่าวระดับสูงในพื้นที่ กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้แล้ว 5-6 คน หลังจากพยานสามารถจดจำใบหน้าคนร้ายและพาหนะคือรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มาจอดใกล้จุดเกิดเหตุได้
การจับกุมดังกล่าวเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจการควบคุมตัวตาม "กฎอัยการศึก" โดยสามารถควบคุมผู้ต้องหาเอาไว้ได้หลังจากเกิดเหตุเพียง 1 วัน
ส่วนกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มของ นายมะรอโซ จันทรวดี ซึ่งร่วมกับพวกประมาณ 7 คนก่อเหตุ โดยกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.ยะหามานาน และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวอยู่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมนายมะรอโซได้ แต่อยู่ระหว่างการไล่ล่าติดตามตัวและออกหมายจับอยู่ โดยทราบว่ากลุ่มดังกล่าวมีการประชุมกันก่อนก่อเหตุ 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม หรือก่อนลงมือเพียง 1 วัน
แหล่งข่าวคนเดิม ยอมรับว่า จากการสอบสวนยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเป็นปฏิบัติการตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถทำงานมวลชนอย่างได้ผล
ทั้งนี้ก่อนก่อเหตุมีการรวมพลังของมวลชนใน อ.ยะหา จ.ยะลา ติดต่อกันถึง 3 วัน โดยมีมวลชนพื้นที่สีแดงเข้าร่วมอย่างมากมาย จึงอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธแค้น และลงมือกับเจ้าหน้าที่หลังงานรวมพลังมวลชนเสร็จสิ้นเพียง 1 วัน
ขณะที่อีกทฤษฎีที่เป็นไปได้คือ การเร่งก่อเหตุในช่วงใกล้การประชุมผู้นำรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ จ.ภูเก็ต เพื่อแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังไม่สงบ และยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณไปยังเวทีระดับนานาชาติเพื่อให้บรรจุวาระเรื่องความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเข้าสู่เวทีโลกให้จงได้
แหล่งข่าวรายนี้ค่อนข้างเชื่อว่า ทั้ง 2 ทฤษฎีมีความเป็นไปได้มากที่สุด และล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก แต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามปรับกลยุทธ์เพื่อจับให้ได้ไล่ให้ทันฝ่ายตรงข้ามที่พยายามใช้รูปแบบยุทธวิธีการลงมือใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ทีมข่าวความมั่นคง



