
จองกฐิน...ฆ่าสนธิ ?
แม้คำตอบสุดท้ายว่า ใครฆ่าสนธิ ลิ้มทองกุล? ยังไม่ปรากฏกระจ่างชัด
แต่หลังสิ้นเสียงปืนจากอาวุธสงครามนับร้อยนัด เมื่อเช้ามืดวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา มาถึงวันนี้คดีประวัติศาสตร์ล่าสังหาร “ประมุขสีเหลือง” ก็ค่อยๆ ถูกคลี่ปมจนพอจะเห็นความเชื่อมโยงที่บ่งชี้ว่า “ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง” งานยักษ์ชิ้นนี้นั้น
นอกจากจะไม่ธรรมดาแล้ว ยัง "ทรงอิทธิพล" ชนิดสูงลิ่ว !!!
เพราะถึงขั้นทำให้ “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” รองผบ.ตร. เจ้าของคดีนี้ ถึงกับออกอาการ “หัวเสีย” จากพฤติกรรม “เตะตัดขา” ไม่ยอมให้คดีเดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
การบ่นดังๆ ครั้งนี้ ส่งผลสะเทือนตรงๆ ไปยังเก้าอี้ของ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าปล่อยให้คดีอุกอาจเย้ยอำนาจรัฐนี้ ถูก “แซะ” จนเป๋ไปเป๋มา
แม้เจ้าตัวจะยืนกรานว่าปล่อย “ทีมสืบสวน” อย่างอิสระ ไม่มีแทรกแซง
แต่ข้อมูลที่ถูกลำเลียงไปอยู่ในมือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ล้วนเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า “ผบ.ตร.” พยายามเหนี่ยวรั้งกระบวนการสืบสวนสอบสวน
โดยเฉพาะข้อมูลการติดเบรกนายตำรวจฝีมือดีที่แกะรอยสัญญาณโทรศัพท์จนทะลุทะลวงเครือข่ายได้ทั้งหมดว่าใครคุยกับใคร เวลาไหน เมื่อไหร่
ตัว "อภิสิทธิ์" เอง หลังจากถูกโจมตีว่าปล่อยให้ “ตำรวจ” ทุบพันธมิตร ด้วยข้อหา “ก่อการร้าย” ก็อาศัยจังหวะนี้ สานไมตรี “พลพรรคสีเหลือง” ด้วยการเอาความเป็น “ผู้นำสูงสุด” ค้ำประกันให้ “รองธานี” เดินหน้าอย่างไม่ต้องกลัวใคร
พร้อมทั้งประกาศลั่น “งานนี้ไม่มีมวยล้ม” !!!
อาการลุกลี้ลุกลนของคนมีอำนาจ เกิดขึ้นหลังจากที่ “รองธานี” ร่อนหมายจับ “2 ผู้ต้องหา” ที่ลอบฆ่า สหายร่วมโรงเรียนกินนอน “อัสสัมชัญศรีราชา” ของตัวเองตั้งแต่สมัยวัยเด็ก
ประกอบด้วย ทั้งสีเขียวและกากี “จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา” และ “ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ” แค่ 2 รายแรกที่เปิดตัวออกมา ก็ส่งแรงกระเพื่อมไปยังเครือข่ายที่เหลือ จนเริ่มอยู่กันไม่ติด ขยับขับเคลื่อนกันยกใหญ่
ในส่วนของทีมสืบสวนที่ทำคดีนี้ มั่นใจมากว่า “เดินมาถูกทาง” ว่ากันว่า “รองธานี” ไปชี้แจงเพื่อขออนุมัติหมายจับจากศาลด้วยตัวเองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ในที่สุดก็ทำให้ศาลคล้อยตามแผนการจับกุมของทีมสืบสวน
“ปานเทพ พัวพงษ์พัน” โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนที่ “สนธิ” ไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง บอกว่า หมายจับ 2 คนนี้ ทำให้ขบวนการลอบยิงคุณสนธิตอนนี้ขยับตัวกันหมด
"ใครเป็นใคร ใครทำอะไรจะรู้กันในช่วงนี้ เพราะทุกคนจะอยู่ไม่ติด ต้องปกป้องตัวเอง ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนตอนนี้ถ้าไม่รีบออกมามอบตัว พวกเขาเสี่ยงที่จะถูกตัดตอนเป็นอย่างยิ่ง”
เส้นทางของคดีจนมาถึงวันนี้ ตรงกับสมมติฐานที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เคย “ฟันธง” เอาไว้ตั้งแต่วันที่รอยเลือดบนใบหน้ายังไม่แห้งดีว่า “กลุ่มคน” ที่ไล่ล่าเอาชีวิตตนนั้นเป็นกลุ่มทหารที่ต้องการสถาปนา “อำนาจใหม่” ขึ้นในสังคมไทย
“จิ๊กซอว์” ที่เริ่มต่อจากตัวของ “จ่าปัญญา” ซึ่งสังกัดกรมรบพิเศษที่ 3 ของหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษหรือ นสศ. ซึ่งจนป่านนี้ยังหาตัวไม่เจอ ทำให้เห็นเครือข่าย “ข้างหลังภาพ” อีกมากมาย กว้างขวาง
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทหารระดับ “จ่า” จะลุกขึ้นมาขนอาวุธสงครามไล่ล่า “ผู้นำทางการเมือง” คนสำคัญของประเทศได้ในยามที่กรุงเทพฯ ประกาศภาวะฉุกเฉิน
จาก “จ่าปัญญา” ขณะนี้กำลังจะลากไปเชื่อมกับ “พ.อ.สุนัย ประภูชะเนย์” อดีตผู้บังคับการกองพันจู่โจม ค่ายเอราวัณ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี เมื่อปี 2540-2543 ซึ่งถือเป็น “ลูกพี่” ของ “จ่าปัญญา” และยังเป็นคนสนิทชิดเชื้อกับ “น.ส.รัศมี เมฆชัย” เจ้าของรถโตโยต้าวีโก้ เลขทะเบียนลพบุรี ที่ตำรวจยึดไว้เป็นของกลางตั้งแต่ช่วงแรกๆ อีกด้วย
ซึ่งเป็นไปได้ว่าจากจุดของ “พ.อ.สุนัย” ก็อาจจะลากเชื่อมโยงไปสู่ผู้ต้องหาฝั่งตำรวจ เพราะ “พ.อ.สุนัย” เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พ.ต.อ."ท” แห่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ต้นสังกัดของ “ส.ต.อ.วรวุฒิ” ที่แม้ดีเอสไอจะโบ้ยให้ไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แต่ต่อมากลับมีข่าวว่าดีเอสไอ เปลี่ยนชื่อ “ส.ต.อ.วรวุฒิ” เป็น “อรรถพล ปาทาน” เพื่อทำงานลับให้ดีเอสไอ
มีข่าวว่า “ส.ต.อ.วรวุฒิ” นี้เองที่เป็นมือฉมังในเรื่องเทคโนโลยี การดักฟังโทรศัพท์ การตัดสายวิดีโอวงจรปิด และอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย โดยงานนี้เบิกตังค์ซื้อโทรศัพท์ใหม่ 6 เครื่องเพื่อประสานงาน
และจาก พ.ต.อ."ท" ก็ยังมีความพยายามจะเชื่อมโยงไป “ผู้พลัดถิ่น” เพราะ พ.ต.อ."ท" ได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ในยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ถ้าหากสมมติฐาน ความเชื่อมโยงเครือข่าย จากสีเขียว ไปสู่ สีกากี และโยงไปหา “ผู้พลัดถิ่น” เป็นจริง ก็แสดงว่าปฏิบัติการฆ่า “สนธิ” เพื่อโค่น “สีเหลือง” เป็นภารกิจ “จองกฐิน” แบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน”
แน่นอนว่าในฟากของพันธมิตรนั้น มีแนวโน้มเชื่อว่าสูตรนี้เป็นไปได้สูงทีเดียว
ดังนั้น ถ้าไม่มี “มวยล้ม” ตามที่นายกฯ ประกาศไว้
หมายจับลอตต่อไปที่ว่าจะมีทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือน นับสิบคนนั้น ต้องจับตาแบบห้ามกะพริบ เพราะมันจะใกล้เข้าสู่ “แกนกลาง” ของการบัญชาการมากขึ้นทุกขณะ !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



