
ครบรอบหนึ่งปีสหรัฐถล่มเป้าหลอกไอเอส
13 ก.ย. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ครบรอบหนึ่งปีสหรัฐถล่มเป้าหลอกไอเอส : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
10 กันยายน 2558 หรือหนึ่งวันก่อนครบรอบ 14 ปีการถล่มอาคารเวิลด์เทรด 11 กันยายน ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีเต็มที่สหรัฐ+3 คือพันธมิตรนาโตในยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส ตุรกี พันธมิตรนอกนาโตอีก 1 ประเทศ คือออสเตรเลียและพันธมิตรในตะวันออกกลางอีกหลายประเทศรวมทั้งซาอุดีอาระเบีย ได้ส่งฝูงบินรบถล่มที่มั่นกลุ่มติดอาวุธกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ทำให้ชาวซีเรียไร้ที่อยู่อาศัยราว 5.6 ล้านคน อันเป็นปฐมเหตุทำให้ชาวซีเรีย และชาวอาหรับราว 4-5 แสนคนอพยพหนีตายครั้งใหญ่หวังหนีร้อนไปพึ่งเย็นที่ยุโรป ทำให้ทวีปเก่าแห่งนี้แทบจะเกิดกลียุคในหลายพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถรับผู้อพยพจำนวนมหาศาลเช่นนี้ได้
หลายประเทศในยุโรปจึงเริ่มหันไปกดดันแดนดินถิ่นอินทรีผยองให้ต้องร่วมรับผิดชอบมากขึ้นต่อกรรมที่ตัวเองก่อไว้ โดยเฉพาะการรับผู้อพยพจากซีเรียซึ่งตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สหรัฐรับแค่ปีละ 1,400 รายเท่านั้น ท้ายสุดประธานาธิบดีบารัก โอบามาเพิ่งจำใจประกาศว่าอาจจะพิจารณารับเพิ่มเป็นปีละหมื่นราย ขณะที่พันธมิตรในตะวันออกกลางยังคงนิ่งเฉยไม่ยอมร่วมรับผิดชอบในชะตากรรมของผู้อพยพเหล่านั้น
ในวาระครบรอบหนึ่งปีของ “ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาถาวร” พุ่งเป้าถล่มที่มั่นไอเอส ซึ่งนักวิเคราะห์ทั้งตะวันตกและตะวันออกหลายคนเชื่อว่าเป็นเพียงแค่เป้าหลอก โดยเป้าจริงที่ทำเนียบขาวต้องการก็คือล้มรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดแห่งซีเรียให้ได้หลังจากพยายามยุยงส่งเสริมให้เกิดสงครามกลางเมืองมานานกว่า 4 ปี สื่อตะวันตกบางสื่อได้วิเคราะห์เจาะลึกว่าสหรัฐกำลังติดหล่มสงครามอีกครั้ง เนื่องจากการปราบไอเอสที่ทำเนียบขาวขึ้นบัญชีดำว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายนั้นดูเหมือนยิ่งปราบยิ่งโต ที่น่าจับตามองมากกว่านั้นก็คือยิ่งถล่มหนักหน่วงมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเผชิญหน้ากับหมีขาวรัสเซียมากขึ้นเท่านั้น ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ รัสเซียได้ส่งทหารพร้อมด้วยฝูงครื่องบินรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ลอตใหญ่ไปให้ซีเรียที่เป็นพันธมิตรมานานนม ชี้ว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนักและคงยืดเยื้อไปอีกนาน
จากข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการระบุว่าตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธานาธิบดีโอบามาสั่งการให้เผด็จศึกไอเอส เพื่อสั่งสอนที่ไอเอสสังหารนักข่าวอเมริกัน 2 คน ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน สหรัฐและพันธมิตรได้ส่งกำลังและอาวุธยุทธภัณฑ์สนับสนุนปฏิบัติการในอิรักและซีเรียรวมแล้ว 53,278 เที่ยว ส่งเครื่องบินรบและเครื่องบินไร้คนขับหรือโดรนไปเปิดฉากโจมตีทางอากาศ 6,700 ระลอก ถล่มเป้าหมาย 1 หมื่นเป้าหมายของไอเอสตั้งแต่สนามเพลาะไปจนถึงบ่อน้ำมัน สิ้นค่าใช้จ่ายในปฏิบัติการทางทหารกว่า 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 122,100 ล้านบาท) นับจนถึงสิงหาคมปีนี้ หรือเฉลี่ยวันละ 9.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 327 ล้านบาท) เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสื่อตะวันตกมักจะมุ่งนำเสนอแต่ข่าวว่าไอเอสได้ทำลายแหล่งอารยธรรมโบราณหลายแห่งที่ยูเนสโกได้ขึ้นทะบียนเป็นมรดกโลก อาทิ โบราณวัตถุของจักรวรรดิอัสซีเรียในพิพิธภัณฑ์เมืองโมซูล และที่เมืองนิมรอด ทางเหนือของอิรัก หรือล่าสุดที่เมืองพัลไมรา ทางตอนกลางของซีเรียโดยละเลยไม่พูดถึงว่าอารยธรรมโบราณบางส่วนได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินอเมริกันและพันธมิตร ที่สำคัญก็คือแทบจะละเลยการนำเสนอข่าวพลเรือนที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของ 2 ฝ่ายโดยเฉพาะจากฝีมือของโดรนสหรัฐที่มักจะถล่มเป้าหมายผิดพลาดอยู่บ่อยๆ จนถึงขณะนี้แทบจะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามีผู้เสียชีวิตมากน้อยแค่ไหน มีพลเรือนตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8,500 คน จากข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชนในอังกฤษระบุว่ามีพลเรือนตกเป็นเหยื่อจากการกระทำของทั้งสหรัฐและไอเอสหลายร้อยคน รวมไปถึงเด็กกว่า 70 คน ที่เชื่อว่าถูกไอเอสในซีเรียสังหารอย่างเลือดย็น ขณะที่กลุ่มพันธมิตรให้ยุติสงครามที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษแถลงเช่นกันว่าผลการทิ้งบอมบ์ของตะวันตก ทำให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 450 คน รวมไปถึงเด็ก 100 คนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ตะวันตกบางรายยังให้ข้อสังเกตว่าแม้จะมีการถล่มอย่างหนักนานติดต่อถึงหนึ่งปีเต็ม แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณแม้แต่น้อยว่ากลุ่มไอเอสจะยอมยกธงขาวยอมแพ้ ตรงกันข้ามกลับมีแต่ขยายพื้นที่ก่อการมากขึ้น ในตอนแรกแม้ว่าทหารอิรักที่สหรัฐสนับสนุนจะสามารถยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เมืองไทกริตจากไอเอสเมื่อดือนเมษายนปีนี้หลังจากมีการปะทะอย่างหนักติดต่อกันหลายเดือน ถึงกับทำให้สหรัฐเกิดย่ามใจเริ่มวางแผนจะยึดเมืองโมซูลคืน แต่ไม่ทันไร ไอเอสก็เปิดฉากตอบโต้ยึดเมืองรามาดีพร้อมๆ กับรุกคืบใกล้กรุงแบกแดด บีบให้ทำเนียบขาวต้องส่งที่ปรึกษาทางทหารไปเพิ่มอีก 450 คน เพื่อฝึกอาวุธให้ทหารรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดและชนเผ่าต่างๆ บริเวณชายแดนตุรกี-อิรัก-ซีเรีย
เมื่อปลายปีที่แล้ว รัฐสภาอเมริกันได้ลงมติผ่านงบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,500 ล้านบาท) เพื่อช่วยฝึกและติดอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธสายกลางราว 5,000 คน ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นด่านหน้าในการต่อกรกับไอเอสในซีเรีย โดยใช้ค่ายฝึกที่ตุรกี จอร์แดน ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ จนถึงขณะนี้มีผู้ผ่านการฝึกทหารชุดแรกแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่ทันไร กลุ่มนี้ก็ถูกกลุ่มแนวร่วมอัล นุสรา สังหารถึง 54 คน ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันถูกส่งไปรบกับไอเอส ทำให้ผู้บัญชาการทหารกบฏยืนกรานไม่ยอมส่งกองกำลังของตัวเองไปเข้าร่วมในปฏิบัติการถล่มไอเอสหากสหรัฐไม่ให้หลักค้ำประกันความปลอดภัยให้
ตุรกี-เคิร์ดหันมาตีกันเอง
ดูเหมือนว่ามีกองกำลังติดอาวุธเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการสู้รบกับไอเอส นั่นก็คือกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด โดยเฉพาะกลุ่มพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ซึ่งมีที่มั่นติดชายแดนตุรกี-ตอนเหนือของอิรัก กลุ่มนี้อาศัยการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากสหรัฐมาผลักดันไอเอสให้ถอยร่นจากเมืองโคบานีที่ยึดได้และยังยึดค่ายใหญ่ของไอเอสบริเวณชายแดนได้หลายค่าย ทำให้ตุรกีไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเป้าหมายหลักของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดก็คือการต่อสู้เพื่อแยกดินแดนจากตุรกี แล้วตั้งเป็นสาธารณรัฐเคิร์ดขึ้นมาตรงพื้นที่ยึดครองบริเวณรอยต่อตุรกี-อิรัก หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือขอมีอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้น
ด้วยความหวาดระแวงดังกล่าวข้างต้น ตุรกีจึงหันปลายกระบอกปืนกลับไปที่กลุ่มพีเคเค ด้วยการติดสินบนสหรัฐว่าจะให้ใช้ฐานทัพอากาศ 2 แห่งทางตอนใต้ของประเทศในปฏิบัติการบดขยี้ไอเอส แลกกับการทำเป็นหูหนวกตาบอดขณะที่ทหารตุรกีหันไปกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธพีเคเคที่เป็นหนามยอกอกมานานแสนนานโดยทำควบคู่ไปกับการถล่มที่มั่นไอเอส แต่ดูเหมือนว่าจะเน้นหนักไปที่การถล่มที่มั่นของพีเคเคมากกว่า ทำให้ชาวเคิร์ดในประเทศนี้ซึ่งมีอยู่ราว 10 ล้านคนไม่พอใจลุกฮือประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 30 นาย และรัฐบาลก็ตอบโต้ด้วยการส่งฝูงเครื่องบินรบไปถล่มที่มั่นของพีเคเคทางตอนเหนือของอิรักนานติดต่อกันกว่า 2 สัปดาห์ ถือเป็นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่สุดในรอบ 30 ปี ทำให้นักรบเคิร์ดเสียชีวิตเกือบ 400 คน รวมถึงระดับผู้นำหน่วยรบ 4 คน และนักรบหญิง 30 คน ผลตามมาก็คือพลอยทำให้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างตุรกีกับกลุ่มพีเคเคมีอันพังพาบลงโดยปริยาย
ทั้งนี้ กลุ่มพีเคเค ซึ่งมีนักรบในสังกัดกว่า 1.5 หมื่นคน ได้ลุกขึ้นจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลตุรกีมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา หมายจะตั้งสาธารณรัฐเคิร์ดขึ้นมาให้ได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 4 หมื่นคน ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2533 กลุ่มพีเคเคได้ยอมลดเป้าหมายลงเหลือแค่เรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองเท่านั้น แต่รัฐบาลอังการาก็พยายามยื้อเวลาในการให้สิทธิปกครองตนเองแก่ชาวเคิร์ดเรื่อยมา สลับกับการสั่งกวาดล้างใหญ่เป็นครั้งเป็นคราว
ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าพันธมิตรของสหรัฐกลับมาแตกคอกันเอง ทำให้ปฏิบัติการกวาดล้างเป้าหลอกไอเอสให้สิ้นซากในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมายิ่งมีแต่ถอยหลัง ส่วนเป้าจริงคือรัฐบาลซีเรียก็ยังแข็งแกร่งโดยเฉพาะเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียมากขึ้น ดีไม่ดีทั้งเป้าหลอกและเป้าจริงนี้กลายเป็นสงครามตัวแทนยกใหม่ของสองมหาอำนาจอินทรี-หมีขาวอีกแล้ว
--------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ครบรอบหนึ่งปีสหรัฐถล่มเป้าหลอกไอเอส : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



