
โลกของความรุนแรง(ตอน1)
ลูกผู้ชายทุกคนเหมือนหมาล่าเนื้อ ถ้าจนตรอกต้องสู้ ถ้าเรามีปืนเราต้องยิงก่อน ถ้าเราไม่ยิงเราก็ต้องถูกยิง ดิฉันไม่คิดว่าเด็กชายอายุ 14 ปีจะมีความคิดเช่นนี้
เขาเล่าว่าเขาลองมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกาว กัญชา ยาบ้า บุหรี่เป็นสิ่งที่ดูดง่ายมาก “เกิดมาทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม…ถ้าอยากแจ๋วต้องกล้าที่จะแลก”
เด็กเหล่านี้เรียนรู้ที่จะซื้อหาอาวุธและใช้อาวุธเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น มีดสปาร์ต้า ปืน เรียนรู้ที่จะขี่รถมอเตอร์ไซค์อย่างแรงๆ และเร็วเพื่อประโยชน์ในการหลบหนีคู่อริและเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียนรู้ที่จะสร้างเครือข่ายเพื่อความได้เปรียบในการมีพวกมาก และที่สำคัญพวกเขาเรียนรู้กฎหมายและบทลงโทษทางกฎหมายที่พวกเขาอาจต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง
“ผมไม่พกหรอก 11 เพราะ 11 มันเป็นอาวุธสงครามโทษมันหนัก”
ระดับการกระทำรุนแรงในลักษณะที่เป็นการกระทำของบุคคลแต่ละคนนั้นส่วนหนึ่งมีลักษณะที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น การทะเลาะวิวาทเด็กนักเรียนหญิงทั้งในโรงเรียน ถนนสาธารณะด้านหน้าโรงเรียน หรือแม้กระทั่งลานวัดหน้าโรงเรียน ด้วยวิธีการตบ กระชากผมตบอย่างรุนแรง โดยคู่กรณีนั้น บ้างก็เป็นนักเรียนหญิงด้วยกัน บ้างก็เป็นเด็กและเยาวชนหญิงที่ไม่ได้เรียนแล้วกับเด็กนักเรียนหญิง การที่เด็กและเยาวชนหญิงใช้หมวกกันน็อกฟาดคู่อริของตนเองในขณะที่คู่อริไม่ทันระวังตัวจนกระเด็นตกลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์ การลักขโมยเงิน การใช้ไม้ตีหัวเพื่อนจนหัวแตก การดมกาว การเสพยาบ้าของเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้น
เมื่อมีการรวมกลุ่ม กลุ่มเรา กลุ่มเขา แบ่งพวก ความขัดแย้งและการไม่พอใจของคนแต่ละคนถูกนำมาเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับอัตลักษณ์กลุ่ม การต่อสู้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ความโกรธแค้นถูกเก็บงำไว้ยาวนานขึ้น รอวันล้างแค้น ซึ่งทบทวีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น กลไกของการช่วยเหลือระหว่างมิตรในกลุ่มได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการกระทำรุนแรง และการจัดการกับความรุนแรง
บริบทดังกล่าวก่อเกิด รุ่นใหญ่ ตัวแจ๋ว และเจ๊ ซึ่งได้รับการยอมรับในชื่อเสียงของความแรง การยอมรับและการกล่าวขานถึงดังกล่าวสร้างเสริมอำนาจและก่อเกิดความเกรงกลัวในกลุ่มรุ่นกลาง รุ่นเล็ก โดยในแต่ละรุ่นจะมี “ตัวแจ๋ว” ที่เคยสร้างประวัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติของการมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ่อยๆ แรง หรือมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรุ่นใหญ่ การได้เป็นน้องหรือเด็กสร้างของตัวแจ๋วนี้ นับว่าเป็นหน้าเป็นตา และมีชื่อเสียงไม่น้อย
ลักษณะของการกระทำรุนแรงในบริบทเช่นนี้ก่อร่างวัฒนธรรมความรุนแรงให้แผ่ซ่านอยู่ในโลกของวัยรุ่น ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถักทอวิธีคิดที่ทำให้เด็กและเยาวชนมองเห็นความรุนแรงเป็นวิถีปกติในการสร้างตัวสร้างตน
เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ที่ดิฉันพูดคุยใช้ชีวิตร่วมอยู่ด้วยในวิถีของการใช้ความรุนแรงนั้น พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายพอสมควร โดยเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา
“พี่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ มันถูกจับคดีเสพ เดี๋ยวพวกเราจะหาเงินหมื่นนึงมาประกันตัวมัน ตำรวจต้องทำคดีมันส่งศาล เราไปประกันที่ศาลแล้วศาลก็จะเรียกไปตัดสิน เป็นคดีเสพ ตัดสินคุมประพฤติ พอถึงเวลาก็แค่ไปรายงานตัว” คำพูดของเด็กชายอายุ 18 ปีปลอบใจดิฉัน...
หลังจากประกันตัวมาไม่นานเขาก็เร่งหาเงินด้วยการ “วิ่งของ” (การจำหน่ายยาเสพติดรายย่อย) ในครั้งนั้นดิฉันได้แต่ตั้งคำถามว่า...อะไรทำให้เขาฮึกเหิม กล้าที่จะเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม???



