
สวนกล้วยไม้หัวใจมรดกโลก50 ปี สิงคโปร์
สวนกล้วยไม้หัวใจมรดกโลก 50 ปี สิงคโปร์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังจากสิงคโปร์ประกาศหยุดงาน 4 วัน เพื่อให้ประชาชนฉลองวันเกิดครบรอบ 50 ปี “9 สิงหาคม 2558” ของประเทศอย่างเต็มอิ่ม ผ่านไปไม่กี่วัน รัฐบาลก็เซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศยุบสภาวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา และกำหนดวันเลือกตั้งเป็น 11 กันยายน ชาวสิงคโปร์มีเวลาตัดสินใจแค่ 3 อาทิตย์ !?! ย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว วันที่ 9 สิงหาคม 2508 สิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซียถูกกดดันให้แยกตัวไปเป็นเอกราช สื่อมวลชนถ่ายทอดภาพ “ลี กวน ยู ซับน้ำตา” ออกทีวีไปทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำอีก สร้างความสะเทือนใจให้ชาวสิงคโปร์จนยากจะลืมเลือน
วันชาติทุกปีจึงมีงานเฉลิมฉลองเพื่อตอกย้ำให้ทุกคนร่วมกันสู้ฝ่าฟันสร้างสิงคโปร์ให้เป็นชาติเล็กที่ยิ่งใหญ่มั่งคั่งที่สุดในโลก
วันนี้ “สิงคโปร์” พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือเงินตราสำรองของประเทศ แต่หมายถึงความมั่งคั่งรุ่มรวยด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่ประชาชนกว่า 5 ล้านคน ร่วมใจกันสร้างสรรค์และดูแลรักษาอย่างดี
เหตุผลประการหนึ่งที่นายกฯ “ลี เซียน หลง” เชื่อว่าพรรครัฐบาลน่าจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง ก็เพราะสามารถมอบสุดยอดของขวัญให้ชาวสิงคโปร์ได้ทันวันเกิดครบรอบ 50 ปี นั่นคือ มติเอกฉันท์ของ “คณะกรรมการยูเนสโก” ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนกรกฎาคม ได้ยกย่องรับรองสถานะให้ สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก”
นับเป็นของขวัญล้ำค่ามาก เพราะในแต่ละปีมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่งข้อมูลสวนต้นไม้ไปยูเนสโก แต่การรับรองนั้นไม่ได้ง่ายดาย มีเงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ทำให้มีเพียง “คิว การ์เดนส์” ในประเทศอังกฤษ “ปาดัว การ์เดนส์” ในประเทศอิตาลี 2 สวนเท่านั้นขึ้นทะเบียนสำเร็จ สิงคโปร์ถือเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และแห่งแรกของทวีปเอเชียที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนไม้มรดกโลก
โดยใช้เวลายาวนานกว่า 5 ปี เพื่อส่งเอกสารและข้อมูลต่างๆ ให้คณะกรรมการศึกษาและพิจารณาคุณสมบัติในแต่ละปี รัฐบาลลุ้นระทึกและส่งเอกสารเพิ่มเติม รวมถึงให้ความร่วมมือปรับปรุงแก้ไขทุกอย่าง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จะได้มีสถานที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มรดกโลก”
เชื่อกันว่าหาก “ลี กวน ยู” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะเป็นผู้ที่ยิ้มกว้างและภาคภูมิใจที่สุด เพราะเป็นผู้ริเริ่มผลักดันแนวคิดการสร้างสิงคโปร์ให้เป็น “การ์เดน ซิตี้” เมืองหลวงแห่งสวนป่าและต้นไม้ใหญ่
“จู หลิน” ศิลปินนักเขียน หนึ่งในผู้ได้รับการคัดเลือกให้สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดสิงคโปร์ครบรอบ 50 ปี เล่าว่า สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้มีพันธุ์ไม้กว่า 6 หมื่นชนิด แต่จุดเด่นอยู่ที่ “สวนกล้วยไม้” ที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีสายพันธุ์ต่างๆ ถึงกว่า 3,000 ชนิด สวนป่าด้านนอกเปิดให้ผู้ชมเข้าฟรี แต่ถ้าใครอยากไปชมสวนกล้วยไม้ที่อยู่ด้านในต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าเข้าชมประมาณ 125 บาท
พ่อของ “จู หลิน” เป็นผู้ผสมเพาะพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ๆ ให้สวนกล้วยไม้แห่งนี้ในยุคบุกเบิก
“ตอนเด็กๆ พ่อพาครอบครัวเรามาที่นี่ประจำ เพราะต้องมาประชุมกับกลุ่มดูแลกล้วยไม้ หรือมาดูแลงานประกวดกล้วยไม้ มาแต่ละครั้งก็วิ่งเล่นรอพ่อทำงานไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง ตอนนั้นที่นี่เหมือนสวนป่าทั่วๆ ไป แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะ ต้นไม้ได้รับการบำรุงดูแลรักษาอย่างดี ลุงๆ ชาวสวนทุกคนร่วมมือกันทำงานหนัก ทุ่มเทลงแรงต่อเนื่องหลายสิบปี กว่าจะกลายเป็นสวนสวยงามแบบนี้”
จู หลิน ยอมรับว่า พอเริ่มเข้าสู่วงการนักเขียนและงานศิลปะ ก็ไม่มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนเดินเล่นในสวนกล้วยไม้มากนัก แต่ทุกครั้งที่มาจะนึกถึงคุณพ่อกับเพื่อนๆ ที่ช่วยกันผสมพันธุ์กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆ แม้กระทั่งชื่อของเธอก็ถูกนำไปตั้งชื่อเป็นพันธุ์กล้วยไม้ใหม่ว่า “Dendrobium Lee Ju-Lyn”
“คิดว่าตอนนี้คงสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะไม่ได้ขยายให้กลายเป็นกล้วยไม้เศรษฐกิจ รู้ไหมว่าดอกไม้ประจำชาติของสิงคโปร์คือ ดอกกล้วยไม้ แวนด้ามิสโจควิม หลายสิบปีก่อนรัฐบาลพยายามส่งออกกล้วยไม้ขายไปทั่วโลก แต่ต้นทุนของเราสูงทำตลาดแข่งขันสู้ประเทศอื่นๆ ไม่ได้”
เมื่อถามถึงความรู้สึกในวันฉลอง 50 ปี จูหลินหยุดนิ่งคิดสักพัก ก่อนตอบทิ้งท้ายไว้ว่า ในวันนี้คนสิงคโปร์รู้ตัวดีว่า เราอยู่ในประเทศที่ยังไม่ได้เปิดกว้างเสรีเต็มที่ หรือให้เสรีภาพในทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นระหว่างเส้นทางที่ก้าวเดินไปถึงจุดนั้น พวกเราต้องเริ่มจากเปิดหัวใจเสียก่อน เปิดใจรับฟังความคิดเห็นหรือความแตกต่างหลากหลายของผู้คนทั่วโลกที่เดินทางมาที่นี่ และอีกด้านหนึ่งอยากให้ผู้มาเที่ยวชมมหัศจรรย์ธรรมชาติของสวนมรดกโลกแห่งนี้ นึกถึงบรรพบุรุษและผู้ดูแลสวนทุกคน พวกเขาคือฮีโร่ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสิงคโปร์
“นางชวา ซิว ซัน” เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มารับตำแหน่งในประเทศไทยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 50 ปีของการเป็นเอกราชของสาธารณรัฐสิงคโปร์ และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์อีกด้วย เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้การยอมรับความเป็นเอกราชของสิงคโปร์
วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีหลากหลายมิติ รัฐบาลสิงคโปร์มีความพยายามส่งเสริมความเข้าใจและการเรียนรู้ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ อีกทั้งให้การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ ที่รวมถึงด้านสาธารณสุข การศึกษา วิทยาศาสตร์ และการพยาบาล ภายใต้โครงการระหว่างรัฐบาลที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างนักเรียนนักศึกษาของทั้งสองประเทศอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“สิงคโปร์มองว่าที่อยู่อาศัยที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเรารู้สึกภูมิใจในการเป็นเมืองในสวน โดยท่านนายกรัฐมนตรีคนแรกของเรา นายลี กวน ยู มีวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างสภาพที่อยู่อาศัย และได้ให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดแม้กระทั่งในเรื่องของการปลูกต้นไม้ตามที่ต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไทยและสิงคโปร์สามารถร่วมมือกันได้ และยังมีอีกหลายสิ่งที่เราสามารถทำร่วมกันได้ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเราก็เป็นมิตรสนิทกันมา 50 ปีแล้ว”
“สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์”
สวนสไตล์อังกฤษพื้นที่กว้างขวางถึง 460 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเกาะสิงคโปร์ เสน่ห์ดึงดูดใจ “สวนกล้วยไม้แห่งชาติ” ที่สะสมพันธุ์กล้วยไม้ดั้งเดิมกว่า 1,000 ชนิด และเป็นแหล่งผสมเพาะพันธุ์กล้วยไม้สายพันธ์ใหม่ อีกกว่า 2,000 สายพันธุ์
วันที่ 15 เมษายน 1981 มีการคัดเลือกดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ ปรากฏว่า “ดอกแวนด้ามิสโจควิม” (Vanda Miss Joaquim) กล้วยไม้ลูกผสมในตระกูลแวนด้า ที่ตั้งชื่อตาม Angnes Jaquim ได้รับเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ ในวันนี้หากมีการผสมกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา จะนำชื่อผู้นำประเทศต่างๆ มาตั้งให้เป็นเกียรติ
เช่น “เดนโดรเบียม ประยุทธ์-นราพร จันทร์โอชา” ชื่อกล้วยไม้ที่ตั้งขึ้นในโอกาสที่นายกฯ ประยุทธ์และภรรยาเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558



