
สิงคโปร์
มีแฟนๆ ทางบ้านถามมาเกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์ ว่าเหตุใดประเทศที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไร ถึงมีความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างมาก จนเคยถูกจัดให้เป็น 4 เสือแห่งเอเชีย
ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องนี้ ผมอยากจะขอนำอันดับประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 มาให้อ่านกันก่อน ซึ่งการจัดอันดับดังกล่าวเป็นการพิจารณาจากสถานะทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี คุณภาพชีวิต มาตรการคุ้มครองนักลงทุน ปัญหาคอรัปชั่น และปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพ
ประเทศที่ติดอันดับ 1 ในปีนี้ได้แก่ เดนมาร์ก รองลงไปเป็นสหรัฐ และแคนาดา ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ สิงคโปร์ ซึ่งขึ้นมาจากอันดับ 8 ของปีที่แล้ว สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 59 เหตุผลที่ทำให้สิงคโปร์ได้ครองอันดับนี้ เนื่องมาจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตลาดการค้าเสรีที่มีกรอบการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ไปแล้ว เกือบ 20 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับอีกหลายประเทศ มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ การคอรัปชั่นก็ต่ำ เมื่อเรียงตามลำดับปัจจัยข้างต้น สิงคโปร์จะอยู่ในลำดับ 1 ในเรื่องการคุ้มครองนักลงทุน อยู่ในลำดับ 2 ในเรื่องของความเสรีทางการค้า อยู่ในลำดับ 4 ของความเสรีทางการเงิน ลำดับ 6 ของเทคโนโลยี และลำดับ 4 ของปัญหาการคอรัปชั่น
นอกจากนี้ เวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยังเสนอรายงานความสามารถที่จะทำการค้าของโลก ระบุว่า ฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นเขตเศรษฐกิจที่ดึงดูดการค้าได้ดีที่สุดในโลก ซึ่งนอกจากจะมีนโยบายและการบริการต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนการไหลเวียนของสินค้าแล้ว สิงคโปร์และฮ่องกงยังมีโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการขนส่งโทรคมนาคมที่ก้าวหน้า
ที่จริงแล้วสิงคโปร์เป็นประเทศที่เพิ่งเกิดเมื่อปี 2508 นี่เอง จะมีอายุครบ 44 ปี ในปีนี้ แต่สิงคโปร์ก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดลำดับ 5 ของโลก มีเงินทุนสำรองสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า การศึกษา อุตสาหกรรม การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียและของโลก สำหรับสาเหตุที่ทำให้สิงคโปร์มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่ามาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ ประการแรกคือมีการระดมสมองจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่นแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศถูกกำหนดขึ้นโดย อัลเบิร์ต วินซิมุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวดัทช์ เป็นต้น
ปัจจัยประการที่สอง คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เมื่อปีที่แล้ว สำนักงาน ก.พ. ได้จัดการสัมมนาเรื่องการพัฒนาทักษะและความสามารถ โดยเชิญ ศ.เนียม บุน ซง ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอเชีย จากมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ มาร่วมการสัมมนาด้วย ศ.บุน ซง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหรือสินทรัพย์ที่จะนำมาแข่งขันกับประเทศอื่นได้ แต่ที่สิงคโปร์ทำก็คือการมองสินทรัพย์ที่ตนเองมีอย่างจำกัด นั่นก็คือ “คน” แล้วพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการนำมาแข่งขันเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศ
ศ.บุน ซง เน้นว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ สิงคโปร์ต้องผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า “เลือดท่วมตัว” มาแล้ว และเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคนให้มีศักยภาพ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่จะเจาะไปยังตลาดทั้งในระดับภูมิภาคและในโลกได้
ศ.บุน ซง เห็นว่า การบริหารจัดการมนุษย์นั้น นอกจากหลักธรรมาภิบาลแล้ว จะต้องปรับองค์กรให้มีพลวัต ผู้นำต้องคิดไปข้างหน้า (Thinking Ahead) คิดทบทวน (Thinking Again) คิดย้อนกลับ (Thinking Across) ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมองค์กร คุณค่า ความเชื่อ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญคือไม่ควรไปก๊อบปี้ใคร แต่ต้องพัฒนาให้เข้ากับตัวเอง
ปัจจัยประการที่สามก็คือการศึกษา สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ทุกโรงเรียนควบคุมโดยกระทรวงศึกษา ส่วนใหญ่ใช้ระบบของอังกฤษ เป็นต้นแบบของการเรียนรู้และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันดับต้นๆ ของโลก คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะพูดได้ 3 ภาษา คือนอกจากภาษาแม่ของตนเองเช่นมาเลย์ หรือทมิฬแล้ว ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ และจีน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการทำงานและการค้า เพราะสามารถติดต่อสื่อสารได้ทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็มาจากการวางรากฐานทางการเมืองและการปกครองที่เข้มแข็งของนายลี กวน ยู ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่บ้างก็ตาม
หวังว่าท่านเจ้าของคำถามคงจะพอมองเห็นคำตอบและภาพของสิงคโปร์ขึ้นมารางๆ นะครับ



