
หมายจับ!สาวหมิ่นเบื้องสูงเบี้ยวฟังฎีกา
11 ก.ย. 2558
ศาลออกหมายจับ 'นพวรรณ' สาวโพสต์ข้อความผ่านเว็บ ปี 51 หมิ่นเบื้องสูง เบี้ยวนัดฟังฎีกา สั่งปรับนายประกันตามสัญญาประกันวงเงิน 1 ล้านบาท
11 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1257/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.นพวรรณ (ขอสงวนนาม) เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กรณีเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 51 มีการโพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ประชาไท ด้วยข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียต่อสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา
แต่เมื่อถึงเวลานัด น.ส.นพวรรณ จำเลย ไม่มาศาล มีเพียงบิดาของ น.ส.นพวรรณ จำเลย ซึ่งเป็นนายประกัน และทนายความเดินทางมาศาล
โดยทนายความจำเลย แถลงต่อศาลว่า ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ได้
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยจงใจที่จะไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาฎีกา จึงให้ออกหมายจับจำเลยเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษา พร้อมสั่งปรับนายประกันตามสัญญาประกันวงเงิน 1 ล้านบาท
โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาอีกครั้งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งศาลได้กำชับทนายความและนายประกันด้วยว่า หากไม่สามารถตามตัวจำเลยมาศาลได้ในนัดหน้า ศาลจะอ่านคำพิพากษาลับหลัง
ภายหลังบิดาของ น.ส.นพวรรณ จำเลย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยติดต่อ น.ส.นพวรรณ ผ่านทางโทรศัพท์เพื่อให้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่ง น.ส.นพวรรณ รับปากว่าจะเดินทางมา กระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ตนไม่สามารถติดต่อ น.ส.นพวรรณ ได้อีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 54 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานที่เป็นหมายเลข IP ADDRESS ซึ่งใช้โพสต์ข้อความและเบอร์โทรศัพท์ สำหรับใช้ต่ออินเทอร์เน็ต ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าจำเลย เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว
ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 56 เห็นว่า แม้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เบิกความยืนยันว่า การปลอมแปลง และการเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้หมายเลข IP ADDRESS ของจำเลย ทำได้ยาก เพราะหมายเลข IP ADDRESS ในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่สามารถปลอมแปลงได้ และในการโพสต์ข้อความ จำเป็นต้องใช้ชื่อและรหัสผ่านด้วย ซึ่งหากรหัสผ่านไม่ตรงกับข้อมูลของจำเลย ก็ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง จึงพิพากษากลับ ว่า จำเลยกระทำผิด ม.112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ ม.14 ซึ่งการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตาม ม.112 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 5 ปี และให้ยึดเอกสารข้อความการกระทำผิด
โดยจำเลยได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ซึ่งระหว่างยื่นฎีกา จำเลยก็ได้ประกันตัวไป วงเงิน 1 ล้านบาท



