
หมดราคา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ระบุเอาไว้ว่า "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดา มารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เ
และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่า ผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ...การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่า ผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น"
กรณีพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับพวก ให้มาพบพนักงานสอบสวน ในคดียึดสนามบินดอนเมือง และคดีสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ณ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีอาญา ย่อมต้องมีหลักฐานแล้วว่า ผู้ที่ถูกเรียกน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหาที่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในหมายเรียกนั้น
ดังนั้นพฤติกรรมที่ปรากฏตามข่าวของสื่อมวลชนทุกประเภทของผู้ที่ถูกหมายเรียก ซึ่งไม่ยอมพบพนักงานสอบสวน แต่มอบให้ทนายความยื่นหนังสือคัดค้านการตั้งข้อกล่าวหาในคดีความผิดข้างต้น และการที่พนักงานสอบสวนโดย พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวน มิได้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่กลับไปรับหนังสือโต้แย้งการตั้งข้อกล่าวหาจากทนายความของผู้ต้องหา พร้อมกับขึ้นเวทียอมรับที่จะไปพิจารณาถึงข้อโต้แย้งในหนังสือที่ยื่นนั้น ย่อมขัดกับภาระหน้าที่ของพนักงานสอบสวนโดยชัดแจ้ง
เพราะการแจ้งข้อหาความผิดให้แก่ผู้ต้องหาทราบ เป็นขั้นตอนแรกที่กฎหมายบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติ เนื่องจากเป็นสาระสำคัญของการสอบสวน วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบข้อหาก่อนว่า ตนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอะไร จะได้เตรียมการสู้คดีได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้นการโต้แย้งโดยยังมิได้ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีตัวบทกฎหมายใดรับรองไว้ว่าให้ทำได้ ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนผู้ออกหมายเรียก ก็หมดปัญญาที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายได้
นับว่าตำรวจไทยยุคนี้หมดราคาจริงๆ
คมพิทักษ์ราษฎร์



