
นายกฯประสานจีนดูอิซานหนีกบดาน
11 ก.ย. 2558
นายกฯ ประสานจีนตามตัว อิซาน หนีกบดาน ใช้ ม.44 แก้ปัญหา ICAO ตั้ง ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน ให้ ทอ.ทำงานร่วมการบินพลเรือน
11 ก.ย.2558 เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายอาบูดูซาตาเออร์ ดาบูดูเรห์มาน หรือ อิซาน ผู้ต้องสงสัยคดีวางระเบิดแยกราชประสงค์ ที่หลบหนีเข้าประเทศจีน ว่า ประสานไปแล้ว ประสานอยู่ทุกประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการใช้กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จับให้ได้ก่อน ถ้าประเทศไหนมีกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนก็จะมีการประสานกันว่าจะส่งได้อย่างไร อย่างกฎหมายคดี ม.112 ของเรา เขาไม่ส่งมา เพราะบ้านเขาไม่มี มันมีวัฒนธรรมต่างกัน ของเราก็เป็นของเรา ไม่ต้องเอาของเขามาทั้งหมด เพียงแต่เราต้องรักษากติกาตามพันธสัญญาให้ได้
‘นายกฯ’ แจงตั้ง ‘ศูนย์แก้ไขปัญหาการบินพลเรือน’ มอบ ‘ผบ.ทอ.’ ดูแล
11 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 27/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหากำกับดูแลและพัฒนาการบินพลเรือนของประเทศไทย โดยมีการจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน” ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นผู้บัญชาการศูนย์ว่า ไม่ได้ให้ ผบ.ทอ.มาคุม แต่ให้มาสนับสนุนช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่เป็นปัญหา ดูแลอะไรที่กฎหมายปกติจัดการไม่ได้ จึงต้องใช้อำนาจตรงนี้เข้ามาจัดการ แต่ไม่ได้ควบคุม
“ก็ทำให้สะดวกขึ้น ถ้าทำให้ช้าลงจะทำทำไม เพราะที่ผ่านมาก็ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เยอะแยะ วันนี้ก็พยายามแก้ไขปัญหาให้มีความยั่งยืน ขณะเดียวกันเรารอออกกฎหมาย 3 วาระได้ไหมละเพราะกฎหมายมันรอกันเต็มไปหมด มันสั่งการไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มาตรา 44 ตั้งองค์กรขึ้นมาอย่าง กฝภ.ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องแรงงาน เป็นต้น โดยทั้งหมดต้องทำตามนโยบายของนายกฯ ของรัฐบาล โดยให้นโยบายคือ ไปช่วยกระทรวงคมนาคมและการบินพลเรือน ว่าจะทำอย่างไรกับเขาเพราะจะให้ทำนี่ทำโน่นแต่เขาติดปัญหาเรื่องกฎหมาย มันก็จำเป็น”
‘นายกฯ’ ใช้ก.ม.ปกติดำเนินคดี ‘เก่ง-พิชัย’ ข้อหาทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง
เวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเหตุผลการเชิญตัวนายการุณ โหสกุล เพื่อปรับทัศนคติว่า “ก็เขาพูดอะไรออกมาหรือเปล่า มันจบแล้ว”
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าหากมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในทางตรงกันข้ามก็จะถูกเรียกตัวไปใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ต้องดูว่าวิพากษ์เชิงไหน สร้างสรรค์หรือเปล่า ถ้าสร้างสรรค์ ผมรับอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่สร้างสรรค์ ผมก็ไม่ค่อยรับ มีแนวโน้มที่จะสร้างความไม่เข้าใจ และสร้างความเข้าใจผิดหรือเปล่า เรื่องนี้มันมีกฎหมายอยู่หรือไม่ กฎหมายปกติเองก็มีในเรื่องที่นำไปสู่สถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย ทำไมจะต้องให้เตือน ให้พูดกันบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาปัญหาเกิดขึ้น เพราะคนไม่เคารพกฎหมาย จึงกล้าแสดงออกในทุก ๆ เรื่อง และรัฐบาลก็ไม่ได้ยุติในสิ่งเหล่านี้ ผมไม่ได้อยากใช้กฎหมายกับคนที่ตรงข้ามผม แต่ใช้กฎหมายกับคนที่ทำความผิด ใครผิดก็เอาทั้งนั้นนั่นแหละ ไม่ว่าจะใครทั้งนั้น”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานถูกเรียกตัวไปแล้วถึง 7 ครั้ง จะมีการดำเนินการอะไรที่เด็ดขาดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า " ก็ให้อภัยมา 6-7 ครั้งแล้วไง ครั้งที่ 7 นี้อาจจะไม่ให้ก็ได้ ขณะนี้เขากำลังพิจารณากันอยู่ ถ้ามันพูดกันไม่รู้เรื่อง คราวหน้าก็ต้องดำเนินคดี เพราะมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามาว่า ว่าวันข้างหน้าจะต้องขึ้นศาลหรือได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะให้โอกาสมาแล้วหลายครั้ง
ถามว่า แสดงว่ากรณีที่มีการวิจารณ์ซ้ำซาก ก็จะมีการตั้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ตั้งข้อกล่าวหา มันมีข้อหาอยู่แล้ว แต่มีการให้อภัย ด้วยความเมตตา “ไปอ่านสามก๊กดู เขาให้อภัยกันมา 7 ครั้งแล้ว ครั้งที่ 7 เขาก็ยอมปฏิบัติตาม ไม่งั้นเบ้งเฮ๊กก็ถูกตัดคอไปแล้ว กลับไปอ่านกันบ้าง”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีในข่ายเช่นนี้อีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็รู้กันอยู่แล้ว ก็ทุกคนนั่นแหละที่ออกมาพูดให้เกิดความแตกแยก และให้ร้ายรัฐบาลให้สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราต้องการพัฒนาประเทศอย่ามาติติงในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้ทำมา แล้วมาสอนตน ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลอย่ามาสอน อย่ามาแนะนำ ไม่ต้องมาแนะนำ กลับไปดูบ้างที่ทำกันมานั้นเป็นอย่างไร และตนก็ต้องเข้ามาแก้ แล้วสื่อจะปล่อยให้คนเหล่านี้มาพูดติติงตนอย่างนั้นหรือ สังคม ประชาชนก็จะฟังตามแล้วก็เชื่อเข้าสักวันว่า ไอ้คนนี้มันเก่ง เศรษฐกิจวันนี้มันแย่ เพราะไม่ทำอย่างที่คนคนนั้นพูด ทั้ง ๆ ที่ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้มันเกิดจากอดีตแล้วไม่ได้รับการดูแล อย่าลืมว่าวันนี้วิธีการทำและจุดมุ่งหมายเป็นคนละเรื่อง
“หลาย ๆ เรื่อง มันไม่ใช่เรื่องที่คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาจะออกมาแนะนำอะไรผมได้ คิดถึงหัวอกผมบ้าง ถ้าใครที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดเสียหายที่ผ่านมา ไม่ควรจะพูดอะไร ควรจะสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะยังติดเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตย วันนี้ผมจะทำงานให้ แล้วมาติผมทำไม จะรังเกียจผมได้อย่างไร ผมมาเกือบจะ 2 ปี แล้ว วันนี้ควรไปดูประชาชนบ้าง สายตาและความต้องการของเขาคืออะไร ไปดูกันบ้าง ผมมองทุกอย่างและดูทุกคน ไม่ว่าจะสีอะไรก็มองและดูให้ทั้งหมด วันนี้ขอร้องว่า อย่ามาต่อต้านหรืออะไรกับผมมากนัก ผมทำทุกอย่างก็เพื่อพวกท่านทั้งสิ้น ผมไม่เคยฝืนกระบวนการประชาธิปไตยในอนาคตเลย กำลังเตรียมทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งให้ประชาชนมีการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่าน ถ้าไม่ทำเช่นนี้มันก็จะกลับไปแบบเดิมจนล่มสลายไปด้วยตัวของมันเอง ผมไม่ได้บอกว่าผมทำมุกอย่างดีเลิศประเสริฐศรี แต่ผมเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่มันล่มอยู่แล้ว มันเดินหน้าไม่ได้ แล้วมันจะทำอย่างไร ถ้าผมไม่มา ถ้ามันเดินได้ก็เลือกตั้งกันไป ผมก็ไม่ต้องมายืนตรงนี้ แต่มันเดินต่อกันไม่ได้สักอย่างสื่อต้องช่วยอธิบายด้วย ไม่ใช่มามองแต่วันนี้ว่าผมไม่ได้มาตากประชาธิปไตย พูดกันอยู่เรื่องเดียว อยากจะถามว่าแล้วที่ผ่านมามันมาจากการเลือกตั้งกันหรือเปล่า แล้วที่มันติดกับใครกันที่ทำ ผมก็ไม่ใช่คนทำ แล้วมันจะอะไรกันนักหนาก็ขอร้องเถอะ นักการเมือง พรรคการเมืองเยอะแยะที่ดี ๆ แต่คนไม่ดีบางพรรคมันก็มีอยู่ อนาคตประชาชนก็ต้องดู”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในช่วงท้ายถึงกรณีการควบคุมนายการุณอีกครั้งว่า จะมีการควบคุมตัวตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเรามีกฎหมายที่บัญญัติไว้อยู่แล้ว เบื้องต้นเริ่มแรกให้ 7 วัน หลังจากนั้นตำรวจก็จะเป็นผู้พิจารณาข้อกล่าวหา ซึ่งข้อหามันมีอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะตั้งข้อหาอะไรกับนายการุณ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นข้อหาทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ซึ่งเราก็มีกฎหมายปกติใช้บังคับและดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งตำรวจเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าได้ใช้กำลังทหารไปเชิญตัวมานั้น ก็เป็นเพียงแค่การให้ทหารเป็นผู้เชิญตัวมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นคนดูในกระบวนการต่าง ๆ โดยการดำเนินคดีก็จะใช้กฎหมายปกติ เนื่องจากพิจารณาแล้วคำพูด คำจาของนายการุณนั้นผิด “ผมอยากขอให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการบ้าง ลองคิดดูว่าช่วงที่ผ่านมาเขาทำประโยชน์อะไรกันมาบ้าง”
‘นายกฯ’ ลั่น! นักการเมืองไม่ร่วม ‘กรธ.’ หมดสิทธิ์วิจารณ์
11 ก.ย. เวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการหาบุคคลเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า เรื่องนี้ถามกันทุกวัน เอาน่ามี ๆ ตนคิดไว้แล้ว คิดวันนี้ วันหน้า อนาคต ทั้งหมด และเดินไปถ้าติดปัญหาตรงไหนก็แก้ แผนมันอยู่ในหัวของตนซึ่งจะมีการหารือกับคณะทำงาน ที่ปรึกษา และคสช. ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ไปขับเคลื่อนทำกันมาและตนก็จะตัดสินใจ เดี๋ยวอีกวันสองวันนี้ ก็จะมอบนโยบายว่าจะทำกันอย่างไร ในความคิดของตนก็ให้ไปหาคนกันมา แล้วมาตัดสินกันว่าควรจะอย่างไร ตนทำงานแบบนี้ ตนจะไปรู้จักคน ตั้งสองร้อยคนได้อย่างไร สื่อรู้จักคนสองร้อยคนที่จะเลือกมาเป็นอะไรก็ได้ไหม เฉพาะการเลือกตั้ง แค่ผู้สมัครเลือกตั้งทั้งหมดสื่อยังจำไม่ได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีการเปิดสัดส่วนใน กรธ.ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “คอยดูแล้วกัน เขาจะมารึเปล่าไปถามเขาดู ถ้าเขาจะมาเอาชื่อเสนอมา แล้วผมจะพิจารณา จะอยู่ตรงไหน สื่อไปถามมานะ ถ้าไปถามแล้วบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ก็ไม่ยอมมีส่วนร่วมไง ทุกคนเขาก็ร่วมมือกันมาหมด ไม่ว่าจะเป็นสปช.และสปช.ก็ไม่ได้ร่างเองทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของประชาชน ที่ทั้งปีเขาไปเดินสายกันตั้งเท่าไหร่ งบประมาณก็ใช้ตรงนั้นด้วย ซึ่งผมเองก็ตามดูทางทีวี ไม่เคยดูกันหรือไง เขามีการเปิดเวทีรับฟังประชาพิจารณ์ ก็ไม่เคยฟังเขาและก็มาพูดแล้วต้านมันทุกด้าน แล้วมันจะไปอย่างไรเล่า ผมบอกแล้ววันนี้เข้าใจกันหรือยัง”
นายกฯ กล่าวต่อว่า เอาแหล่ะ ตนไม่พูดถึงนักการเมืองที่ต่อต้าน ขอพูดถึงนักการเมืองดีๆ และประชาชนทั้งหมดที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของประเทศนี้ เข้าใจหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 สื่อเข้าใจหรือยัง การที่ตนเข้ามา เข้ามาเพราะอะไร ปัญหาตรงไหน เข้าใจหรือยัง และถ้าตนไม่เข้ามาจะเกิดอะไรขึ้น มันมีอะไรทำให้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ อธิบายอย่างนี้สังคมก็จะรับรู้ ต่างประเทศก็จะเข้าใจ เพราะเขาไม่เหมือนเรา ของเขาพอมีปัญหาก็ลาออกและเลือกตั้ง ก็ไม่มีการต่อต้าน เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบ ของเรามันจบไหม พอเข้ามาแล้วทำความผิดก็ต้องวิเคราะห์ตัวเอง ว่าควรจะอยู่ต่อหรือไม่ ถ้าไม่อยู่จะต้องทำอย่างไร ก็เลือกตั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลก็มาแข่งกันใหม่ เพื่อเข้ามาและใครเข้ามาก็ยอมรับกันก็จบ
“ฉะนั้นผมถามว่า ถ้าผมทิ้งไปตั้งแต่วันนี้เลย ทุกอย่างยังคงอยู่ในสถานการณ์เดิมใช้รัฐธรรมนูญเหมือนเดิม มันจะจบไหม มันควรจะต้องมีระยะเปลี่ยนผ่านไหม ในระหว่างนี้มันต้องมีกติกาอะไรขึ้นมาสักอย่างหรือไม่ เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ไม่ใช่กับผมแต่ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับประชาชนให้ได้ ว่าจะไม่เกิดอย่างนั้นขึ้นอีก คนอย่างผมจะต้องไม่มีอีกแล้วเข้าใจหรือยัง อำนาจเป็นของทุกคน ผมเองก็ประชาชน ท้ายสุดผมก็มีอำนาจ หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ประชามติและเลือกตั้ง เหมือนพวกท่าน แต่การเลือกคนเข้ามาบริหารในฐานะรัฐบาล เรามีหลักการและเหตุผลอะไรหรือไม่ ว่าเลือกเพราะอะไร เลือกใคร เลือกทำไม และการเลือกถ้าเลือกบุคคลคนเดียวมันพอเพียงหรือไม่ มันต้องดูคนอื่นด้วยหรือไม่ เพราะต้องมาเป็นรัฐบาล มาเป็นรัฐมนตรี ตัวแทนส.ส.แต่ละคนก็ต้องดูทั้งหมด นั่นแหล่ะคือสิ่งที่มันเป็นความแตกต่างถ้าคนของเรามีความพร้อมทุกอย่าง ผมอาจจะยังไม่พร้อม ความรู้ความสามารถไม่ได้มากมายอะไร ประชาชนมีการศึกษามีความเท่าเทียมกันหรือยัง ทุกคนมีจิตปรารถนาในการปรองดองในการขับเคลื่อนประเทศพร้อมกันหรือยัง ถ้าอย่างนี้คุณจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเขียนในรัฐธรรมนูญก็ได้ วันนี้ก็จะเขียนในรัฐธรรมนูญถ้าออกมาก็ไปเถียงกัน ข้างนอก ก็ตีกันอยู่เหมือนเดิม” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนต้องยอมรับว่าวันนี้เราควรจะต้องมีรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ถ้าบอกว่าต้องมีรัฐธรรมนูญ แบบประชาธิปไตย มันก็กลับไปแบบเก่า เคยมีใครสัญญากับท่านหรือไม่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมากฎหมายปกติออกไม่ได้ มีผลกระทบหมดเพราะกิจการต่าง ๆ อยู่ในหลายส่วนแต่ตนไม่มีบริษัทไม่มีเรือประมง ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ได้มีอะไรต่าง ๆ แต่มันก็ธรรมดา ไม่ได้ว่าเขา เขารวยก็เรื่องของเขา แต่วันหน้าต้องให้เกิดความเท่าเทียม และมองประเทศชาติเป็นหลัก
นายกฯ กล่าวว่า ฉะนั้นในเรื่องนโยบายพรรคในคราวหน้า ในฐานะที่ตนเป็นผู้เลือก จะต้องชัดเจนว่าเขาจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าบอกว่าจะให้ราคาของอย่างนี้ ต้องบอกว่าเอาเงินมาจากไหน ถ้าเกิดผลเสียจะทำอย่างไรต้องตอบคำถามประชาชนก่อนที่จะเลือก และถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติเขาจะทำอย่างไร เขาใช้อำนาจตรงไหน ความขัดแย้งเกิดจากความบกพร่องหรือเกิดจากการกระทำของรัฐบาลที่อีกฝ่ายไม่พอใจ เพราะทำผิดกฎหมายล้วนๆ มันต้องแยกให้ออกจะแก้ปัญหาด้วยอะไร จะสั่งทหารตำรวจไปได้หรือไม่ ถ้าเขาผิดกฎหมายอาญา ไม่ใช่ให้ทหารมาปราบพวกต่อต้าน แต่ปี 2553 ที่ทหารทำเพราะมีคนใช้อาวุธสงคราม และไม่รู้เป็นใคร มีการทำลายการประชุม ยิงใส่กระทรวงกลาโหม คลังน้ำมัน ใช่หรือไม่ ทหารจึงต้องทำ ถ้ารัฐบาลไม่สั่งให้ทหารทำถือว่าละเว้น และคนที่ทำก็ไม่ชัดเจน เดี๋ยวจะหาว่าตนชี้นำ สื่อรู้ทั้งหมด แต่ก็ชอบถามให้มีเรื่อง
‘นายกฯ’ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแรงจูงใจดึง SME กว่า 2 ล้านรายเข้าสู่ระบบ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 3/2558 จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมวันนี้มีหลายด้านที่มีความก้าวหน้า โดยรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับวิสาหกิจหลายระดับ นอกจากนี้ยังได้นำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขับเคลื่อนประเทศ ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ยุทธศาสตร์การพัฒนา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา นำทั้งหมดมาวางแผนงาน โครงการเพื่อความยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งธุรกิจระดับล่างนั้น ค่อนข้างมีปัญหาเพราะมีอยู่จำนวนมาก ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเกษตรและธุรกิจเล็ก ๆ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะมีการทบทวนการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สสว.ได้มีการปรับไปบ้างแล้วตั้งแต่ที่ คสช.เข้ามา โดยนำมาขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ มีนายกฯเป็นประธาน ให้ความสำคัญในเชิงบริหารมากขึ้น เพื่อเกิดการบูรณาการกับกระทรวงต่างๆ ทั้ง 1.งบประมาณจากรัฐ 2.จากกองทุน 3.ความร่วมมือกับเอกชน ทั้งนี้ เอสเอ็มอีมีทั้งหมด 2.7 ล้านราย ขึ้นทะเบียนกับหอการค้าเพียง 7 แสนราย รัฐบาลจะสร้างแรงจูงให้เพื่อให้อีก 2 ล้านรายเข้ามาในระบบให้ได้ แต่ไม่อยากให้ผู้ประกอบการกังวลเรื่องการเสียภาษี เพราะยังไม่มีการพูดถึงจุดนั้น ซึ่งวันนี้จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบโดยมอบหมายกระทรวงการคลังดูแลระบบภาษีแล้ว ดังนั้นวันนี้ต้องไม่มีการพูดถึงการนิรโทษกรรมทางภาษีเนื่องจากไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เวทีโลกให้ความสนใจกับเอสเอ็มอีมาก แต่ละประเทศต้องให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี เพราะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ เราต้องขับเคลื่อนนักธุรกิจขนาดเล็กให้ขึ้นเป็นขนาดกลาง และสร้างนักธุรกิจใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อให้เจริญเติบโตไปด้วยกัน วันนี้เราดูแลทุกประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน ไม่ว่าจะยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ทั้งหมดที่มาลงทุนในประเทศเรา นี่เป็นสิ่งที่เป็นรายได้ของเราและของเขา จะมีการลงทุนหลายแสนล้าน อยู่ในประเทศไทยเป็นอันดับที่สอง อย่างไรก็ตามประชุมวันนี้ได้สั่งการให้แยกประเภทของเอสเอ็มอีออกเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่มที่มีความแข็งแรง 2.กลุ่มที่จะขยายกิจการภายในประเทศ และออกนอกประเทศ 3.กลุ่มที่กำลังเริ่มต้น ฟื้นฟู โดยต้องหาทุนช่วยเหลือ และได้มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความรู้ว่าหมื่นกิจการ
‘นายกฯ’ แจงตั้ง ‘กระทรวงความมั่นคง’ แค่แนวคิด
เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดตั้งกระทรวงความมั่นคงว่า ยังเป็นเพียงแนวความคิดของฝ่ายความมั่นคง เรื่องยังไม่มาถึงตน ที่มีแนวความคิดนี้ในการรวมหน่วยความมั่นคงเข้าด้วยกัน โดยอาจจะมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นปัญหาว่าเราจะเอาอย่างไรกับเขา เรามองในเรื่องของการปรับโครงสร้าง จะให้เหมือนต่างประเทศเลยไม่ได้ ในเมื่อกฎหมาย เจ้าหน้าที่ ประชาชน เรายังเป็นอยู่อย่างนี้ มันต้องมีการพัฒนากันก่อนหรือไม่ พัฒนาทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และการบังคับใช้กฎหมาย นโยบายที่จะต้องขับเคลื่อนไปให้ได้ ทำอย่างไรให้ผู้ปฏิบัติทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความพอเพียง รวมถึงประชาชนเองก็ต้องร่วมรับกฎหมาย จะแก้โครงสร้างอย่างใด อย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องทำทั้งหมด
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้เข้ามาก็ต้องใช้งานให้มันถูกต้อง ที่ผ่านมามันก็ไม่ชัดเจน ฝ่ายความมั่นคงเองก็อึดอัด บางสั่งแล้วไม่ทำ มันก็เป็นการขัดขืน ถ้าทำไปก็เสียหายกับองค์กร รวมถึงเสียหายกับคนที่สั่งด้วย แต่มันก็ผ่านไปแล้ว ก็ต้องแก้กันใหม่ให้ได้ ทางตำรวจก็อยากมาอยู่กับทหาร แต่มันได้หรือไม่ เดี๋ยวค่อยว่ากันตอนปฏิรูป สำหรับสำนักข่าวกรองจะมารวมอยู่ด้วยหรือไม่นั้น ก็ต้องพิจารณากัน ซึ่งความจริงเขามีการบูรณาการกันอยู่แล้ว มีการประชุมร่วมของประชาคมข่าวกรอง ต้องเข้าใจว่าข่าวกรองมีหลายอย่างทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและข่าวกรองการรบ ก็แบ่งหน้าที่กันไป วันนี้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ข่าวกรองแห่งชาติว่าด้วยการบริหารความมั่นคงด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์โลกเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ และเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะนำเหล่านี้มาวิเคราะห์ว่าจะเดินหน้าประเทศเป็นยุทธศาตร์ชาติอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากนั้นจะลงไปสู่แต่ละหน่วยแปลงเป็นการปฏิบัติในระดับล่าง ซึ่งทั้งหมดต้องบูรณาการร่วมกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการที่บอกว่าหน่วยงานข่าวว่าบกพร่อง ต้องเข้าใจด้วยว่าการทำงานมีความซับซ้อน ค่อนข้างจะยุ่งยาก มีทั้งข่าวเปิดและข่าวปิด มีชุดทำงานปกติ และที่เป็นข่าวลับเพื่อรับมือกับความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นเชิงการป้องกันมากว่า รู้ก่อนก็ป้องกันได้มาก แต่อย่าลืมว่าการป้องกันแม้จะรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครจับได้ ถ้าไม่เจอกับคนที่คิดทำ เพียงแต่รู้ว่าพื้นที่นี้จะเกิด ก็วางกำลัง มาตรการต่าง ๆ ถ้าเข้มแข็งมันก็ไม่เกิด แต่คนเหล่านี้ก็จะไปก่อเหตุที่อื่น
นายกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวังงจะช่วยได้เยอะ ถ้าไปฝากการข่าวอย่างเดียว ถ้าเกิดเรื่องมาแล้วก็จะว่าการข่าววล้มเหลว ไม่ใช่ว่าซื้อขนมแล้วต้องได้ขนม ที่ดี ป้องกันแล้วเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นก็มีเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นขระนี้เปป็นเรื่องของรอยต่อ จุดอ่อนของเราทั้งเรื่องของเครื่องมือ การเฝ้าระวัง ถ้าสมมติทุกคนให้ความสำคัญ ไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก อย่างเหตุการณ์ที่ราชประะสงค์ถ้าเห็นคนวางประเป๋าเป้ไว้ก็ต้องมีคนเห็นแล้วและรีบบอกเจ้าหน้าที่ กันคนออกไป แต่ระเบิดไปลูกหนึ่งแล้วยังไม่กันคนเลย แต่ทุกคนกลับเฮเข้าไป รวมถึงสื่อด้วย ระวังเหอะ ขอให้เห็นใจ อย่าไปโกรธเจ้าหน้าที่ว่าทำไมกันไม่ให้เข้า ปิดบังอะไรหรือเปล่า เป็นการกันไม่ให้ท่านตายมากกว่า เจ้าหน้าที่เขาก็เสี่ยง
‘นายกฯ’ ใช้ ม.44 แก้ปัญหา ICAO ตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน’
11 ก.ย. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานวเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 27/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลและพัฒนาการบินพลเรือนของประเทศไทย



