
'ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์'ต่อชีวิตภาคเกษตรไทย
'ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์'ต่อชีวิตภาคเกษตรไทย ปณิธานแกนนำ'เกษตรกรรุ่นใหม่'ภาคตะวันตก : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยสุรัตน์ อัตตะ
การมุ่งหวังพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้อย่างถ่องแท้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ "ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์” โดยการส่งเสริมและพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้มีความสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล ตลอดจนรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
สุพจน์ ศรีคำหู้ ประธานเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ภาคตะวันตก 8 จังหวัด สังกัดสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 2 ราชบุรี ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ที่มุ่งมั่นในการผลักดันสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง หลังเข้ารับการอบรมในโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 2 ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้นเป็นรุ่นแรกในปี 2555
“เดิมพ่อแม่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ได้ตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ จนในที่สุดย้ายกลับมาอยู่นครปฐมบ้านเกิด เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมื่อปี 2553 ลงสมัครเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับเลือก ทีนี้ก็มีความคิดว่าในเมื่อเราถูกเลือกมาแล้วมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแล้ว เราจะทำงานพัฒนาอะไร ตรงไหน ผมก็เลยมองไปที่การเกษตร”
หลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.คลองนกกระทุม อ.บางเลน จ.นครปฐม จึงมีโอกาสเป็นตัวแทนผู้นำชุมชนของจังหวัดในการเข้ารับการอบรมในโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 2 ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อต้องการสร้างและพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพภาคการเกษตร
ผลจากการเข้าร่วมโครงการในครั้งนั้น ทำให้เขาได้เพื่อนใหม่ที่เข้ารับการอบรมในรุ่นเดียวกันจาก 8 จังหวัดภาคตะวันตก จังหวัดละคน จนกลายเป็นเครือข่ายสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพการเกษตรในเวลาต่อมา ปัจจุบันมีสมาชิกในเครือข่ายแต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 50 คน และมีการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
สุพจน์ เล่าว่า สำหรับกระบวนการทำงานของกลุ่มนั้น เริ่มจากการนำจุดเด่นองค์ความรู้ของแกนนำแต่ละคนมาถ่ายทอดให้แก่สมาชิกในเครือข่าย พร้อมเชิญบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมาให้คำปรึกษาแนะนำ โดยจะไม่เน้นนักวิชาการหรือผู้ที่มุ่งสอนแต่ทฤษฎี แต่จะมุ่งไปที่เกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ
“ตอนแรกผมเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดมาอบรมให้พวกเรา แต่พอมาวิเคราะห์ทุกครั้งที่นักวิชาการมาอบรม มักจะบอกวิธีทำ แต่ไม่บอกวิธีใช้ พวกเราเลยมาคิดกระบวนการใหม่ เชิญเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ปราชญ์ชาวบ้านที่เก่งๆ มาบอกเคล็ดลับวิธีใช้ที่ถูกต้องและได้ผลเหมือนที่เขาได้ทำให้เห็นมาแล้วดีกว่า”
จากนั้นเขาก็รวบรวมคนที่สนใจจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาภายใต้ชื่อกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรปลอดภัยตำบลคลองนกกระทุม เน้นการทำเกษตรที่ปลอดภัยและลดต้นทุนเป็นหลัก โดยเริ่มจากแปลงนาข้าวของสมาชิก บนเนื้อที่ 2 ไร่เพื่อทดลองปลูกข้าวปลอดสารเคมี โดยลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลง แต่ยังสามารถให้ผลผลิตเท่าเดิมหรือใกล้เคียง จนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้ทุกวันนี้สมาชิกในกลุ่มในตำบลคลองนกกระทุมได้หันมาทำนาอินทรีย์กันเกือบทั้งหมด
ไม่เพียงแค่การเอาจริงเอาจังกับสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น แต่สุพจน์ยังให้ความสำคัญกับสมาชิกในเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัดในภาคตะวันตก โดยประสานกับแกนนำในแต่ละจังหวัดตระเวนไปเยี่ยมเยียนและถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิกในเครือข่ายที่มีปัญหาในการเริ่มต้นการทำอาชีพเกษตรอย่างน้อยเดือนละครั้ง
“แกนนำแต่ละคนในแต่ละจังหวัดมีการสร้างกลุ่มของตัวเอง แต่คนไทยมีหลักอยู่ที่ว่าคนในชุมชนมักจะไม่เชื่อคนในชุมชนด้วยกัน พวกเราทั้งหมดก็จะขับรถตระเวนไปสอน ที่เราไปช่วยไปสอน ไม่พึ่งพางบประมาณรัฐนะครับ ออกค่าใช้จ่ายกันเอง ทำกันเอง ขับรถไปกันเองไปด้วยใจล้วนๆ แต่ละคนเก่งด้านไหนก็สอนด้านนั้นไปเลย อย่างตัวผมทำเกษตรไม่เก่ง แต่จะเก่งการพูดชักชวนโน้มน้าวให้คนมาสนใจ มาร่วมมือกัน วางแผนกัน”
สุพจน์ ยอมรับว่า ช่วงแรกๆ รู้สึกเหนื่อยและท้อ ต้องมานั่งถามตัวเองว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร แต่สิ่งที่เราได้กลับมา ทุกคนตั้งใจทำในแนวเดียวกันคือ เราเป็นเครือข่ายการให้ ทุกวันนี้ที่ทำไปเพื่อถวายในหลวง ทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำงานต่อไป
ส่วนองค์ความรู้ที่นำไปสอนนั้นประการแรกจะเน้นวิธีการทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าปุ๋ย ค่ายา โดยแนะนำให้รู้จักวิธีการใช้อย่างเหมาะสมและใช้ในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ประการต่อมาเป็นเรื่องของการตลาด ให้สมาชิกรู้จักการหาช่องทางการตลาดเพื่อกระจายสินค้าได้มากขึ้น โดยจะมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก
จากนั้นได้แบ่งทีมงานออกเป็น 2 ทีม โดยทีมแรกจะเน้นกระบวนการสร้างความคิดพัฒนาเกษตรกร และการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนทีมที่สองจะเน้นการพัฒนาสินค้าและช่องทางตลาด อีกทั้งยังเฟ้นหาแกนนำที่เป็นคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนต่อไป
“เราไปช่วยคนที่กำลังก้าวขึ้นมา ให้เขามีโอกาส ได้รับความรู้ เทคโนโลยีวิธีการใหม่ๆ ถามว่าเราหวงความรู้ไหม ไม่หวง ใครคิดนวัตกรรมอะไรขึ้นมาได้ก็จะส่งไปให้อีกคน ทำตามและสิ่งที่ได้มาก็คือคนที่เอาไปพัฒนาต่อยอดอีก ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ จากคนหนึ่งคิดกลายเป็นสองคนช่วยกันคิด จากสองคนช่วยกันคิดกลายเป็นสามสี่คนช่วยกันคิดต่อยอด สิ่งที่เราได้กลับมาคือการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า ตัวผลิตภัณฑ์หรือแม้กระทั่งสารชีวภัณฑ์ต่างๆ” ประธานเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่คนเดิมย้ำชัด
สำหรับช่องทางการตลาดนั้น สุพจน์ ระบุว่า จะเน้นการใช้สื่อโซเชีียลเน็ตเวิร์ก การออกบูธตามงานต่างๆ และการใช้เครือข่ายของสมาชิกด้วยกัน ในการทำตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์
“อย่างพี่มีผลิตภัณฑ์ ผมมีผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันที่สุพรรณบุรี เขาจะงานออกบูธขายของ พี่อยู่ประจวบฯ ผมอยู่นครปฐม พี่ก็รวบรวมสินค้าของสมาชิกในประจวบฯ ผมรวบรวมของนครปฐม เอาไปให้เครือข่ายที่สุพรรณฯ ขาย เราไม่ต้องไป แต่ส่งของไป นี่คือช่องทางตลาดที่เราทำทุกวันนี้” สุพจน์ กล่าว พร้อมย้ำถึงเจตนาในการอุทิศตัวเพื่อเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้ามาสู่วิถีทางการเกษตรที่นับวันคนกลุ่มนี้เริ่มถอยห่างออกไปทุกที
“สิ่งที่ได้รับสำหรับผมคือความภูมิใจที่สามารถพัฒนาคนกลุ่มน้อยผู้ยิ่งใหญ่ ผมมักเรียกชื่อนี้ เพราะเป็นการต่อชีวิตให้กับภาคเกษตรไทย ทุกคนพร้อมจะให้ ถ้าเราสามารถสร้างคนที่พร้อมจะให้ได้เต็มที่ มันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว มีอยู่คำหนึ่งที่พวกเราพูดกันบ่อยก็คือให้อย่างเต็มใจ รับอย่างพอดี” นี่คือปณิธานที่แกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่ให้แง่คิดทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ
“ไร่สุขพ่วง”ดอกผลยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์
อภิวัฒน์ สุขพ่วง อายุ 27 ปี เจ้าของไร่สุขพวง ในต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี แกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่ จ.ราชบุรีที่ผ่านการอบรมในโครงการยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์รุ่นเดียวกับสุพจน์ ศรีคำหู้ ประธานเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคตะวันตก หลังเรียนจบสาขาการจัดการอุตสาหกรรมก็ไปสัมผัสชีวิตลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมที่นิคมมาบตาพุต จ.ระยอง เกือบปี
ก่อนกลับบ้านเกิดหันมาสู่วิถีทางการเกษตรอย่างเต็มตัว บนเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ โดยเนรมิตเป็นศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ ซึ่งแบ่งพื้นที่นาข้าวประมาณ 25 ไร่ โดยเน้นปลูกข้าว”ดอกมะขาม” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันมากตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนที่เหลือจะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง สัปปะรด ไม้ผลและพืชผักต่าง ๆ โดยผลผลิตที่ได้จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ข้าวดอกมะขาม ปะกาอำปิลบรรจุถุง กล้วยตาก น้ำตาลผง ใช้วัตถุดิบจากอ้อยที่ผ่านกระบวนการผลิตในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งเป็นผลผลิตจากไร่สุขพ่วง อีกเป็นจำนวนมาก
“เมื่อก่อนผลผลิตที่ได้จะขายทันที แต่เดี่ยวนี้จะต้องมาแปรรูปก่อน อย่างข้าวก็นำมาบรรจุถุงขาย ถุงละ 1 กิโล ส่วนอ้อยที่ปลูกไว้ 2 ไร่ได้อ้อนประมาณ 20 ตัน/ปี พอมาแปรรูปเป็นน้ำตาลผงเหลือ 3 ตันต่อปี แต่ทำรายได้ดีกว่า อย่างน้ำตาลผงตอนนี้ส่งอยู่ที่ 200 บาทต่อกิโล ขณะที่อ้อยส่งโรงงานตันละไม่ถึงพัน”อภิวัฒน์กล่าวอย่างภูมิใจในฐานะเกษตรกรเต็มขั้นในวันนี้



